ค้นหา
  • Food Addicts - เสพติดการกิน

รีวิว "SINSA Korean BBQ & Bar" บุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง-บาร์เกาหลี เริ่มต้นคนละ 399฿++ อยู่ในซอยศาลาธรรมสพน์

อัปเดตเมื่อ 11 ต.ค.



ใครจะไปคิดว่าย่านพุทธมณฑลสาย 2 ภายในซอยศาลาธรรมสพน์อันแสนเงียบสงบจะมีร้านบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่าง,บาร์สไตล์เกาหลีมาเปิดใหม่สถานที่ใหญ่โตอลังการชื่อว่า "SINSA Korean BBQ & Bar" ราคาเริ่มต้นแค่คนละ 399 บาท++ สั่งอาหารพร้อมไอศครีมรวมกว่า 40 รายการ (ไม่รวมเครื่องดื่มรีฟิลอีก 39 บาท) นั่งทานได้ตลอด 90 นาทีเต็ม เด็กส่วนสูงต่ำกว่า 100 ซม.กินฟรี และ 100-120 ซม. คิดราคา 249,299 ตามลำดับ สายเน้นนั่งชิลล์ดื่มกับเพื่อนฝูงยาวๆก็มีโซนบาร์เปิด MV จากศิลปิน K-Pop ชื่อดังและวงดนตรีเล่นสดขอเพลงใหม่ๆถูกใจได้ทุกวันตั้งแต่เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป วิธีการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวให้ปักหมุดแล้วขับตามระบบแผนที่บนมือถือมีลานจอดขนาดกว้างขวางพิเศษด้านหน้าฟรี ถ้าใช้บริการขนส่งสาธารณะแนะนำว่าให้ลง MRT สถานีหลักสองแล้วเรียกแท็กซี่มายังจุดหมายอีกประมาณ 13 กม. ส่วนขากลับควรใช้แอปพลิเคชั่น Grab หรือ Bolt เพราะว่าแทบจะไม่เจอรถคันอื่นวิ่งให้เห็น,บรรยากาศค่อนข้างวังเวง เป็นร้านเพียงแห่งเดียวที่คึกคักสุดของซอยนี้รีบเข้าไปสนุกด้านในกันเลยครับ

ประตูทางเข้าร้านอยู่ด้านขวามือสุดเปิดระบบอัตโนมัติออกแบบโถงทางเดินให้มีความคล้ายผับบาร์ของประเทศเกาหลีใต้ ภายในตกแต่งสไตล์ Loft พื้นปูนเปลือย/ฝ้าแบบเปิดโครงสร้าง/ผนังก่ออิฐใสใช้แทนฉากกั้น ผสมกับแนว Street ดูแปลกใหม่ด้วยแผ่นสังกะสีขนาดใหญ่สะท้อนแสงจากหลอดไฟ LED หลากหลายสีสันสดใสพร้อมรูปภาพลายกราฟฟิตี้ประดับอยู่ตามมุมต่างๆทั่วทั้งบริเวณร้านให้อารมณ์เหมือนกำลังนั่งอยู่ย่านสถานบันเทิงยามค่ำคืน โดยแบ่งออกเป็น 2 โซนหลักเริ่มต้นด้วยบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างซึ่งใช้โต๊ะไม้โทนสว่าง,โซฟาหุ้มหนังยาวและเก้าอี้โครงเหล็กสีแดงสลับสีดำดูมั่นคงแข็งแรงสามารถรองรับลูกค้าได้ตั้งแต่ 4-6 คน หรือจะยกฉากกั้นตรงกลางออกเพื่อจับมาเชื่อมต่อกันได้สูงสุดถึง 20 คน สำหรับใครที่ต้องการความเป็นส่วนตัวเพื่อฉลองเนื่องในโอกาสพิเศษต้องใช้เสียงค่อนข้างดังกลุ่มใหญ่ก็มีห้องระดับวีไอพีสุดกว้างขวางให้บริการอยู่ด้านหลัง สุดท้ายเอาใจสายดื่มตัวท็อปด้วยบาร์เพื่อนั่งชมการแสดงของ Bartender หรือหยิบเครื่องดื่มแช่เย็นจัดทานคู่กับปิ้งย่างได้ทั้งโซจู,ม๊อกกอลลี,เบียร์,ชูไฮในตู้ได้เลยครับ

