ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิว"Tenten บุฟเฟ่ต์ชาบู 4 สี หมีออนเซ็น"เสิร์ฟเนื้อวากิว-อาหารญี่ปุ่นเริ่มต้น 499++฿ ใกล้ BTS สยาม

อัพเดตเมื่อ: มี.ค. 14


วันนี้ผมกับแฟนมาเดินเล่นด้วยกันแถวสยามแล้วเกิดอาการหิวเลยจัดการมองหาร้านอร่อยเพื่อนั่งพักผ่อน/ทานอาหารก่อนจะไปเดินเล่นด้วยกันต่อ ซึ่งรอบๆบริเวณนี้ก็มีห้างใหญ่และร้านอาหารอยู่มากมายหลากหลายสัญชาติให้เลือกโดยเฉพาะในห้างติด BTS เดินทางสะดวกสุดๆอย่าง Siam Square One โดยร้านที่เราจะมาทานแล้วรีวิวกันในวันนี้ก็คือ "TenTen ชาบู 4 สี หมีออนเซ็น" เมื่อก่อนเดินผ่านไป-มาหรือมองจาก BTS สถานีสยามก็มักจะเห็นว่ามีลูกค้านั่งทานอยู่แน่นร้านเสมอๆ คิดว่าจะเข้าไปลองชิมและถ่ายรูปเพื่อเขียนรีวิวอยู่หลายครั้งเพราะหม้อน้ำซุปมีหมีแช่ออนเซ็นอยู่ร้านแรกและคาดว่าน่าจะมีร้านเดียวในประเทศไทย (ไม่เคยเห็นร้านอื่นเคยทำมาก่อน) จนวันนี้เห็นว่ามีป้ายวางอยู่หน้าร้านว่าเพิ่มเนื้อวากิวมาเสิร์ฟใหม่อีก 2 รายการ เปิดส่องดูรูปของจริงในรีวิวเพจอื่นๆบน Facebook มาแล้วลายไขมันสีขาวแทรกอยู่ในเนื้อสีแดงสวยงามน่าสนใจสุดๆเลยตั้งใจว่าต้องมาโดนให้จงได้ วิธีการเดินทางมาที่ร้านก็ง่ายสุดๆเพียงลง BTS สถานีสยามหรือถ้าใครนำรถยนต์มาเองก็มีที่ให้จอดเยอะ (แต่ส่วนใหญ่มักจะคิดค่าจอดราคาค่อนข้างแพง) ร้านอยู่ภายในห้าง Siam Square One ชั้น 5 ฝั่งสถานีบีทีเอสสยามสัญลักษณ์หน้าร้านเป็นรูปหมีสีทองพร้อมภาษาญี่ปุ่น-ป้ายไฟขนาดใหญ่เขียนว่า TenTen เด่นชัดแบบนี้แสดงว่ามาถูกร้านแล้วแน่นอนครับผม

เดินมาดูเมนูบุฟเฟ่ต์ของร้านนี้ราคาเริ่มต้นที่ 499++ / 599++ และ 799++ มีเมนูต่างๆให้เลือกทั้งเนื้อหมู/เนื้อวัว/ไก่บด/หมูบด/ซีฟู๊ด/ซูชิ/ซาชิมิ/อาหารทานเล่น/ผัก-ลูกชิ้น/เครื่องดื่มและขนมหวานรวมทุกอย่างแล้วเกือบ 80 เมนูเพิ่มเนื้อวากิวมาอีก 2 รายการคือ Wagyu Ribeye และ Wagyu Soto Momo มาให้สั่งไม่อั้นเมื่อทานบุฟเฟ่ต์ราคา 799++ แถมมีไอศครีม Häagen-Dazs ให้ทานได้ไม่อั้นตลอด 100 นาที เด็กที่ส่วนสูงต่ำกว่า 100 ซม. ทานฟรี ส่วนสูง 101-120 ซม. คิดเพียงครึ่งราคา หากส่วนสูงมากกว่า 120 ซม. คิดราคาผู้ใหญ่ตามปกติและมีเงื่อนไขอีกอย่างก็คือปรับจริง (รวมถึงสั่งซูชิมาแล้วทานแต่หน้าเหลือข้าวทิ้งก็ปรับนะ) ว่าแล้วก็เข้าไปภายในร้านกันเลยครับ

