ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิวห้องอาหาร Skyline โรงแรม Avani Riverside ทานบุฟเฟ่ต์ชิลล์ๆ ชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา ในราคาเพียง999฿

อัพเดตเมื่อ: 2 วันที่แล้ว



วันนี้ได้รับการรับเชิญจาก PR ของโรงแรม Avani+ Bangkok Riverside ให้เข้ามารีวิวห้องอาหาร Skyline เป็นบุฟเฟ่ต์ซีฟู๊ดพร้อมกับชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยา จัดขึ้นทุกมื้อเย็นวันศุกร์และวันเสาร์ เวลา 18:00 น. ถึง 22:00 น. (นั่งทานได้ 4 ชม. เต็ม) เทศกาลบุฟเฟ่ต์นี้มีชื่อว่า Sensational Seafood Buffet ราคาคนละ 1,350++ บาทต่อคน โปรโมชั่นพิเศษจองผ่านไลน์ @avaniriverside รับส่วนลดค่าบุฟเฟ่ต์เหลือเพียงคนละ 999.- บาท NET. ! ห้องอาหารตั้งอยู่ที่ชั้น 11 ของโรงแรม เมื่อขึ้นลิฟท์มาถึงแล้วให้เลี้ยวขวาก็จะพบกับห้องอาหาร Skyline แล้วครับ

บรรยากาศในห้องอาหารตกแต่งด้วยลายไม้โทนสีสว่าง (ทั้งพื้นและผนังของทางโรงแรม) รวมถึงเฟอร์นิเจอร์ที่ใช้ก็เป็นไม้บุเบาะนวมสีอ่อนสบายตา ใช้ไฟสีส้มทำให้รู้สึกอบอุ่น มุมที่ติดกับแม่น้ำเจ้าพระยาเป็นกระจกทั้งหมด เพื่อให้ทุกคนที่นั่งทานในห้องนี้สามารถชมวิวแม่น้ำเจ้าพระยาได้อย่างทั่วถึง จากมุมนี้สามารถเห็นทั้งแม่น้ำเจ้าพระยาและสะพานพระราม 3 หรือสะพานกรุงเทพฯได้อย่างชัดเจน แต่น่าเสียดายวันนี้ที่ฝนตกทำให้กระจกค่อนข้างมัวไปนิดนึง มาถึงเราก็ทำการวางของต่างๆไว้ที่โต๊ะ แล้วก็ได้เวลาเดินไปสำรวจที่ไลน์อาหารกันแล้วครับ ว่ามีอะไรให้เราทานบ้าง

เริ่มจากมุมแรกตรงประตูหน้าห้องอาหาร เป็นไวน์ขาวและไวน์แดง ราคาเริ่มต้นที่ขวดละ 1,000 บาท++ เอาไว้รองรับลูกค้าสายดื่ม ที่อยากจะทานอาหารพร้อมกับดื่มไวน์ชั้นดีและชมบรรยากาศแม่น้ำเจ้าพระยาไปด้วยกัน แต่สำหรับเรานั้นไม่ดื่ม ขออนุญาตข้ามไปที่ไลน์อาหารเลยละกัน โซนแรกเป็นอาหารที่เสิร์ฟแบบเย็น จะรวมกันอยู่ที่นี่ทั้งหมด เริ่มจากมุมที่สีสันจัดจ้าน และดูสวยงามที่สุดได้แก่ซูชิและซาชิมิ มีให้เลือกทานทั้งแซลมอน/มากุโร่/ซาบะดอง/ปูอัด ส่วนซูชิของที่นี่ก็มีให้เลือกทานหลากหลายหน้า นอกจากหน้าปลาที่บอกไปตั้งแต่ต้นแล้วยังมีซูชิหน้ากุ้งต้ม/California Roll/ข้าวห่อสาหร่ายไส้ต่างๆรวมถึงซูชิหน้าแซลมอนลนไฟ ค่อนข้างหลากหลายและครบเลยครับ