โซนต่อไปนั่นก็คือ "Sinsa Bar" เปิดให้บริการพื้นที่นั่งดื่มบรรยากาศสุดชิลเสิร์ฟอาหารตำรับเกาหลีแท้แบบ A La Carte พร้อมกิจกรรมต่างๆเพื่อใช้ช่วงเวลาอันแสนพิเศษกับกลุ่มเพื่อนได้ทั้งวงดนตรีเล่นสดขอฟังเพลงใหม่ๆได้ทุกวันเริ่มต้นตั้งแต่เวลา 20.00 น.เป็นต้นไป / จอโปรเจกเตอร์ฉายลงบนจอขนาดใหญ่แสดงการแข่งขันฟุตบอลสดทั้งสโมสรและทีมชาติทั่วโลกตามฤดูกาล / โต๊ะพูลหรือสนุกเกอร์ระบบแบบหยอดเหรียญเล่นได้สุดคุ้มแค่เกมละ 20 บาท / เครื่องปาลูกดอกบนเป้าดิจิตอลเพื่อวัดคะแนนความแม่นยำของแต่ละท่านคิดราคารอบละ 20 บาท ส่วนการตกแต่งภายในเหมือนร้านเหล้ามากกว่าบาร์สไตล์เกาหลีข้างนอกซึ่งใช้โต๊ะกับเก้าอี้ขนาดเล็กมาเรียงต่อๆกันดูไม่ค่อยเป็นทางการนักเน้นความสบาย แต่กำแพงด้านหลังเวทีนักร้องดูแปลกตาด้วยขวดโซจูเปล่าจำนวนมากเรียงสูงตลอดทั้งแนวใช้พื้นปูนเปลือยขัดมันใต้หลังคาโครงเหล็กเห็นโครงสร้างสไตล์ Loft ค่อนข้างมืดสลัวเปิดดวงไฟ LED สลับสีแดง,น้ำเงินเรื่อยๆปล่อยอารมณ์ไหลตามเสียงเพลง ชมครบทุกมุมแล้วก็กลับมาที่โต๊ะเพื่อเริ่มสั่งอาหารกันเลยครับ

เลือกโต๊ะที่อยากนั่งได้แล้วน้องพนักงานก็นำเล่มเมนูออกมาให้เลือกถึง 3 แบบเริ่มต้นกันด้วยรายการบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างพร้อมอาหารเกาหลีเฉพาะเนื้อหมูเท่านั้น ราคา 399 บาท++ สั่งอาหารได้รวมทั้งหมด 30 อย่าง ถ้าต้องการทานเนื้อวัวกับซีฟู้ดพรีเมี่ยมต้องขยับไปที่ ราคา 499 บาท++ สั่งอาหารได้ทั้งหน้ากว่า 40 อย่างทั้ง เสือร้องไห้,ราดซอส/สเต๊กเซอร์ลอยด์/ใบพาย,ราดซอส/ลิ้นวัว/กุ้งแม่น้ำ/กุ้งดองซีอิ๊วเกาหลี/สาหร่ายแผ่น/สเต๊กสันคอหมู,หมักซอส/หมูสามชั้น,หมักซอส/หมูสันนอก/มันหมู/คอร์นด๊อก/ต๊อกโปกี/ไส้กรอกผัดซอสเกาหลี/คิมมารี/ไก่ทอดซอสการ์ลิค,หัวหอม,เผ็ด/ผัดวุ้นเส้นเกาหลี/ซุปกิมจิเต้าหู้/ซุปไข่สาหร่าย/รามยอน/จาจังมยอน/ข้าวกล่องเขย่าๆ/ข้าวเปล่า/คิมบับ/ผักห่อ/กระเทียม/พริกสด/เครื่องเคียงอีก 6 ชนิด/ไอศครีม 3 รสชาติ (ไม่รวมค่าเครื่องดื่มรีฟิลอีกท่านละ 39 บาท) ส่วนน้ำอัดลมกระป๋อง/โซดา/น้ำเปล่าใส่ขวด/โซจู/ชูไฮหรือต๊อกต๊อก/ม๊อกกอลลี/วิสกี้/เบียร์นั้นคิดราคาแบบ A La Carte ไม่รวม Vat. 7% กับ Service Charge อีก 10% เมื่อจ่ายผ่านบัตรเครดิตตอนนี้ไม่คิดชาร์จเพิ่มแล้วนะครับ

เล่มต่อไปเป็นเมนูอาหารเกาหลีเสิร์ฟแบบ A La Carte พร้อมรายการเครื่องดื่มต่างๆสำหรับท่านที่อยากมาฟังดนตรีสดและจับกลุ่มเพื่อนั่งพูดคุยกับเพื่อนใช้เวลายาวนาน เริ่มต้นกันที่หมวดเรียกน้ำย่อยทั้งคอร์นด๊อก 119 บาท/กิมมาริ (วุ้นเส้นเกาหลีห่อสาหร่ายชุบแป้งทอด) 129 บาท/นักเก็ตไก่ 99 บาท/ไก่ทอดเคลือบซอสเลือกได้ 1 จาก 4 ทั้งหมดสูตรคือเผ็ด,หัวหอม,มะเขือเทศกับการ์ลิก 129 บาท/เฟรนซ์ฟรายส์ 99 บาท/สลัดมันฝรั่ง 79 บาท/ถั่วแระญี่ปุ่น 79 บาท/ป็อบคอร์นไซส์เล็ก 59 ใหญ่ 99 บาท/คิมบับ 149 บาท หมวดต่อมาคือซุป-เส้นได้แก่ซุปกิมจิ 179 บาท/ซุปไข่ 129 บาท/รามยอน (บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป) 129 บาท สุดท้ายคืออาหารจานหลักมีทีโบนสเต๊ก 589 บาท/เนื้อผัดซอสบูลโกกิ,ราดข้าว 199-239 บาท/หมูผัดซอสบูลโกกิ,ข้าวหน้า 169-199 บาท/ต๊อกโปกี 149 บาท/จาจังมยอน 149 บาท/จับแช 89 บาท/ข้าวกล่องเขย่าๆ 159 บาท/ไส้กรอกผัดซอสเกาหลี 149 บาท/แฮมเบอร์เกอร์เนื้อ,เพิ่มข้าว 179-209 บาท ส่วนเครื่องดื่มสั่งได้เลยตั้งแต่ Balloon/Classic Cocktail/Naded Drink/Beer Cocktail/Signature Cocktail/Shot/So Maek Set/เหล้า/ไวน์ขาว,แดงและเบียร์สดหลากหลายยี่ห้อครับผม