ขนาดเรามาทานกันวันธรรมดาช่วงบ่ายแบบนี้ลูกค้ายังเยอะและเดินเข้ามาใหม่เรื่อยๆ (แสดงว่าต้องมีของดีที่ไม่ธรรมดา) โซนที่นั่งภายในร้านแบ่งออกเป็น 2 จุดนั่นก็คือ โซนนั่งด้านในร้านโต๊ะเรียงกันเป็นแนวยาวและโซนโซฟาริมหน้าต่างขนาดใหญ่มองเห็นสถานี BTS สยามได้อย่างชัดเจน นอกนั้นก็เป็นไลน์บุฟเฟ่ต์สำหรับตักผักสด-ลูกชิ้นและเส้น/ตู้ไอศครีมสำหรับคนที่ทานบุฟเฟ่ต์ต่ำกว่าราคา 799++ และโซนน้ำจิ้มให้ปรุงเองสุดอลังการมีให้เลือกทานกว่า 8 สูตร นอกจากนี้ก็มีตู้แช่เย็นใส่ขนมหวานไว้เป็นถ้วยและโซนเครื่องดื่มต้องบริการตัวเองให้เดินมากดได้ตามใจครับ

มาถึงที่โต๊ะก็มีเล่มเมนูรูปภาพแบบเดียวกับที่ติดหน้าร้านและใบสั่งอาหารรวมทั้งหมด 3 ราคาก็คือ Premium / Beyond และ Ultimate โดยจำนวนเมนูที่ให้สั่งก็จะเพิ่มขึ้นตามราคาที่เลือก ระหว่างนี้ให้แฟนผมสั่งเมนูซูชิกับชาบูไปส่วนเรามาสำรวจที่ไลน์อาหารกันมีให้ตักทั้งบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป/เต้าหู้ไส้ชีส/ลูกชิ้นไส้คริลตัลไข่ปลา/เต้าหู้หลอดไข่ไก่/ฟักทอง/ต้นหอมญี่ปุ่น/ข้าวโพด/เส้นอูด้ง/เส้นแก้วสาหร่าย/วุ้นเส้น/ถั่วแระ/เห็ดชิเมจิ/เห็ดเข็มทอง/หอมหัวใหญ่ /แครอท/ขึ้นฉ่าย/เห็ดออเร็นจิ/ผักกาดขาว/ไข่ไก่/กระหล่ำปลี/กวางตุ้งฮ่องกงและผักบุ้ง โดยก่อนตักนั้นมีถุงมือกับเจลแอลกอฮอล์ให้ทำความสะอาดมือก่อนจับที่คีบเพื่อตักอาหารแล้วอย่าลืมนำจานสีดำที่อยู่บนโต๊ะมาใส่อาหารด้วยนะครับ (ที่นี่ใช้จานรีฟิลโต๊ะใครโต๊ะมันไม่มีวางไว้ให้หยิบใหม่แบบร้านบุฟเฟ่ต์ชาบูที่อื่น) สะอาดปลอดภัยแน่นอนครับ