โซนอาหารญี่ปุ่นยังไม่หมดแค่นั้น ข้างๆกันเป็นสลัดสไตล์ญี่ปุ่น 2 เมนู ได้แก่ โรลแตงกวาสอดไส้ปูอัดราดด้วยซอสสไปซี่มาโย และสลัดเต้าหู้เย็นราดซอสเปรี้ยวสไตล์ร้านอิซากายะ (ถ้าไปทานที่ร้านถ้วยหนึ่งไม่ต่ำกว่า 60 บาท) แต่ที่นี่มีให้หยิบทานได้ไม่อั้นครับ ถัดมาหน่อยเป็นขนมปังชนิดต่างๆไว้ทานกับเนย ติดกันเป็นซอสดิปทั้ง Olive Oil / Hazelnut Oil / Balsamic / Tzatziki / Salsa Dip / Red Pesto Dip / Hummus ที่ดูแล้วเหมือนจะเอาไว้ทานคู่กับขนมปังไม่ก็สลัด และก็ถึงซุ้มไฮไลท์ของที่นี่ยาง Seafood On Ice เท่าที่ดูด้วยสายตา ทางโรงแรมเลือกแต่ซีฟู้ดเกรดตัวใหญ่พิเศษมาเสิร์ฟให้กับลูกค้าเลยนะ ทั้งปูม้า กุ้งลายเสือ หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ กั้งกระดาน ทานคู่กับน้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์ไทย/ซอสสไปซี่มาโยสไตล์ฝรั่งหรือบีบเลม่อนเฉยๆเพื่อรับรสของซีฟู้ดแบบเต็มๆก็ได้ ตามใจครับ

เลี้ยวมาด้านหลังจาก Seafood On Ice เมื่อกี้ ก็จะพบกับโซนสลัดขนาดใหญ่ ถ้าใครเป็นสายรักสุขภาพจะต้องหลงรักสลัดที่นี่อย่างแน่นอน เพราะมีวัตถุดิบสำหรับทานกับสลัดแปลกๆเต็มไปหมด ทั้งน้ำส้มบัลซามิกปรุงรส สูตรมะเดือฝรั่ง / สตรอเบอร์รี่ / ตะไคร้ / น้ำมันวอลนัท / น้ำมันอะโวคาโด / น้ำมันเมล็ดฟักทอง / Flax Seed /ถั่วลิสง / อัลมอนด์สไลด์ (นี่มันเป็นสลัดสำหรับสายคีโตชัดๆ) ส่วนใครที่ไม่ได้เป็นสายสุขภาพมาก(เน้นเอาอร่อย) ที่นี่ก็มีน้ำสลัดให้เลือกมากถึง 8 อย่าง ทั้ง Honey Mustard / Blue Cheese / French Dressing / น้ำสลัดซีซ่า / น้ำมันงาผสมขิง / Italian Dressing / Mango Coriander / Balsamic พร้อมกับปลาแอนโชวี่ / Bacon Bits / ขนมปังกรอบ ไว้ทานคู่กับผักใบเขียว/มะเขือเทศ/แครอท/ข้าวโพด/เห็ดย่างและไข่ต้ม รู้สึกว่าเครื่องสำหรับทานกับสลัดที่นี่มีให้เลือกเยอะมากที่สุดเท่าที่เคยเจอมา แต่ยังไม่หมดยังมีเนื้อแซลมอนรมควัน ไว้ทานกับเครื่องเคียงอีก 5 อย่าง ไลน์อาหารของที่นี่เยอะไปด้วยเครื่องเคียงเต็มไปหมด น่าจะถูกใจหลายๆคนที่ชอบปรุงรสตามใจตัวเอง

นอกจากสลัดสไตล์ฝรั่งที่เราเห็นเครื่องเคียงมากมายหลากหลายไปแล้ว ยังมียำและลาบสไตล์ไทยให้เลือกทานกันอีก 4 เมนูได้แก่ ลาบเป็ด/ส้มตำไทยทะเลรวม/ยำมะม่วงปลากรอบและยำทะเลรวมมิตร รสชาติยำของที่นี่บอกได้เลยว่า เปรี้ยว/เค็ม/เผ็ด/หวานนิดๆ ครบตำรับแบบไทยจัดจ้านถึงใจ ใส่เครื่องทั้งสมุนไพรสดและซีฟู้ด (กุ้งเด้งตัวโต/ปลาหมึกบั้งเป็นตาราง) มาให้แน่นเต็มทุกคำ มุมนี้รับรองว่าตอบโจทย์คุณสาวๆที่ชื่นชอบความแซ่บอย่างแน่นอน