วิธีการสั่งอาหารบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างในแต่ละที่นั่งจะมีแผ่นกระดาษซึ่งพิมพ์รายชื่อเมนูวางเอาไว้พร้อมปากกาอีกด้าม ให้เขียนเลขประจำโต๊ะ/จำนวนสมาชิก/น้ำรีฟิลกี่คน/ระดับราคาตรงหัวข้อด้านบนสุดและจำนวนของรายการที่อยากทานแต่ละอย่างลงช่องว่างทางขวามือ ส่วนอีกใบนั้นเอาใจสายชอบของมึนเมารวมเครื่องดื่มและน้ำต่างๆแบบ A La Carte เอาไว้เกือบทั้งหมด นั่งรอเพียงไม่นานนักน้ำจิ้มก็ถูกยกออกมาก่อนเป็นอันดับแรกอร่อยกับมื้อนี้ได้ถึง 5 สูตรนั่นคือ 1. น้ำมันงา,เกลือผสมพริกไทยดำ 2. น้ำจิ้มคันจังหรือซอสซีอิ๊วเกาหลีสูตรเฉพาะของทางร้าน 3. น้ำจิ้มซินซ่าสีแดงสดใสทำจากโคชูจังสัมผัสเหนียวข้น 4. น้ำจิ้มบูลโกกิใช้ซอสนำเข้าจากประเทศเกาหลีแท้ๆ 5. น้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์ไทยใส่พริกสด-กระเทียมแบบจัดเต็ม เหล่าเครื่องเคียงถึงแม้จะไม้ได้อยู่บนใบรายการบุฟเฟ่ต์แต่ก็สั่งได้ไม่อั้น 6 เมนูคือ 1. ยำสาหร่ายญี่ปุ่นคุณภาพตามมาตรฐาน 2. สลัดมันฝรั่งบดเนื้อละเอียดผสมมายองเนส 3. ถั่วงอกคลุกน้ำมันงาใส่เกลือเค็มกำลังพอดี 4. กิมจิหัวไชเท้าหวานอมเปรี้ยวเคี้ยวหนึบหนักพริกป่น 5. กิมจิผักกาดขาวโฮมเมดทำเองเปรี้ยวเค็มผักกรุบกรอบ 6. ยำผักกาดหอมเผ็ดหวานใส่น้ำมันงาน้ำส้มสายชู โดยรวมแล้วรสชาติดีทุกอย่างเลยครับ

ระหว่างรอวัตถุดิบปิ้งย่าง-อาหารเกาหลีต่างๆที่สั่งไปยกมาเสิร์ฟบนโต๊ะก็เดินไปสำรวจมุมที่เราต้องคอยบริการตัวเองนั่นคือ "เครื่องทำรามยอนอัตโนมัติ" นำเข้าจากประเทศเกาหลีพร้อมเครื่องต่างๆให้ใส่ท็อปปิ้งด้วยตนเองมีทั้ง ออมุกหรือลูกชิ้นปลาทอดแบน/เมล็ดข้าวโพดหวาน/ชิกุวะหรือปลาหมึกหลอด/ผงสาหร่ายคลุกงาขาว/ต้นหอมซอยละเอียด/เต้าหู้ถั่วเหลืองแบบนิ่ม/ไข่ไก่สดๆ ด้านล่างเคาน์เตอร์วางถ้วยสำหรับตักไอศครีมเลือกได้ทั้งหมด 7 รสชาตินั่นคือ วานิลลา,มอคค่าช็อกชิพ,สตรอว์เบอร์รี่,กะทิสดรวมมิตร,ดาร์กช็อกโกแลต,ชาเขียวมัทฉะญี่ปุ่นกับซอร์เบตมะนาว ส่วนฝั่งตรงข้ามเป็น Station ให้บริการเครื่องดื่มรีฟิลเมื่อจ่ายเพิ่มอีกท่านละ 39 บาทจะได้รับแก้วสเตนเลสใบจิ๋วแบบเดียวกับร้านอาหารในประเทศเกาหลีใต้ (ถ้าใครเคยไปเที่ยวมาก่อนน่าจะคุ้นตาอย่างดี) ใส่ถุงมือพลาสติกตักน้ำแข็งหยิบหลอดแล้วค่อยกดน้ำรวม 5 อย่างได้แก่ 1. โคคาโคล่าสูตรปกติ 2. โคคาโคล่าซีโร่ไร้น้ำตาล 3. สไปร์ทไร้น้ำตาล 4. แฟนต้าน้ำแดงรสสตรอว์เบอร์รี่ 5. ชาข้าวบาร์เลย์เกาหลีไม่หวานแต่กลิ่นหอมเย็นสดชื่นโดนใจมากๆครับ

