ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิว The Galley Cafe ร้านอาหาร-กาแฟสดที่ใช้วัตถุดิบชั้นดีแต่ขายราคาเป็นกันเอง ตั้งอยู่บนถนนชัยพฤกษ์

อัปเดตเมื่อ มิ.ย. 14



แวะมาทำธุระส่วนตัวที่สำนักงานเขตบางกอกน้อยตั้งแต่เช้ากว่าจะเสร็จอีกทีก็เข้าช่วงบ่ายพอดีซึ่งตอนนี้หิวสุดๆ เลยกดมือถือค้นหาร้านเด็ดที่อยู่ไม่ไกลจากจุดนี้จนมาพบกับ "The Galley Cafe" อยู่บนถนนชัยพฤกษ์ใกล้ๆ เป็นร้านขนาดเล็กขายกาแฟสด/อาหารไทย-ฝรั่ง-ญี่ปุ่นแบบเป็นจานทานง่ายราคาไม่แพงแถมบรรยากาศชวนให้นั่งชิลล์สุดๆ วิธีการเดินทางมาที่ร้านก็ง่ายมากๆหากนำรถยนต์ส่วนตัวมาเองก็ปักหมุดมาตาม Google Maps มีที่จอดรถ-ลานจอดขนาดใหญ่ให้บริการหลังร้าน หากเดินทางมาด้วยบริการขนส่งสาธารณะให้ลง MRT สถานีบางขุนนนท์แล้วเรียกรถแท็กซี่หรือมอเตอร์ไซค์รับจ้างให้เลี้ยวเข้าไปทางถนนบางขุนนนท์ตรงทะลุข้ามคลองชักพระจนมาเจอกับถนนชัยพฤกษ์เมื่อเจอธนาคารออมสินสาขาตลิ่งชันอยู่ด้านขวามือให้ตรงไปอีก 100 เมตรก็จะถึงหน้าร้านแล้ว จุดสังเกตง่ายๆคือป้ายชื่อร้านสีขาวบนกำแพงสีดำที่ต้นลั่นทมหรือลีลาวดีขนาดใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาครอบคลุมทั้งหน้าร้านสุดร่มรื่นมองเห็นได้ชัดจากระยะไกลและบ้านสีขาวดูสะอาดตาอยู่ใต้ต้นไม้แบบนี้แสดงว่าเดินทางมาถูกร้านแล้วครับผม

บรรยากาศภายในร้านก็เป็นเหมือนกับบ้านกระจกบานใหญ่สไตล์ยุโรปที่อยู่ในกลางสวนถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่มีแสงธรรมชาติลอดเข้ามาได้อย่างทั่วถึงจากทุกทิศทางจึงทำให้รู้สึกปลอดโปร่งโล่งสบาย แบ่งออกเป็น 3 โซนภายในร้านได้แก่ 1. โซน Out Door รับลมและแสงแดดตามธรรมชาติ (ซึ่งตอนนี้เริ่มเข้าสู่หน้าร้อนแล้วเลยต้องย้ายไปด้านใน) 2. โซน Indoor ภายในบ้านกระจกเปิดแอร์เย็นฉ่ำแบ่งออกเป็นที่นั่งริมหน้าต่างกับหน้าบาร์เครื่องดื่มสำหรับคนที่ไม่นั่งทานในร้านก็สามารถเดินสั่งกลับบ้านตรงจุดนี้ได้ทันที และ 3. โซนห้องส่วนตัวเป็นห้องเรือนกระจกขนาดใหญ่สำหรับคนที่ต้องการความเงียบสงบ-ไม่วุ่นวายหรืออยากจัดเลี้ยงปาร์ตี้แบบส่วนตัวรองรับลูกค้าได้สูงสุด 20-25 คน (ถ้าไม่มีคนจองปิดห้องก็เปิดให้นั่งตามปกติ) เลือกที่นั่งให้เรียบร้อยแล้วมาเริ่มสั่งอาหารกันเลยครับผม