ก่อนที่จะเข้าสู่โซนอาหารร้อนอย่างเต็มตัว เราก็มาพบกับสิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งของห้องอาหารนี้นั่นก็คือ หอยนางรมนำเข้าพิเศษจากน่านทะเลต่างๆทั้งหมด 4 ชนิดได้แก่ Irish / Jersey / Normandes และ Fine-De-Claire ที่เราคุ้นหน้าตามากที่สุด พร้อมกับเครื่องเคียงสำหรับทานคู่กับหอยนางรมเกือบครบสำรับ (ขาดแค่ยอดกระถินย่างเดียวก็จะครบชุดเลย) เดี๋ยวเราตักไปชิมดูครับ ว่าหอยนางรมแต่ละชนิดมีรสชาติและสัมผัสที่แตกต่างกันอย่างไรบ้าง ข้างๆกันเป็นเหมือนโซนสเต็ก แต่เราไม่สามารถหยิบวัตถุดิบสดตรงนี้ให้เชฟทำได้ เป็นการโชว์วัตถุดิบต่างๆไว้ให้ลูกค้าดูเฉยๆ (เท่าที่ดูด้วยสายตาแล้ววัตถุดิบที่ใช้อย่างปลาต่างๆตัวขนาดใหญ่ ดวงตาใสปิ๊ง บ่งบอกถึงความสดใหม่ของมันได้เป็นอย่างดี) มีให้เลือกทานตั้งแต่ ปลากระพง/ปลาแซลมอน/ปลาเก๋า/ปลากระพงแดง/กุ้งแม่น้ำและปลาหมึกศอก แต่ว่าเราจะทานซีฟู้ดพวกนี้ได้อย่างไร แนะนำว่าให้เดินถัดไปอีกนิดหน่อยก็จะพบแล้วครับ

เนื้อปลาและซีฟู้ดต่างๆที่เราเห็นเมื่อกี้ ได้ถูกนำมาย่างเสร็จสรรพเป็นสเต็กพร้อมทาน ไม่ต้องตักวัตถุดิบพร้อมแนบเบอร์โต๊ะ รอเชฟมาเสิร์ฟแบบโรงแรมอื่น ได้ความสะดวกสบายเพิ่มขึ้นมา และนอกจากสเต็กปลาต่างๆคุณภาพสูงแล้ว ยังมีพาสต้าทะเลอบชีส (เป็นเมนูเด็ดที่แนะนำว่าตักไปทานเถอะครับรสชาติเข้มข้นหอมครีม/ชีสถึงใจมาก) สามารถทานได้กับน้ำจิ้ม 3 ชนิดได้แก่น้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์ไทย/น้ำจิ้มแจ่วอีสานและพริกน้ำปลา (พริกน้ำปลาเหมือนเอาไว้ทานกับกับข้าวอย่างอื่นในโซนอาหารร้อนนี้มากกว่า) เพราะอาหารยังมีอีกหลายเมนู ไปดูโซนต่อไปกันเลยครับผม

ต่อกันด้วยเมนูอาหารนานาชาติอย่างไก่ทอดเกาหลีรสเผ็ด เกี๊ยวชีสสไตล์ฝรั่งเศส และสะโพกเป็ดตุ๋นในน้ำมันจนนุ่มเสิร์ฟพร้อมกับซอสรสส้ม ข้างๆกันเป็นปูนิ่มทอดผัดซอสพริกที่ดูใส่เครื่องสมุนไพรแบบจัดเต็ม และเมนูปลากับกุ้งชุบแป้งทอด ผัดกับซอสกระเทียมพริกไทยรสเข้มข้น 2 เมนูอย่างหลังนี่ ดูเข้ากันได้ดีกับพริกน้ำปลาแบบสุดๆ

เมนูสเต็กตัดแบ่งของที่นี่มีให้ทั้งหมด 3 เมนูได้แก่ ซี่โครงหมูบาร์บีคิวเนื้อนุ่มล่อนออกจากกระดูก ซอสเปรี้ยวหวานหอมกลิ่นเครื่องบาร์บีคิวเข้มข้น สเต็กเนื้อออสเตรเลียย่างแบบ Medium Rare ด้านนอกสีน้ำตาลสวยงามเนื้อด้านในเนื้ออมสีชมพูแทรก ไขมันนุ่มมีกลิ่นเฉพาะตัวเล็กน้อย เมนูสุดท้ายเป็นเบียร์บัตเตอร์ฟิช หรือเป็นปลาบัตเตอร์ฟิชชุบแป้งทอดผสมกับเบียร์ ถือว่าเป็นเมนูแปลกที่ไม่เคยเห็นเสิร์ฟในไลน์บุฟเฟ่ต์โรงแรมไหนมาก่อน ทานกับซอสทั้งหมด 6 แบบคือ บาร์บีคิว/มัสตาร์ต/ทาร์ทาร์/สไปซี่Tomato/เกรวีและChimichurri (ซอสสมุนไพรฝรั่ง)