เดินกลับมานั่งสักพักวัตถุดิบสดที่เราสั่งไปก็ถูกพนักงานยกจากข้างในครัววางเสิร์ฟบนโต๊ะเรื่อยๆเริ่มต้นกันด้วยรายการบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างสไตล์เกาหลี ระดับราคาคนละ 499 บาท++ ก่อนนั่นก็คือ "เสือร้องไห้ราดซอส" ส่วนพื้นท้องหรือสามชั้นของวัวมีเนื้อสีแดงสลับกับชั้นไขมันสีขาวเรียงกันอย่างสวยงามจับสไลด์บางๆให้ม้วนเป็นวงกลมเวลาย่างจึงกรอบเกรียมด้านนอกแต่เคี้ยวชุ่มฉ่ำภายใน ราดซอสบูลโกกิสูตรเข้มข้นพิเศษด้านบนอีกเล็กน้อยรสชาติหวานเค็มหอมกลิ่นผลไม้ผสมหัวหอม-น้ำมันงาและพริกไทยดำเคลือบด้านนอกโดยไม่ต้องหมักให้เสียเวลาก็อร่อยโดนใจสุดๆ อีกส่วนคือ "ใบพายราดซอส" เนื้อลีนปริมาณไขมันแทรกน้อยกว่าแต่ยังคงความนุ่มทานง่ายไม่ค่อยรู้สึกเลี่ยนมากนักสไลด์แผ่นบางพร้อมม้วนแล้วราดซอสเหมือนจานก่อนทุกๆอย่าง ถ้าไม่ชอบบูลโกกิเพราะกลบกลิ่นหอมละมุนแท้จริงของเนื้อวัวคุณภาพสุดพรีเมี่ยมหรืออยากลองกินคู่น้ำจิ้มสูตรอื่นๆดูบ้างแนะนำว่าต้องสั่ง "เสือร้องไห้" กับ "ใบพาย" แบบธรรมดามาแทน วางบนจานทองเหลืองสวยงามให้อารมณ์เหมือนอยู่ในพระราชวังดินแดนโสมขาวสมัยก่อนครับ

สำหรับจานต่อไปเป็น "ลิ้นวัว" สไลด์บางเกรดคุณภาพสูงมีสีแดงสดแทรกชั้นไขมันละเอียดสีขาวราวกับลายหินอ่อนแนะนำให้วางบนเตานานหน่อยจนได้ความกรอบเกรียมด้านนอกแต่ข้างในเด้งหนึบชุ่มฉ่ำเคี้ยวสู้ฟันสุดๆ ถ้าชอบก้อนเนื้อชิ้นหนาย่างสุกแล้วค่อยตัดด้วยกรรไกรเป็นชิ้นขนาดพอดีคำเองบนเตาสไตล์เกาหลีก็สั่ง "สเต๊กเซอร์ลอยด์" สันนอกหรือสะโพกด้านบนของวัวหั่นขนาดใหญ่ติดขอบไขมันเล็กน้อยจับลงเตาตอนไฟแรงจัดจะได้ระดับ Medium Rare ที่อร่อยมาก สายซีฟู้ดอาจจะไม่ตอบโจทย์เรื่องความหลากหลายแต่ทางร้านทดแทนด้วยวัตถุดิบดีๆอย่าง "กุ้งแม่น้ำ" หรือกุ้งก้ามกรามไซส์ใหญ่สดใหม่เนื้อแน่นเปลือกแข็งมันอัดแน่นเต็มหัวทุกตัวให้สัมผัสกรอบหวานเด้งเข้ากับน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทยรสชาติเปรี้ยวเผ็ดหอมกลิ่นมะนาวแซ่บจี๊ดจ๊าดโดนใจ ส่วนบุฟเฟ่ต์ระดับราคา 399 บาท++ จะสั่งได้เฉพาะเมนูหมูเท่านั้นเริ่มต้นกันที่ "สันนอก" สไลด์แผ่นค่อนข้างหนาเนื้อสีชมพูละมุนสวยงามลีนจนมองแทบไม่เห็นชั้นไขมันเน้นปริมาณโปรตีนสูง เปลี่ยนภาชนะจากสีทองเป็นเงินช่วยแยกประเภทของเนื้อสัตว์ได้ง่ายกว่าเดิมครับผม