น้ำจิ้มที่ร้านนี้มีให้เลือกทานทั้งหมด 8 สูตรนั่นก็คือน้ำจิ้มแจ่ว/น้ำจิ้มงา/น้ำจิ้มสุกี้/น้ำจิ้มสไปซี่/น้ำจิ้มซีฟู๊ด/น้ำจิ้ม Volcano BBQ/น้ำจิ้มหมาล่าและน้ำจิ้มพอนสึ ปรุงรสให้แซ่บตามใจตัวเองด้วยพริกขี้หนูสับ/กระเทียมสับ/ต้นหอมซอย/น้ำมะนาวและไชเท้าฝอยคลุกพริกป่น ตู้ไอศครีมสำหรับคนที่ไม่ได้ทานบุฟเฟ่ต์ราคา 799++ เป็นของ IScoop มีให้ตัก 3 รสชาติคือเรนโบว์/ช็อกโกแลตและวนิลา ส่วนไอศครีม Häagen-Dazs ต้องสั่งในเมนูระดับ Ultimate เท่านั้นถึงจะสามารถสั่งแล้วมีพนักงานไปเสิร์ฟให้ถึงที่โต๊ะ โซนเครื่องดื่มมีทั้งชา/น้ำผลไม้/น้ำอัดลมพร้อมแก้วและตู้ใสน้ำแข็งกับลังใส่แก้วให้บริการด้วยตัวเอง ตอนนี้ตักผักสด/น้ำจิ้มกดเครื่องดื่มให้พร้อมแล้วกลับไปนั่งที่โต๊ะกันครับ

และแล้วหม้อชาบูที่เป็น Signature ของร้านก็ถูกยกออกมาเป็นลำดับแรกนั่นก็คือ "หม้อน้ำซุปชาบู 4 สีหมีออนเซ็น" ประกอบไปด้วยน้ำซุปทงคัตสึใสสีขาวรสชาติเข้มข้นหอมกลิ่นกระดูกหมูกลมกล่อม/น้ำซุปสีแดงเข้มก็คือหมาล่าหอมเครื่องเทศเผ็ดร้อนรสเค็มชาลิ้นเบาๆ/น้ำซุปสีแดงส้มมีพริกลอยหน้าเป็นน้ำซุปต้มยำสไตล์ไทยรสเปรี้ยวเค็มๆหอมกลิ่นเครื่องสมุนไพรและมะนาวแบบไทยๆและน้องหมี TenTen ที่นั่งสบายตัวอยู่ภายในหม้อนี้นั่นก็คือซุปสุกี้ยากี้น้ำดำสไตล์ญี่ปุ่นรสชาติหวานเค็มหอมกลิ่นปลาคัตสึโอะผสมคอมบุ วิธีการทำนั้นทางร้านจะนำน้ำซุปใส่เทลงในพิมพ์ก่อนจะนำไปแช่แข็งอีก 12 ชั่วโมงจนกลายเป็น "น้องหมีออนเซ็น" คอยเชิญชวนลูกค้าทุกคนๆที่แวะมาให้ควักมือถือออกมาถ่ายรูปอวดเพื่อนๆบนโลก Social แต่ไม่ใช่ว่าทุกโต๊ะจะได้เหมือนกันทั้งหมดเพราะใช้เวลาทำค่อนข้างนานจึงมีจำนวนจำกัดต่อวัน ถ้าจะให้ชัวร์ที่สุดแนะนำว่าโทรจองล่วงหน้า 1 วันก่อนไปทานบุฟเฟ่ต์ที่ร้านมี "น้องหมีออนเซ็น" ขึ้นโต๊ะแน่นอนครับ นอกจากนี้ยังมีน้ำซุปให้เลือกอีก 2 รวมเป็นทั้งหมด 6 รายการนั่นคือซุปใสปลาแห้งและซุปมิโสะนมฮอกไดโด (เงื่อนไขของร้านสั่งได้สูงสุด 4 ช่องเท่านั้น) ตอนนี้น้องหมีเริ่มละลายกลายเป็นซุปน้ำดำเดือดๆพร้อมที่จะทานเป็นชาบูแล้วจัดการเตรียมผักสดให้พร้อมกับเนื้อวัวระดับพรีเมี่ยมต่างๆที่สั่งไปก็ทยอยมาเสิร์ฟที่โต๊ะแล้วครับ