ต่อกันด้วยโซนพาสต้าที่ผัดสดจานต่อจาน เราสามารถเลือกซอสพาสต้าได้ 3 แบบ ทั้งซอสต้มยำแบบเข้มข้น / ซอสเห็ดทรัฟเฟิลและคลาสสิคซอส (คาโบนาร่า/นาโปลิตัน) เลือกเส้นได้ 4 แบบได้แก่เส้นพาสต้าแบนแบบปกติ / เส้นพาสต้าหมึกดำ / เส้นพาสต้าผักโขมและราวิโอลี่ไส้ฟักทอง โดยเราสามารถสั่งกับเชฟตรงนี้ แล้วรอรับไปทานที่โต๊ะได้ทันที ข้างๆกันเป็นอาหารไทย 3 อย่างสุดท้ายได้แก่ ปลากระพงนึ่งซีอิ๊ว / ข้าวผัดปูในซึ้งนึ่งร้อนๆและต้มยำกุ้งหม้อใหญ่ ตอนนี้เราก็สำรวจส่วนของอาหารคาวครบกันหมดแล้ว ได้เวลาตักอาหารเมนูต่างๆไปชิมที่โต๊ะกันเลยครับ

อาหารต่างๆถูกตักมาเรียงจนเต็มโต๊ะ เริ่มชิมจากหอยนางรมจาก 4 ท้องทะเลที่แตกต่างกัน หอยนางรมจากฝรั่งเศสได้คะแนนความหวานอร่อยไปเป็นอันดับ 1 ส่วนหอยนางรม Irish และ Normandes มีความเป็นเนื้อหอยมากกว่าแต่รสชาติจืดกว่าแบบของฝรั่งเศส อย่างสุดท้าย Jersey ที่รสชาติเค็มเหมือนกับทานน้ำทะเล แรกๆก็รู้สึกไม่คุ้นชิน แต่พอบีบเลมอนลงไปแล้วลองทานอีกครั้ง ก็อร่อยไปอีกแบบครับ ซีฟู้ดต่างๆที่วางไว้ดูเหมือนจะตากลม จนแห้ง แต่ก็ไม่เป็นอย่างที่คิดเพราะด้านนอกมีความกรอบ แต่เนื้อด้านในเนื้อปลายังฉ่ำ กุ้งแม่น้ำที่ทางห้องอาหารเลือกใช้ก็เนื้อแน่นหัวมันทานอร่อย ที่เด็ดสุดคือปลาหมึกที่หมักเหมือนใส่พริกมาด้วย เพิ่มความหอม/เผ็ดช่วยแก้เลี่ยนเป็นอย่างดี ส่วน Seafood On Ice อย่างที่บอกว่าตั้งแต่ต้นว่า ที่ห้องอาหารนี้เขาคัดไซส์ซีฟู๊ดมาค่อนข้างใหญ่โต ทั้งปูม้าตัวโตไข่แน่น กรรเชียงชิ้นใหญ่ เนื้อเต็มกระดอง / กุ้งขาวที่เนื้อหวานแน่น และตัวใหญ่กว่าปกติ สุดท้ายเป็นกั้งกระดานที่เนื้อฟูเต็มทุกอณู ทานกับน้ำจิ้มซีฟู้ดรสหวาน/เปรี้ยว/เผ็ดลงตัว ทำได้ค่อนข้างประทับใจเลยครับ