จานถัดมาเป็นรายการเนื้อหมูชิ้นใหญ่หนานำไปย่างบนเตาถ่านจนสุกแล้วตัดด้วยกรรไกรสุดคมกริบให้ขนาดเล็กกำลังพอดีคำทั้ง "สเต๊กสันคอหมักซอส" เลือกใช้เฉพาะเกรดอนามัยเลี้ยงในฟาร์มมาตรฐานสูงมีปริมาณไขมันแทรกชวนเคี้ยวนุ่มหนึบเคลือบโคชูจังปรุงรสชาติหวานเผ็ดกลมกล่อมเข้มข้นซึมลึกเข้าถึงแกนกลาง ถ้าพูดถึงปิ้งย่างสไตล์เกาหลีวัตถุดิบที่ขาดไม่ได้เกือบทุกภัตตาคารในประเทศไทยเลยนั่นก็คือ "สามชั้นหมักซอส" คัดพิเศษโดยคำนวณถึงปริมาณเนื้อแดงสลับชั้นไขมันสีขาวอย่างสมดุลจึงไม่เลี่ยนเหมือนหลายๆร้านบุฟเฟ่ต์อันขาดความพิถีพิถัน พร้อมตัดแต่งให้สวยงามและลอกหนังใสแข็งด้านนอกออกไปจับหมักลงในซอสสูตรเดียวกับเมนูที่แล้วจนเข้าเนื้อทั่วทั้งชิ้นทานอร่อยสุดๆ สำหรับวิธีการย่างให้อร่อยนั้นควรวางไว้ตรงขอบเตาเน้นไฟเบาแล้วหมั่นพลิกดูบ่อยๆเพื่อป้องกันการไหม้เนื่องจากน้ำหมักมีน้ำตาลผสมอยู่ หากอยากลดความเสี่ยงลงอีกหน่อยก็แนะนำให้สั่ง "สเต๊กสันคอ" หรือ "สามชั้น" ธรรมดาย่างบนเตาได้ยาวนานแต่โอกาสเสี่ยงต่อมะเร็งน้อยกว่าแล้วค่อยอร่อยกับน้ำจิ้มหลากหลายสูตรแทนครับผม

จากนั้นเตาถ่านของทางร้านก็ถูกยกออกมาวางที่หลุมกลางโต๊ะไฟร้อนแรงสะใจสุดๆ เราสามารถปรับได้โดยการดึงสลักตรงขอบด้านข้างด้วยตนเองแบ่งออกเป็น 2 โหมดนั่นคือ 1. ลดเบาหรือใช้ความร้อนจากถ่านไม้ล้วนๆ 100% ในกรณีที่ต้องการย่างเนื้อสัตว์เคลือบซอสอันมีส่วนประกอบของน้ำตาลให้โอกาสเสี่ยงไหม้น้อยลง 2. เร่งขึ้นโดยเปิดระบบมอเตอร์ขนาดจิ๋วใต้โต๊ะช่วยเป่ารับลมธรรมชาติหรือออกซิเจนบริสุทธิ์ทำให้เกิดการโหมอย่างรุนแรงยิ่งกว่าเดิมเหมาะสำหรับการปิ้งซีฟู้ดเปลือกแข็งกับสเต๊กหั่นชิ้นหนาให้เกรียมนอกแต่ยังได้เคี้ยวชุ่มฉ่ำน้ำระดับ Medium Rare ส่วนตะแกรงนั้นเลือกใช้แบบสเตนเลสซึ่งส่งตรงความร้อนได้ดีช่วยให้วัตถุดิบที่วางลงไปสุกง่ายรอไม่นานนักก็พร้อมตัดแบ่งเป็นขนาดกำลังพอดีคำด้วยกรรไกรใหม่คมกริบกับที่คีบเหล็กขนาดใหญ่จับถนัดมือวางไว้บริการประจำแต่ละโต๊ะอยู่แล้ว สุดท้ายไม่ว่าคุณจะสั่งบุฟเฟ่ต์ราคาไหนทั้ง 399 บาท++ หรือ 499 บาท++ ก็รวมรายการอาหารปรุงสดใหม่เสิร์ฟร้อนๆได้รับความร่วมมือจากเจ้าของร้านชาวเกาหลีใต้และเชฟคนไทยช่วยกันคิดค้น,ปรับรสชาติสุดฝีมือให้ออกมาอร่อยถูกปากกว่า 15 เมนู วันนี้เรา 2 คนเลยสั่งมาทุกอย่างทยอยถูกวางบนโต๊ะเรื่อยๆหน้าตาดูดีเลยครับผม

เริ่มต้นกันที่อาหารทานเล่นชวนเรียกน้ำย่อยจานแรกอย่าง "จับแช" หรือผัดวุ้นเส้นสไตล์เกาหลีต่างจากสูตรไทยตั้งแต่เส้นอันอวบอ้วนเหนียวนุ่มเคี้ยวสู้ฟันไม่ขาดง่ายจนหลายคนติดใจ คลุกเคล้ากับเครื่องเทศและซอสต่างๆทั้งสันคอหมู,เห็ดหอม,แครอท,น้ำมันงา,ซอสคันจัง ปรุงรสชาติให้หวานเค็มกลมกล่อมโรยหน้าด้วยงาขาวคั่วใหม่ๆ,ต้นหอมซอยละเอียดก่อนยกเสิร์ฟใส่ถาดรูปทรงคล้ายกระทะเหล็กมีด้ามจับดูสวยงามช่วยให้เมนูนี้โดดเด่นยิ่งขึ้น รายการถัดไปนั่นก็คือ "ไก่ทอด" โดยพื้นฐานเลือกใช้เฉพาะส่วนสะโพกติดหนังเท่านั้นเอามาชุบแป้งก่อนลงน้ำมันร้อนระดับปานกลางแบบ Deep Fry จนสุกกรอบสีเหลืองทองแต่ข้างในชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำเนื้อระเบิดในปากเทลงคลุกซอสสูตรพิเศษรวมกว่า 3 รายการก็คือ 1. การ์ลิกทำจากกระเทียมปรุงรสชาติหวานนำเค็มพอกลมกล่อมกินง่ายเหมาะสำหรับพวกเด็กๆ 2. สไปซี่หรือเผ็ดใช้พริกป่นเกาหลีผสมโคชูจังและน้ำส้มสายชูสีแดงโทนสีแดงดำดูน่ากลัวแต่ไม่ค่อยเผ็ดอย่างที่คิดหวานหอมน้ำมันงาอ่อนๆช่วยตัดเลี่ยนไขมันของไก่ได้ดี 3. ออเนี่ยนหรือหัวหอมสับจนละเอียดผสมเรียลมายองเนสวางราดบนชิ้นเนื้อหอมมันเผ็ดฉุนขึ้นจมูกเข้ากันได้ดีกับไก่ทอดอย่างไม่น่าเชื่อ สรุปก็คืออร่อยทุกสูตรเลยครับผม