เนื้อวัวจานแรกคือเมนูใหม่ของที่ร้านคือ "Wagyu Soto Momo" เสิร์ฟมาโดยครอบไว้ด้วยโคมใสมองเห็นควันน้ำแข็งแห้งอัดแน่นอยู่ภายใน เมื่อเปิดออกมาควันก็ฟุ้งกระจายแผ่อยู่บนเนื้อสีแดงๆตัดด้วยไขมันแทรกสีขาวละเอียดราวกับหินอ่อน เมื่อสั่งมา 2 ที่จะได้จานเสิร์ฟแบบนี้แต่เราสั่งมา 3 เลยได้จานเล็กมาเพิ่มอีก 1 ที่ เป็นเนื้อวากิวที่หอมละมุนสัมผัสนุ่มนวลชวนละลายในปากเพียงแค่ออกแรงเคี้ยวเล็กน้อยก็แทบไหลลงคอหายไปในปาก ถือว่าเป็นเนื้อที่ดีเมื่อเทียบกับราคาบุฟเฟ่ต์แค่ 799++แถมตอนเสิร์ฟมาดูอลังการชวนให้ถ่ายรูปมากๆถือว่าไม่ผิดหวังที่มาทานครับ

จานต่อมาก็เป็นเนื้อวัวใหม่ที่เข้ามาเสริมทัพบุฟเฟ่ต์ของร้านนี้อีกรายการคือ "Wagyu Ribeye" เสิร์ฟมาในถาดไม้สไตล์ญี่ปุ่น เป็นเนื้อส่วนริปอายที่มีแทรกไขมันมากำลังดีแต่ก็ไม่ละเอียดเป็นลายหินอ่อนแบบ Soto Momo ทำให้ต้องออกแรงเคี้ยวมากขึ้นแต่ได้รับรสชาติของเนื้อวัวที่เข้มข้นค่อยๆไหลออกมาในปากมากกว่า ส่วนตัวคิดว่าเนื้อถาดนี้เหมาะสำหรับคนที่ชอบทานเนื้อรสชาติเข้มข้น/ไขมันน้อยทำให้ไม่เลี่ยนจนรู้สึกอิ่มเร็วเกินไป ชุดต่อไปเป็นเนื้อชาบูที่ทางร้านเสิร์ฟมาตั้งแต่เปิดร้านคือ "เนื้อพรีเมี่ยม US" ดูจากชั้นไขมันแล้วคาดว่าน่าจะเป็นส่วนท้องที่คล้ายกับเบคอนรสชาติเข้มข้นแบบเนื้อแองกัสนำเข้าจากอเมริการที่หลายๆคนคุ้นเคยสไลด์มาชิ้นยาวและหนาเคี้ยวเต็มคำดีมากครับ

จานต่อไปเป็น "สันคอออสเตรเลีย" สไลด์มาบางมีติดเอ็นกับไขมันมาบ้างนิดหน่อยแต่ยังคงความนุ่มมีรสชาติที่เข้มข้นหอมกลิ่นไขมันเนื้ออบอวลในปากแบบเดียวกับเนื้อเกรดนำเข้าจากออสเตรเลียในร้านอาหารที่เสิร์ฟให้แบบ A La Carte นอกจากนี้ยังมี "เนื้อสันคอธรรมดา" ซึ่งเป็นเนื้อไทยให้สั่งในบุฟเฟ่ต์ราคา 499++ แต่ไม่ได้เขียนในใบสั่งอาหารมาเพราะอยากทานแต่เนื้อเฉพาะในเล่มเมนูราคาแพงมากกว่า แล้วนี้ยังมีหมูดำ/หมูดำสามชั้น/หมูบดไม้ไผ่กับไก่บดไม้ไผ่และอาหารทะเลมากมายทั้งเนื้อปลาดอรี่/ปลาหมึก/หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์/กุ้งสดตัวใหญ่เอาใจสายซีฟู๊ดอีกด้วย ตอนนี้เนื้อสัตว์สำหรับลงในหม้อชาบูที่เราสั่งมาเสิร์ฟครบทุกอย่างแล้วมาลองลวกชิมกับน้ำจิ้มต่างๆกันครับ