เมนูอื่นๆอย่างซี่โครงหมูอบบาร์บีคิวอันนี้ก็อร่อยรสชาติเข้มข้น / สเต็กเนื้อออสเตรเลียมีกลิ่นเล็กน้อยแต่ความนุ่มผมให้ผ่าน / ปลาชุบแป้งทอดด้านนอกกรอบด้านในฉ่ำ ทานกับทาร์ทาร์ซอสเข้ากันได้อย่างดี มีความคล้ายฟิชแอนด์ชิปส์ แซลมอนรมควันทานกับเครื่องต่างๆช่วยเปลี่ยนรสชาติได้หลากหลาย ซูชิและซาชิมิคุณภาพดี ที่สำคัญเนื้อปลามากุโร่ที่ทางโรงแรมใช้ ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบคาวเลือดเลยแม้แต่น้อย แซลมอนก็แทรกไขมันคุณภาพดี ใครที่เป็นสาวกปลาแซลมอนมาถล่มที่นี่กันได้เลย อย่างสุดท้ายเป็นพาสต้าเส้นดำผัดซอสต้มยำกุ้ง รู้สึกว่าจานนี้จะค่อนข้างจืดไปหน่อย ถ้าปรับปรุงให้ซอสเข้มข้นกว่านี้อีกสักนิดจะกลายเป็น Signature ประจำห้องอาหารได้เลยครับ

ทานของคาวจนอิ่มแล้ว ก็มาต่อกันที่ของหวาน มีให้เลือกทั้งเค้ก (ส่วนใหญ่จะเป็นเค้กเนื้อมูสผลไม้รสเปรี้ยว) รสชาติไม่ค่อยหวาน / ขนมไทย / Apple Crumble เสิร์ฟมาร้อนๆ และผลไม้ไทยสดตัดแต่งทั้ง (สับปะรด / แคนตาลูป / มะละกอ / แตงโม) โดยของหวานทั้งหมดที่เห็นนี้ ก็อยู่โซนเดียวกับสลัดที่มีเครื่องเยอะๆเมื่อกี้นั่นเองครับ

ด้านหลังพนักงานต้อนรับ เป็นไลน์ไอศครีมและช็อกโกแลตฟองดู ไอศครีมของที่นี่มีให้เลือกทั้งหมด 4 รสชาติได้แก่ช็อกโกแลต / มะนาว Sorbet / รสบลูเบอร์รี่ Sorbet และรสกล้วยหอม ส่วนตัวแล้วชอบไอศครีมรสกล้วยมากที่สุด แต่คนที่มาด้วยกันบอกว่าค่อนข้างหวานเกินไปหน่อย เครื่องต่างๆสำหรับตกแต่งหน้าไอศครีมก็มีให้เลือกหลากหลายจะ ทานใส่ถ้วยหรือใส่โคนก็ตกแต่งได้ตามใจ ช็อกโกแลตฟองดูมีทั้งแบบเป็นเสียบไม้พร้อมจุ่ม หรือจะเสียบผลไม้สด/ผลไม้แห้งตามใจตัวเองก็ได้ โซนของหวานที่นี่ดูเหมือนจะไม่ค่อยอลังการ แต่ก็ค่อนข้างครบเลยครับ

เมื่อทานจนอิ่มแล้ว เราสามารถนั่งชิลล์ๆ ชมบรรยากาศกรุงเทพฯริมแม่น้ำเจ้าพระยายามค่ำคืน ช่วงประมาณ 20:00 น. ฝั่งตรงข้ามเป็นห้างเอเชียทีค มีการจุดดอกไม้ไฟหลากหลายสีสัน ใครที่อยากมาดื่มด่ำบรรยากาศสุดหรูพร้อมกับทานอาหารคุณภาพสูงด้วยล่ะก็ ห้องอาหาร Skyline โรงแรม Avani+ Bangkok Riverside จ่ายค่าบุฟเฟ่ต์เพียงแค่คนละ 999 บาท (ถ้าเทียบกับหลายโรงแรมที่อยู่ริมน้ำเจ้าพระยาแล้วที่นี่ถือว่าราคาค่อนข้างถูก) ใช้วัตถุดิบต่างๆคุณภาพดี ได้ทั้งอิ่มอร่อยและบรรยากาศดีขนาดนี้เอาคะแนนไปเลย 5 ดาวเต็มครับ🌟🌟🌟🌟🌟

พิกัด : เลขที่ 257 ถนนเจริญนคร แขวงสำเหร่ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร 10600

บุฟเฟ่ต์มื้อเย็นเปิดให้บริการทุกวันศ.-ส. 18.00 - 22.00 น. โทร. 02-431-9100

Facebook : https://www.facebook.com/avanibangkok/

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share ให้เพื่อนๆอ่าน

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 6,319 ครั้ง0 ความคิดเห็น