จานถัดไป "ไส้กรอกผัดซอสเกาหลี" ส่วนตัวเคยทานที่ดินแดนโสมขาวของแท้มาแล้วบอกได้เลยว่ามีรสชาติใกล้เคียงกันแต่ใช้ไส้กรอกของประเทศไทยซึ่งคุณภาพดีและผสมแป้งน้อยกว่า มินิค๊อกเทลไก่รมควันคลุกน้ำซอสสีแดงๆคล้ายเมนูผัดเปรี้ยวหวานแบบไม่ใส่ผักโรยหน้าด้วยต้นหอมซอยละเอียดสีเขียวสดก่อนเสิร์ฟไว้เอากินเล่นระหว่างรอเนื้อบนเตาย่างสุก เมนูต่อมาคือ "ต๊อกโปกี" ถือเป็นตัวแทนอันดับ 1 ของ Street Food แห่งประเทศเกาหลีใต้สูตรของทางร้านปรุงรสชาติให้หวานนำเผ็ดร้อนกว่าปกติเข้มข้นพิเศษเพื่อเคลือบตัวแป้งต๊อกกับลูกชิ้นปลาออมุกเพื่อเอาไว้กินคู่กับรายการอื่นๆทั้ง "คิมมารี" หรือวุ้นเส้นเกาหลีลวกคลุกน้ำมันงาห่อสาหร่ายม้วนชุบแป้งทอดกรอบจะคีบกินเปล่าๆก็เคี้ยวเพลินๆใช้ได้ แต่เคล็ดลับความอร่อยระดับสูงสุดก็คือจิ้มลงในซอสต๊อกโปกีได้อารมณ์เหมือนซีรีส์ชื่อดังบน Netflix และฟาสต์ฟู้ดซึ่งตอบโจทย์ชีวิตอันเร่งรีบในปัจจุบันอย่าง "คิมบับ" หรือข้าวห่อสาหร่ายซึ่งแตกต่างจากสูตรของประเทศญี่ปุ่นนั่นก็คือไม่ผสมน้ำส้มสายชู-น้ำตาลแต่ใช้เพียงเกลือห่อเครื่องต่างๆรสชาติจัดจ้านเอาไว้ข้างในทั้งแตงกวา/ไข่หวาน/ไชเท้าดอง/แฮมสแปมหมูห่อด้วยสาหร่ายเคลือบน้ำมันงาให้มันวาวสวยงาม ปกติก็หยิบทานได้เลยแต่ทางเชฟได้เพิ่มมายองเนสให้ความหอมมันข้างบนหรือจะจับจิ้มลงซอสต๊อกโปกีก็อร่อยแซ่บไปอีกแบบครับผม

เมนูต่อมาถึงแม้จะเสิร์ฟชิ้นค่อนข้างใหญ่ชวนเปลืองพื้นที่ในกระเพาะแต่ส่วนตัวแนะนำให้สั่งมาลองก็คือ "คอร์นด๊อก" ความพิเศษอยู่ตรงไส้กรอกเนื่องจากทางร้านใช้แบบหนังกรอบรมควันเข้มข้นจึงดีกว่าของประเทศเกาหลีส่วนแป้งข้างนอกถึงจะหนาแต่สัมผัสบางเบารสชาติหวานเต็มไปด้วยกลิ่นหอมของเนยทอดในน้ำมันจนกรอบข้างนอกนุ่มฟูด้านในราดซอสมะเขือเทศ Ketchup เปรี้ยวนิดๆเข้ากันได้ดีที่สุด ถ้ากินปิ้งย่างแล้วรู้สึกเลี่ยนก็มีซุปวางบนหม้อหินร้อนแบบพระราชวังแดนโสมขาวให้บริการถึง 2 สูตรทั้ง "ซุปกิมจิ" ตำรับโฮมเมดพื้นฐานต้มน้ำจากปลาแอนโชวี่ตากแห้งกับสาหร่ายใส่กิมจิผักกาดขาว,เนื้อซี่โครงหมูตุ๋น,เต้าหู้ถั่วเหลืองนิ่ม เพิ่มความเข้มข้นเผ็ดร้อนในลำคอตอนกำลังซดด้วยพริกป่นละเอียดโรยต้นหอมญี่ปุ่นซอยรสชาติเปรี้ยวเค็มนัวแตกต่างจากบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างหลายๆร้านที่ปรุงออกมาแล้วเหมือนแกงส้มมากกว่า และ "ซุปไข่" น้ำใสสีเหลืองทองใส่เครื่องทั้งแครอท/กะหล่ำปลี/ไข่ไก่/สาหร่าย/น้ำมันงาโรยงาคั่ว/ต้นหอมซอย รสชาติหวานกลมกล่อมอัดแน่นไปสารพัดผักต้มกับสาหร่ายซดตอนร้อนๆเพลินดีมากครับ