เริ่มจากการทานสุกี้ยากี้สไตล์ญี่ปุ่นแบบคลาสสิกคือการนำเนื้อวัวที่ต้องการทานจุ่มในซุปชาบูๆสีดำจนได้ระดับความสุกที่ต้องการจิ้มลงในไข่ดิบแล้วเข้าปากทันที ส่วนตัวคิดว่ารสชาติน้ำซุปที่นี่ปรุงมากลมกล่อมกำลังดีทำให้ทานได้เรื่อยๆไม่รู้สึกหนักหน่วงมากเกินไป ตามมาด้วยน้ำจิ้มที่เป็น Signature ของทางร้านเมื่อสั่งบุฟเฟ่ต์ราคา 799++ จะได้รับเพียงคนละ 1 ที่ก็คือ "น้ำจิ้มไข่ดองญี่ปุ่น" ที่ทางร้านบอกว่าใช้เวลาดองนานถึง 3 วันเต็ม ก่อนเสิร์ฟโรยด้วยพริกสดและกระเทียมสไลด์เวลาจิ้ม แนะนำว่าเวลาทานให้แตะกับเนื้อลวกเพียงแค่นิดเดียวจะได้ความเค็มหอมมันไข่แดงอร่อยกำลังดี แต่ถ้าจุ่มนานหรือมากจนเกินไปบอกเลยว่าเค็มไปหน่อยได้พริกสดกับกระเทียมเพิ่มความเผ็ด-ฉุนช่วยลดความเลี่ยนไขมันเนื้อวัวที่แทรกอยู่ปริมาณมากได้เป็นอย่างดี หรือจะดัดแปลงนำไปผสมลงกับน้ำจิ้มสูตรอื่นๆก็สามารถทำได้เลยตามใจแต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้าแล้วว่า 1 คนต่อ 1 ถ้วยเท่านั้นบริหารความอร่อยกันเองนะครับ

นอกจากจะจุ่มเนื้อลงในน้ำซุปจนรสชาติเข้าเนื้อแล้วนี้ยังมีน้ำจิ้มให้เปลี่ยนรสชาติไปได้เรื่อยๆอีก 8 สูตรทั้ง 1.น้ำจิ้มแจ่วแบบไทยๆรสชาติหวานเผ็ดหอมกลิ่นข้าวคั่วสไตล์ไทยเหมาะแก่การจิ้มเนื้อทานแบบแจ่วฮ้อน/ 2.น้ำจิ้มสูตรงารสชาติเค็มมันหอมถั่วลิสงผสมงาหวานอ่อนๆสไตล์ญี่ปุ่น/ 3.น้ำจิ้มสุกี้สูตรกวางตุ้งรสชาติหวานๆหอมกลิ่นน้ำมันงากับซอสพริกตามแบบฉบับที่คนไทยคุ้นเคย/ 4.น้ำจิ้มสไปซี่สูตรลับของที่ร้านมีกลิ่นหอมโดยรวมคล้ายน้ำพริกข่าแบบภาคเหนือรสเผ็ดร้อนทานกับเนื้อวัวต้มชาบูเข้ากันสุดๆ/ 5.น้ำจิ้มซีฟู๊ดที่ในรูปใช้พริกสีเขียวแต่ของจริงเป็นพริกสีแดงรสชาติเผ็ด/เปรี้ยวอมหวานจี๊ดจ๊าดตามแบบฉบับซีฟู๊ดไทยๆ/ 6.น้ำจิ้ม Volcano BBQ รสชาติคล้ายๆกับน้ำจิ้มร้านมังกรเขียวแต่เพิ่มความเผ็ดอ่อนๆลงไปทำให้ไม่เลี่ยนทานได้เรื่อยๆแบบไม่ต้องปรุง/ 7.น้ำจิ้มหมาล่าเหมือนกับนำเอาเครื่องเทศและพริกมาผสมบดกันจนกลายเป็นน้ำจิ้มรสเค็มอมหวานเผ็ดชาลิ้นสะใจสุดๆ/ 8.น้ำจิ้มพอนสึรสชาติเค็มเปรี้ยวอมหวานนิดๆใส่ต้นหอมและไชเท้าขูดสีส้มลงไปก็อร่อยถูกใจสไตล์ญี่ปุ่น จิ้มทานสลับกับเนื้อชาบูในซุปทั้งหมด 4 สูตรเปลี่ยนรสชาติกับน้ำจิ้ม 8 สูตรไปเรื่อยๆไม่มีเบื่อ นอกจากนี้ยังสั่งซูชิ/ซาชิมิและอาหารทานเล่นมาเพิ่มอีกด้วย