เล่มเมนูของที่ร้านนี้เป็นสมุดปกแข็งกระดาษเคลือบมันสีสันสวยงาม โดยหน้าแรกนั้นบ่งบอกความเป็นมาของที่ร้านและใครเป็นสายดื่มกำลังมองหาที่นั่งชิลล์ๆร้านนี้มีทั้งไวน์แดง/ไวน์ขาวทั้งแบบเป็นแก้วและขวดกับเบียร์เย็นๆ ถ้าใครนำเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จากนอกร้านมาเปิดเองปริมาณไม่เกิน 750 ml. คิด 100 บาท หากเกินกว่านั้นก็มีบวกเพิ่มไปตามราคาซึ่งถือว่าถูกมากๆครับผม ตามมาด้วยเมนูแนะนำสำหรับคนที่คิดไม่ออกว่าจะสั่งอะไรทางร้านได้รวมจานเด็ดขายดีเอาไว้ให้เลือกง่ายๆ หมวดแรกเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยจำพวกของทอด/ไส้กรอกย่าง/เนื้อย่าง/ซีฟู๊ดย่าง/อาหารอิตาเลียนเสิร์ฟจานเล็กราคาเริ่มต้นที่ 45-370 บาท หมวดต่อไปเป็นซุปข้นๆสไตล์ฝรั่งราคาเริ่มต้นที่ถ้วยละ 50-95 บาท ตามมาด้วยสลัดผักสดไฮโดรโปนิกส์ปลอดสารพิษและยาฆ่าแมลงทานคู่กับท๊อบปิ้งต่างๆราคาเริ่มต้นที่ 75-220 บาท ต่อกันด้วยแซนวิช-เบอร์เกอร์เสิร์ฟคู่กับเฟรนซ์ฟรายส์เลือกแป้งได้ 2 แบบคือขนมปังขาวกับชาร์โคลราคาเริ่มต้นที่ชิ้นละ 95-420 บาท (เพิ่มเนื้อวัว 100 กรัมราคาชิ้นละ 100 บาท/เพิ่มหมู-ไก่ราคาชิ้นละ 80/ชีสราคาแผ่นละ 20 บาท) สเต็กเนื้อหมู/เนื้อวัว/เนื้อแกะ/เนื้อกวาง/เนื้อไก่/ปลากระพง/ปลาแซลมอน/ปลาอินทรี/ปลาฮาลิบัทและปลาชิมาฮอกเกะราคาเริ่มต้นที่ 115-370 บาท (ขึ้นอยู่กับเมนูและวัตถุดิบที่เลือก) หมวดต่อไปเป็นเมนูอาหารจานเดียวสไตล์ไทยพวกข้าวผัด/ผัดขี้เมา/กระเพรา/เนื้อ-หมูแดดเดียว/ไข่เจียวราคาเริ่มต้นที่ 75-220 บาท

หน้าต่อไปยังคงเป็นเมนูอาหารไทยแต่ใช้วัตถุดิบค่อนข้างพรีเมี่ยมเช่น ชีส/เนื้อจระเข้/หอยหลอด/เนื้อแกะ/เนื้อกวาง/ปลากระพง/ปลาแซลมอน/ปลาซาบะ/ปลาแซลมอนรมควัน/ปลาชิมาฮอกเกะและปูนิ่มนำมาปรุงเป็นเมนูจานเดียวทานง่ายๆราคาเริ่มต้นที่ 125-220 บาท (ถ้าไม่อิ่มเพิ่มข้าวเปล่า 10 บาท เพิ่มไข่ดาว 15 บาท และเพิ่มไข่เจียว 35 บาท) หมวดต่อไปเป็นสปาเก็ตตี้ผัดกับซอสต่างๆราคาเริ่มต้นที่ 125-220 บาท ตามมาด้วยสปาเก็ตตี้เส้นสีดำผัดกับซีฟู๊ดคุณภาพระดับพรีเมี่ยมต่างๆราคาเริ่มต้นที่ 165-250 บาท หมดเมนูของคาวมาต่อด้วยหน้าของหวานที่เป็น Signature ของทางร้านคือ Honey Toast มีให้เลือก 3 ไซส์คือ S/M และXl พร้อมขนมปังให้เลือก 2 ชนิดก็คือแบบปกติกับชาร์โคลราคาเริ่มต้นที่ 95-145 บาท (เพิ่มท๊อบปิ้งได้ทั้งกล้วยหอม 25 บาท ไอศครีมวนิลาราคาลูกละ 35 บาท และ วิปปิ้งครีมฉีดละ 20 บาท) ต่อกันด้วยเครื่องดื่มต่างๆทั้งกาแฟ/นม/ช๊อกโกแลตและชามีทั้งร้อน-เย็นราคาเริ่มต้นที่ 50-85 บาท อิตาเลียนโซดามีไซรัปให้เลือกถึง 10 รสชาติราคาแก้วละ 60 บาท (อัพไซส์เพิ่ม 15 บาท) เมนูเครื่องดื่มเย็นกับปั่นราคาเริ่มต้นที่ 50-85 บาท (เพิ่มท๊อบปิ้งต่างๆลงในเมนูปั่นได้ทั้งกล้วยหอม 10 บาท/กาแฟ 1 ออนซ์ 10 บาท/ท๊อบวิปปิ้งครีม 20 บาท/ไซรัปกลิ่นต่างๆปั้มละ 5 บาท/น้ำผึ้ง 35 บาทและถั่วแดงบด 25 บาท) ตามมาด้วยน้ำผลไม้ทั้งแบบเย็นและปั่นราคาแก้วละ 50-65 บาท (อัพไซส์เพิ่ม 15 บาท) หน้าสุดท้ายเป็นบิงซูหรือน้ำแข็งใสสไตล์เกาหลีมีให้เลือกทั้งหมด 4 เมนูใหม่/ไม่มีราคาบอกในเล่มเดี๋ยวค่อยถามก่อนสั่งมาชิมแล้วกันครับ