เมนูต่อไปคืออาหารเกาหลีที่ให้ปริมาณจนแทบจะเป็นจานหลักแต่อร่อยกว่าภัตตาคารย่านใจกลางกรุงเทพหลายแห่ง เริ่มต้นกันด้วย "จาจังมยอน" หรือบะหมี่ซอสถั่วดำมักกินกันในโอกาสขึ้นบ้านใหม่,งานมงคลและนิยมมากในหมู่วัยหนุ่มสาวช่วงวันที่ 14 เมษายนทุกปี (Black Day) เป็นการฉลองของคนที่ไม่ได้รับความรักโดยเชื่อกันว่าชามนี้จะช่วยทำให้สมหวังเร็วยิ่งขึ้น ส่วนประกอบหลักคือถั่วดำหมักบดละเอียดเอาไปคั่วในน้ำมันพร้อมหมูสามชั้นกับหอมหัวใหญ่จนมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวปรุงรสชาติให้หวานเค็มกลมกล่อมราดลงบนบะหมี่สีเหลืองเส้นอวบอ้วนมีสัมผัสเหนียวนุ่มเพิ่มความกรุบกรอบ-ตกแต่งให้สวยงามด้วยแตงกวาญี่ปุ่นซอยวางเรียงเส้นด้านบนสุด วิธีการทานเพียงเคล้าทุกอย่างให้เข้ากันก่อนสูดเข้าปากเสียงดังซู๊ดบอกเลยว่าอร่อยเข้มข้นตัดเลี่ยนด้วยกิมจิรสเปรี้ยวกรอบๆอีกหน่อยเข้ากันได้ดีที่สุด นักเรียนของดินแดนโสมขาวนั้นก็มีเบนโต๊ะเหมือนประเทศญี่ปุ่นแต่วิธีการกินแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงได้แก่ "ข้าวเขย่า" ข้าวสวยเมล็ดอ้วนสั้นเหนียวหนึบท็อปปิ้งกิมจิผักกาดขาวผัดน้ำมันงา,แฮมสแปมหมูหั่นเต๋า,สาหร่ายเส้นคลุกงา,ไข่ดาวและโคชูจัง ใช้ช้อนตัดไข่ดาวชิ้นเล็กๆปิดฝาเขย่าจนทุกส่วนประกอบรวมเข้ากันทั้งหมดแล้วค่อยตักกินกลายร่างเข้าสู่ข้าวผัดเน้นเครื่องรสชาติเผ็ดหวานกลมกล่อมเค็มละมุนหอมสาหร่ายน้ำมันงาอร่อยแบบไม่น่าเชื่อครับ

สายซีฟู้ดห้ามพลาดเด็ดขาดกับเมนู "กุ้งดองซีอิ๊วเกาหลี" ใช้กุ้งสดตัวใหญ่ตัดหัวปอกเปลือกเหลือแต่หางพร้อมดึงเส้นดำตรงกลางหลังออกและทำความสะอาด ก่อนจับลงในน้ำดองสูตรพิเศษของทางร้านซึ่งใช้ซอสคันจังของแท้ปรุงรสชาติให้เค็มอมหวานกลมกล่อมละมุนน้ำมันงาจนเข้าเนื้อสีน้ำตาลสวยงาม กินคู่กับ "แผ่นสาหร่ายเกาหลี" ห่อเป็นคำก่อนเข้าปาก (สามารถสั่งแยกเพื่อทานกับเมนูอื่นๆได้ตามใจ) ราดน้ำจิ้มซีฟู้ดของไทยรสชาติเผ็ดแซ่บแน่นด้วยพริกสด,กระเทียมหอมน้ำคั้นมะนาวสดก็ดีไปอีกแบบ อีกรายการ Highlight เมื่อแวะร้าน "SINSA Korean BBQ & Bar" แล้วต้องสั่งก็คือ "รามยอน" หรือบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปของเกาหลีเพราะเจ้าของเขายกเครื่องต้มอัตโนมัติแบบเดียวกับในซุปเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำเอามาไว้ให้เราได้กดกันอย่างสนุกสนาน มีเพียงยี่ห้อเดียวก็คือนงชิมรสชินรามยอนสูตรเผ็ดร้อนเส้นอวบอ้วนเท่านั้น วิธีการปรุงจะได้ถาดกระดาษทนความร้อนพิเศษ 1 ใบเทเส้นกับเครื่องปรุงลงไปให้เสร็จสแกนบาร์โค้ดถ้วยที่เครื่องจากนั้นกดปุ่ม Start น้ำร้อนก็จะไหลออกมาพร้อมเปิดเตาระบบอินดักชั่นระหว่างนี้ใส่เครื่องต่างๆที่อยากกินลงไปยกเว้นไข่ไก่ควรตอกลง 30 วินาทีสุดท้ายเพื่อป้องกันการระเบิดก็พร้อมทานแล้วครับ