ซูชิจานแรกเป็น "โรลเนื้อวากิวภูเขาไฟ" อยู่ในชุดราคา 799++ ข้าวซูชิปรุงรสพันด้วยแซลมอนสดลนไฟท๊อบปิ้งด้วยซอสสไปซี่/เนื้อวากิวสับ/ไข่กุ้งและต้มหอม เพิ่มสัมผัสเคี้ยวกรุบกรอบด้วยแป้งทอดเทมปุระและซอสเทริยากิให้ความหวานกลมกล่อมนุ่มนวลในปาก จานต่อมาเป็น "แซลมอนโรลภูเขาไฟ" คล้ายๆกับจานแรกแค่ตัดเนื้อวากิวสับ/ต้นหอมและเปลี่ยนจากไข่กุ้งสีส้มเป็นสีดำแทนส่วนรสชาตินั้นแทบไม่ต่างกันแค่ไม่ได้สัมผัสของเนื้อวากิวสับ ตามมาด้วยเมนูทานเล่นอย่าง "หนังปลาแซลมอนทอดกรอบ" เป็นหนังติดเนื้อเล็กน้อยทอดกรอบรสเค็ม-มันเคี้ยวเพลินๆมีน้ำมันปลาแซลมอนค่อยๆไหลเข้ามาในปากอร่อยดีและ "เกี๊ยวซ่า" ทอดมากรอบๆร้อนๆเสิร์ฟคู่กับซอสรสเปรี้ยวเค็มหอมกลิ่นน้ำมันงาช่วยลดความเลี่ยนจากของทอดได้เป็นอย่างดี ส่วนรสชาติและปริมาณไส้นั้นก็ถือว่ามาตรฐานครับ

ตามมาด้วยเมนูรสแซ่บที่ทำให้ทานแซลมอนได้คุ้มมากขึ้นอย่าง "ยำแซลมอน" เป็นเนื้อปลาแซลมอนหั่นเต๋าคลุกเคล้ากับน้ำยำคล้ายกับน้ำจิ้มซีฟู๊ดสูตรของทางร้าน เพิ่มความเผ็ดฉุนขึ้นจมูกด้วยหอมหัวใหญ่สดประดับตกแต่งด้วยมะเขือเทศเชอรี่ช่วยลดความเลี่ยนไขมันของปลาแซลมอนได้เป็นอย่างดี เมนูต่อมาก็แซ่บคล้ายๆกันแต่เปลี่ยนวิธีปรุงเป็น "ลาบแซลมอน" รสเผ็ดเปรี้ยวหอมกลิ่นพริกและข้าวคั่วสไตล์อีสาน เพิ่มความจี๊ดจ๊าดด้วยตัวเองอีกขั้นด้วยการบีบมะนาวสดปรุงรสได้เอง ตามมาด้วยของทอดสำหรับทานเล่นเพลินๆอย่าง "ไก่ทอด TenTen" เป็นปีกกลางไก่ชุบแป้งทอดราดด้วยซอสรสหวานเผ็ดอ่อนๆคล้ายกับไก่ทอดเกาหลี และ "ไก่ทอดคาราอาเกะ" เนื้อที่ใช้เป็นส่วนสะโพกติดหนังเนื้อนุ่มฉ่ำไขมันชุบแป้งทอดกรอบเค็มหอมกลิ่นขิงทานกับซอสมะเขือเทศรสชาติหวานอมเปรี้ยวเข้ากันดีสุดๆ