สั่งอาหารไปแล้วเมนูต่างๆก็ทยอยมาเสิร์ฟเริ่มจาก "สเต็กปลาแซลมอน" ราคา 185 บาท เป็นเนื้อปลาแซลมอนย่างราดด้วยซอสเทริยากิรสเค็ม-หวานถอดก้างออกจนหมดพร้อมทานเนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำหอมกลิ่นไขมันปลาเข้มข้น เสิร์ฟคู่กับสลัดผัดสดเดรสซิ่งพริกไทยดำและมันฝรั่งบดผสมเนยปรุงรสด้วยเกลือ-พริกไทยราดด้วยน้ำซอสเกรวี่ ได้ทานทั้งเมนูสเต็กและสลัดในจานเดียวกันครับ จานต่อไปเป็นเมนูขายดีของที่ร้านเลยลองสั่งมาชิมคือ "พอร์คชอปสเต็ก" ราคา 175 บาท ปริมาณถือว่าใหญ่โตคุ้มค่าสุดๆเมื่อเทียบกับจานแรกเพราะเป็นเนื้อส่วนหมูพอร์ชอปติดกระดูกแบบทั้งชิ้นหมักนุ่มย่างจนสุก ทานกับซอสพริกไทยดำเข้มข้นตามแบบฉบับที่คนไทยชอบและเครื่องเคียงเหมือนกันกับเมนูที่แล้วถือว่าอร่อยและให้ปริมาณคุ้มค่าโดนใจมากๆไม่แปลกใจเลยว่าทำไมถึงเป็นเมนูขายดีอันดับต้นๆของร้านนี้ครับ

จานต่อมาเห็นว่าราคาถูกมากเมื่อเทียกับร้านอื่นๆที่ขายเมนูนี้เลยสั่งมาชิมคือ "ซุปเห็ดทรัฟเฟิล" ราคา 95 บาท เสิร์ฟมาเป็นถ้วยพร้อมขนมปังกรอบให้เติมด้วยเอง ตอนแรกมองหาอยู่ว่าเห็ดทรัฟเฟิลอยู่ตรงไหนเพราะหน้าบนสุดของซุปเป็นเห็ดแชมปิญองทำให้นึกว่าเป็นซุปเห็ดธรรมดา แต่พอคลุกก่อนทานมีเห็ดทรัฟเฟิลหอมๆเข้ากับซุปรสเค็มมันเข้มข้นอยู่ด้านล่าง ได้ทั้งกลิ่นที่รุนแรงของทรัฟเฟิลและเนื้อชิ้นเห็ดแชมปิญองเคี้ยวเต็มปากเต็มคำตัดด้วยขนมปังอบกรุบกรอบลงตัวดีสุดๆเลยครับผม เมนูต่อไปเป็นสลัดผักไฮโดโปรนิกส์ปลอดสารพิษทำมาทำเป็นเมนูสไตล์ญี่ปุ่นไม่เหมือนกับร้านไหนนั่นก็คือ "สลัดญี่ปุ่น" ราคา 175 บาท ผักสลัดกรอบๆไร้รสขมและกลิ่นเหม็นเขียวท๊อบปิ้งด้วยยำสาหร่ายญี่ปุ่น/ปูอัดฉีกเส้น/ไข่ปลาบินปรุงรสและผงปลาโอแห้งญี่ปุ่น ก่อนจะทานให้ราดด้วยน้ำสลัดญี่ปุ่นรสชาติเปรี้ยว-เค็มหอมกลิ่นน้ำมันงากับโชยุสุดกลมกล่อมแล้วคลุกทุกอย่างให้กลายเป็นหนึ่งเดียวกัน ได้หลากหลายสัมผัสและความหอมของวัตถุดิบแต่ละชนิดอบอวลในปากเข้ากับผัดสลัดสดกรอบ ช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดีครับ

สมาชิกที่มาด้วยกันเป็นคนติดข้าวก็เลยสั่งมาทานกันคนละเมนูเริ่มจาก "ข้าวหน้าหอยเชลล์ญี่ปุ่นผัดซอส" ราคา 220 บาท เป็นจานใหม่ที่ทางร้านยังไม่ได้บรรจุลงในเล่มสั่งอาหารแต่มีป้ายนำเสนออยู่บนโต๊ะ มันคือหอยเชลล์ญี่ปุ่นฮอกไกโดตัวเล็กเอามาผัดซอสเนย+โชยุปรุงรสให้หวานเค็มแล้วโรยหน้าด้วยกระเทียมเจียวที่ช่วยเพิ่มความหอมและกรุบกรอบทานกับข้าวสวยร้อนๆ เนื้อหอยเชลล์ถึงแม้จะตัวเล็กแต่รสชาติเข้มข้นไม่แพ้ตัวใหญ่เคี้ยวหยุ่นๆในปากเข้ากับข้าวสวยหอมมะลินุ่มๆ หากทานไปแล้วเริ่มเลี่ยนก็มีขิงดองสีชมพูรสหวานเผ็ดอ่อนๆไว้ทานคู่กันเพื่อตัดรสชาติได้ดีเลยครับ จานต่อไปถือว่าเป็นเมนูที่หาทานได้ยากในร้านอาหารแบบคาเฟ่ทั่วไปก็คือ "กระเพราเนื้อจระเข้ราดข้าว" ราคา 155 บาท เพิ่มไข่ดาวอีก 15 บาท (แต่เหมือนทางร้านจะลืมคิดเพิ่มลงในบิล) เป็นเนื้อจระเข้สไลด์บางๆผัดกับพริกสด/กระเทียม/ใส่ใบกระเพราเผ็ดฉุนกลมกล่อมทานกับข้าวสวยหอมมะลินุ่มๆ มาพร้อมพริกน้ำปลาช่วยเพิ่มรสเค็ม-เผ็ดให้ความสะใจขึ้นๆไปอีกขึ้นหากทานคู่กับไข่ดาวก็จะได้ความนัวเพิ่มขึ้นมา ใครที่ไม่เคยทานเนื้อจระเข้มาก่อนบอกเลยว่าไม่มีกลิ่นหรือรสชาติเป็นสัมผัสเนื้อเหมือนไก่ที่นุ่มเด้งคล้ายหมูหมักราดหน้าเคี้ยวอร่อยยิ่งผัดกระเพรามาเผ็ดๆใส่พริกเยอะแบบนี้บอกเลยว่าแซ่บโดนใจสุด นอกจากนี้ยังมีกระเพราเนื้อกวางเอาไว้ลองโอกาสหน้าดีกว่าครับ