อย่างที่บอกไปเบื้องต้นแล้วว่าน้ำจิ้มของที่ร้าน "SINSA Korean BBQ & Bar" นั้นมีให้บริการทั้งหมด 5 สูตรได้แก่ 1. น้ำมันงาใส่เกลือสมุทรผสมพริกไทยดำบดละเอียดรสชาติเค็มนัวเผ็ดร้อนหอมน้ำมันงาแท้สไตล์เกาหลีแบบดั้งเดิมใช้จิ้มเนื้อวัวหรือหมูเพื่อสัมผัสความอร่อยแท้จริงซึ่งปรุงแต่งน้อยจึงใกล้เคียงกับธรรมชาติมากที่สุด 2. คันจังหรือซอสซีอิ๊วปรุงตำรับพิเศษสูตรเฉพาะของทางเชฟเค็มหวานนัวกำลังกลมกล่อมเข้ากับเนื้อสัตว์ได้ดีเกือบทุกๆชนิดเหมาะสำหรับเด็กหรือคนไม่ทานเผ็ด 3. น้ำจิ้มซินซ่าโฮมเมดสีแดงสดใสทำจากโคชูจัง,พริกป่นละเอียดสัมผัสเหนียวข้นเคลือบทั้งชิ้นเนื้อย่างให้ความเผ็ดร้อนหวานละมุนกลมกล่อมแทรกกลิ่นน้ำมันงาปลายๆคล้ายซอสต๊อกโปกีเหมาะกับการห่อผักแทนซัมจังปกติ 4. น้ำจิ้มบูลโกกิใช้ซอสนำเข้าจากประเทศเกาหลีใต้มาปรุงใหม่ให้ถูกปากคนไทยยิ่งขึ้นส่วนประกอบหลักก็คือซีอิ๊วคันจังใส่หัวหอมใหญ่,พริกไทยดำบด,เนื้อผลไม้ปั่นละเอียดจำนวนมากเคี่ยวบนไฟเบาๆไว้ทานเป็นเครื่องจิ้มหรือหมักก่อนเอาลงย่างบนเตาถ่านก็อร่อยไม่แพ้กัน 5. น้ำจิ้มซีฟู้ดสไตล์ไทยแท้หนักพริกกระเทียมแบบจัดเต็มหอมน้ำมะนาวคั้นสดๆรสเปรี้ยวอมหวานเผ็ดแซ่บโดนใจเข้ากันดีกับซีฟู้ดหรือจะกินเป็นเมี่ยงห่อผักสดใส่เนื้อวัวหรือหมูสามชั้นใส่ปากคำโตก็ดีงามไปอีกแบบ ได้เปลี่ยนรสชาติความอร่อยใหม่ๆไม่มีเบื่ออย่างแน่นอนครับผม

สำหรับขนมหวานรวมในรายการบุฟเฟ่ต์เรียบร้อยให้ตักเองทั้ง 2 ราคาคือ 399 บาท++ และ 499 บาท++ เป็นไอศครีมรวมทั้งหมด 7 รสชาติได้แก่ 1. วานิลลา 2. มอคค่าช็อกชิพ 3. สตรอว์เบอร์รี่ 4. กะทิสดรวมมิตร 5. ดาร์ก ช็อกโกแลต 6. ชาเขียวมัทฉะญี่ปุ่นและ 7. เซอร์เบตมะนาว พร้อมถ้วยข้างตู้แช่ทานได้ไม่อั้นตลอด 90 นาที อิ่มแน่นแล้วก็เรียกน้องพนักงานมาจ่ายเงินที่โต๊ะมื้อนี้ผมมาทานกัน 2 คนสั่งบุฟเฟ่ต์เนื้อวัวบวกน้ำรีฟิลเมื่อรวม Vat.7% กับ Service Charge อีก 10% แล้วเป็น 1,267 บาท (เฉลี่ยคนละ 633.50 บาท) ส่วนตัวถือว่าคุ้มค่าเพราะเชฟนั้นใช้เฉพาะวัตถุดิบคุณภาพสูงปรุงน้ำจิ้มอร่อยถูกปากเสิร์ฟอาหารเกาหลีหลากหลายเมนู อีกทั้งยังปรับรสชาติแต่ละจานให้เข้ากับลิ้นชาวไทยมากยิ่งขึ้นขนาดผมที่ไม่ใช่คออาหารเกาหลีตัวยงยังกล้าคอนเฟิร์มว่าอร่อยมากและดีกว่าหลายๆภัตตาคารใจกลางเมืองสุขุมวิทอย่างแน่นอน พูดมาขนาดนี้ก็รับคะแนนไปเลย 5 ดาวเต็มครับผม 🌟🌟🌟🌟🌟

พิกัด : เลขที่ 20/29 ซอยศาลาธรรมสพน์ แขวงศาลาธรรมสพน์ เขตทวีวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10170

เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด จ.-ศ. 17.00-23.30 น. / ส.-อา. 11.00-14.00 น. และ 17.00-23.00 น.

(อาจมีการปรับเปลี่ยนตามนโยบายของรัฐบาล) โทร. 083-479-6518

Facebook : https://www.facebook.com/sinsakoreanbbq

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share อวดเพื่อนๆของคุณ

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 1,486 ครั้ง0 ความคิดเห็น