เห็นโต๊ะข้างๆสั่งซาชิมิปลาแซลมอนแล้วเสิร์ฟมาอย่างอลังการเลยบอกน้องพนักงานว่าขอด้วย โดยมีเงื่อนไขคือต้องสั่งซาชิมิแซลมอน/ท้องแซลมอน/ปูอัดและไข่หวานรวมกันแล้วเท่ากับ 10 ที่เป็นต้นไปจึงจะจัดเสิร์ฟมาให้แบบในรูปนี้ เราสั่งมาเป็นซาชิมิแซลมอน 5 ท้องแซลมอน 4 และไข่หวาน 1 เป็น 10 ที่พอดีเชฟเลยจัดการจัดมาให้สวยงามอย่างที่เห็น ซาชิมิแซลมอนแทรกไขมันเนื้อนุ่ม/ท้องมีไขมันกำลังดีไม่เลี่ยนจนเกินไป/ไข่หวานหอมกลิ่นน้ำซุปรสหวานเสิร์ฟมาเย็นๆ อันที่จริงชามนี้มีควันน้ำแข็งแห้งพวยพุ่งออกมาจากถ้วยด้านหลังด้วยแต่ถ่ายไม่ทัน (เพราะมัวแต่หามุมสวยๆกันอยู่) ถ้าใครอยากได้รูปสวยๆแบบนี้บ้างก็บอกน้องพนักงานให้ช่วยจัดได้ครับ ต่อกันด้วยเมนู "แซลมอนแซ่บวาซาบิ" มันคือซาชิมิแวลมอนราดด้วยซอสน้ำจิ้มซีฟู๊ดผสมวาซาบิรสเปรี้ยหวานเผ็ดจี๊ดฉุนขึ้นจมูกช่วยตัดเลี่ยนไขมันของปลาแซลมอนได้เป็นอย่างดี และของโปรดผมก็สั่งมาด้วยนั่นก็คือ "ซูชิหน้าปลาไหลญี่ปุ่นย่าง" ร้านนี้หั่นเป็นแนวเฉียงวางบนข้าวซูชิรัดให้แน่นด้วยสาหร่ายแห้งพร้อมราดซอสรสชาติหวานเค็มเข้มข้นมาอย่างชุ่มฉ่ำอร่อยถูกใจครับ

ซูชิชุดสุดท้ายเห็นว่าเนื้อวากิวที่ร้านนี้ค่อนข้างดีเลยต้องสั่งมาชิมคือ "วากิวโรล" เป็นซูชิโรลชิ้นด้านในสอดไส้ทั้งแตงกวา/ปูอัดและไข่หวานห่อด้วยสาหร่ายแบบกลับด้านข้าวออกด้านนอกคลุมด้วยเนื้อวากิวลนไฟราดด้วยซอสเทริยากิท๊อบปิ้งด้วยไข่กุ้ง/ต้นหอมและงาขาว รสหวานมันนุ่มหอมกลิ่นไขมันเนื้อวัวลนไฟกรุบกรอบด้วยแตงกวา-ไข่กุ้งเคี้ยวแล้วทุกอย่างผสมรวมกันในปากได้อย่างลงตัว ใครที่ชอบซูชิเนื้อวากิวคำใหญ่ๆทานได้ไม่อั้นที่นี่ก็มีเป็น "ซูชิเนื้อวากิว" ข้าวซูชิคำเล็กห่อด้วยชิ้นบางใหญ่ลนไฟราดซอสเทริยากิ/กระเทียมเจียว/ต้นหอม/งาขาว ท๊อบปิ้งด้วยไข่แดงนกกระทาและไข่กุ้งสีส้มกับสีดำ ให้ทั้งความนุ่มละมุนหอมของเนื้อวัวหวานซอสกรุบกรอบและมันนวลเนียนเต็มปากตัดเลี่ยนด้วยกระเทียมเจียวหอมๆไม่เหมือนร้านไหน ทานของคาวจนอิ่มแล้วได้เวลามาต่อด้วยของหวานกันเลยครับ

ของหวานแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือ หยิบได้เองจากในตู้มีทั้ง "พุดดิ้งแครมบรูว์เล/พุดดิ้งไข่มุกแครมบรูว์เล" ถ้วยใหญ่แช่เย็นมารสชาติหวานอ่อนๆเนื้อแน่นไปด้วยไข่กรอบน้ำตาลด้านบน และเพิ่มความหวานด้วยน้ำเชื่อมกลิ่นคาราเมลได้ตามใจ (มีวางไว้เห็นเยือกหน้าตู้เย็น) ไข่มุกที่ใส่มาก็เคี้ยวเหนียวหนึบหอมกลิ่นน้ำตาลทรายแดงสุดๆ และเจลลี่รสสตรอเบอรี่รสหวานหอมสัมผัสแน่นเหนียวหนึบ ส่วนบุฟเฟ่ต์ราคาต่ำกว่า 799++ ก็ตักไอศครีม IScoop ในตู้ได้ไม่อั้น ซึ่งวันนี้เราทานราคาแพงสุดก็ได้สิทธิ์ในการสั่งไอศครีม Häagen-Dazs ทานได้ไม่อั้น มีให้เลือก 2 รสชาติคือ วนิลาคาราเมลบราวนี่กับสตรอเบอรี่ชีสเค้ก และ Signature อีกอย่างที่ร้านบุฟเฟ่ต์แถวนี้มักจะแจกกันนั่นก็คือ "ชานมไข่มุก" หอมชาพุ่งขึ้นจมูกรสชาติหวานน้อยนมมันเข้มข้นไข่มุกเคี้ยวหนึบเสิร์ฟมาทีละแก้วเล็กๆไม่อิ่มเร็วจนเกินไป

ตามมาด้วยของหวานอบร้อนที่ต้องสั่งกับพนักงานที่ร้านนี้มีให้สั่ง 2 รายการได้แก่ "TenTen Tower" เป็นขนมวาฟเฟิลอบกรอบสีเขียวหอมกลิ่นเนยทานเปล่าๆก็เคี้ยวกรอบเพลินๆหรือจะนำไปทานคู่กับพุดดิ้งแครมบรูว์เลแช่เย็นในตู้ก็ช่วยเพิ่มสัมผัสกรุบกรอบอร่อยไปอีกแบบ อีกเมนูคือ "วาฟเฟิลบัวลอย+ไอศครีมวนิลา" เป็นวาฟเฟิลสีเขียวที่มีกลิ่นหอมเนยโดยแต่ละช่องวางเม็ดไข่มุกสีสันสดใสโดยด้วยน้ำตาลไอซิ่งได้ทั้งความนุ่มและหนึบทานคู่กับไอศครีมวนิลาเย็นๆตัดด้วยความอุ่นๆของขนมเข้ากันได้อย่างลงตัวสุดๆถือเป็นขนมหวานที่หน้าตาธรรมดาแต่ดีเกินคาดครับ

นั่งทานไปเรื่อยๆจนหมดเวลาแต่ของที่สั่งไปยังไม่หมด (น้องพนักงานใจดีให้นั่งต่อได้อีกหน่อยเพราะยังไม่ถึงเวลาที่ลูกค้าเข้าร้านเยอะ) มื้อนี้มาทานกัน 2 คนจ่ายไป 1,880 บาท รวม Vat. - Service Charge แล้วเท่ากับว่าราคาสุทธินั้นอยู่ที่คนละ 940 บาท เมื่อเทียบกับคุณภาพของวัตถุดิบที่ร้านนำมาเสิร์ฟ/ความหลากหลายของเมนูและน้ำจิ้มที่ชวนเปลี่ยนรสชาติไปได้เรื่อยๆไม่มีเบื่อ ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมลูกค้าร้านนี้ถึงแน่นเต็มร้านแทบจะตลอดเวลา อร่อยและคุ้มแบบนี้ก็รับคะแนนไปเลย 5 ดาวครับ 🌟🌟🌟🌟🌟


พิกัด : ห้าง Siam Square One ชั้น 5 เลขที่ 388 ถนนพระรามที่ 1 แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กทม. 10330

เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา 11.00-22.00 น. โทร. 062-479-1623

Facebook : www.facebook.com/tentenshabusushi

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share ให้เพื่อนๆอ่าน

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘


ดู 410 ครั้ง0 ความคิดเห็น