ตบท้ายด้วยของหวานที่เป็น Signature เพราะเห็นทุกโต๊ะสั่งกันหมดเลยต้องลองคือ "Honey Toast ไซส์ S" ราคา 95 บาท ย้ำว่าที่เห็นนี่คือขนาดเล็กสุดยังก้อนใหญ่ขนาดนี้ เป็นขนมปังชิ้นใหญ่ตัดเป็นร่องแล้วยัดเนยสดลงไปก่อนจะอบด้วยอุณหภูมิต่ำจนเป็นสีน้ำตาลทอง ท๊อบปิ้งด้วยไอศครีมวนิลา-วิปครีมและเมเปิ้ลไซรัป ก่อนทานก็เพียงแค่ราดน้ำเชื่อมลงไปแล้วใช้มีดกับส้อมตัดขนมปังชุ่มเนยกรอบๆเป็นชิ้นพอคำแล้วปาดด้วยไอศครีมวนิลากับวิปครีมในปริมาณที่พอใจ แบ่งทานกันได้ 2-4 คนเลยครับสำหรับจานนี้ เมนูต่อมาเป็นขนมหวานเกาหลีสไตล์ไทยคือ "บิงซูบัวลอยซอสไข่เค็ม" ราคา 95 บาท ให้ปริมาณเยอะจนไม่รู้ว่าจะเทบัวลอยกับซอสลงไปในถ้วยตรงไหน 4 คนจึงช่วยกันรุมกินตรงยอดให้เป็นแอ่งนมที่ใช้เป็นกะทิรมควันแบบไทยรสหวานอ่อนๆ แล้วราดเม็ดบัวลอยเคี้ยวเหนียวหนึบสีพาสเทลลงไปตามด้วยซอสไข่เค็มแดงเข้มข้น หวานเย็นเคี้ยวหนึบตัดรสเค็มนัวของซอสได้อย่างลงตัวมากๆเลยครับ

มาร้านกาแฟแล้วสั่งแต่อาหารไม่ลองเครื่องดื่มถือว่าพลาดเลยสั่งมาชิม 3 เมนูก็คือ "กาแฟลาเต้เฮเซลนัทเย็น" ราคาแค่ 50 บาท เป็นกาแฟเย็นผสมนมใสไซรัปรสเฮเซลนัทหอมๆเข้ากับกาแฟสดรสเข้มไม่ติดเปรี้ยวของที่ร้านได้ดีมากๆครับ "ชาเขียวมัทฉะลาเต้" ราคา 95 บาท เป็นผงชาเขียวมัทฉะแท้รสเข้มข้นสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆทานกับนมสดเย็นรสหวานช่วยตัดความขมและกลิ่นเฉพาะตัวของมัทฉะได้อย่างนุ่มนวลยิ่งขึ้น และ"อิตาเลียนโซดารสพั้นซ์" ราคา 60 บาท เป็นไซรัปรสผสไม้รวมหอมๆรสหวานอมเปรี้ยวผสมโซดาเย็นซ่าดื่มแล้วสดชื่นกระปรี้กระเปร่า หากใครมาร้านนี้แล้วกำลังควบคุมน้ำตาลจะสั่งเครื่องดื่มแบบไม่หวานหรือดื่มน้ำเปล่าที่ทางร้านให้บริการฟรีก็ได้เช่นเดียวกันครับผม

มื้อนี้มาทานกัน 4 คน สั่งไปทั้งหมด 12 รายการรวม 1,450 บาท (คิดรวมกับไข่ดาวที่ร้านลืมไปด้วยแล้ว) โดยราคาอาหารที่เห็นในเล่มเมนูไม่มี Vat. 7% และ Service Charge อีก 10% กลุ่มลูกค้าเท่าที่นั่งสังเกตจะเป็นคนละแวกนี้และข้าราชการจึงขายราคาไม่สูงมากนักแต่ใช้วัตถุดิบคุณภาพดีส่วนเครื่องดื่มยิ่งถูกเข้าไปใหญ่ จะมาแค่แวะทานข้าว/เปลี่ยนที่ทำงาน/นั่งดื่มแบบจริงจังร้านนี้ก็ถือว่าตอบโจทย์ได้หมดครับ วันนี้ร้าน The Galley Cafe ก็รับคะแนนความอร่อยและคุ้มค่าไป 5 ดาวเต็มเลยครับ 🌟🌟🌟🌟🌟


พิกัด : เลขที่ 128/1 ซอยพุทธจีบสวัสดิ์ ถนนชัยพฤกษ์ แขวงตลิ่งชัน เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร 10170

เปิดให้บริการทุกวัน (ยกเว้นวันพุธ) ตั้งแต่เวลา 10.00-20.30 น. โทร. 090-968-3715

Facebook : https://www.facebook.com/thegalleycafe2006

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share ให้เพื่อนๆอ่าน

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 61 ครั้ง0 ความคิดเห็น