ค้นหา
  • Food Addicts - เสพติดการกิน

รีวิว "มานี มี หม้อ" บุฟเฟ่ต์กินได้ทุกเมนูยกทั้งร้านเพิ่มเนื้อวากิว-ซุปชาบูน้ำดำ เริ่มต้นแค่ 399 ฿++



ตอนนี้ร้าน "มานีมีหม้อ" กลับมาให้บริการบุฟเฟ่ต์อย่างเต็มรูปแบบอีกครั้งนึงแล้วจ้า ถ้าใครเป็นแฟนพันธุ์แท้จะทราบกันดีว่าปกติเค้าเน้นขายแบบชุดสุดคุ้มและ A La Carte มาตลอด แต่แค่น้อยคนนักที่จะรู้ว่าทางร้านได้จัดโปรโมชั่นลับให้สั่งอาหารได้ทั้งร้านแบบไม่อั้นจ่ายแค่คนละ 699 บาทเท่านั้นมาตลอดเวลาอยู่แล้ว โดยปกติผมจะมาทานกับที่บ้านค่อนข้างบ่อยอย่างน้อยเดือนละครั้งเป็นประจำเพราะคุณแม่ของแฟนผมเป็นแฟนตัวยงของร้านนี้ ซึ่งรอบนี้เหมือนเป็นการประกาศให้ชัดเจนไปเลยว่ามีบุฟเฟ่ต์ให้บริการอย่างเต็มรูปแบบแล้วหลังจากที่ปกปิดมาอย่างยาวนาน พร้อมทั้งปรับราคาย่อยเป็นหลายระดับเพื่อให้คนที่มีงบจำกัดสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น เพราะเริ่มต้นเพียงคนละ 399 บาท++ ก็สั่งอาหารได้รวมกว่า 80 รายการและให้เวลาในการนั่งทานยาวนานถึง 2 ชั่วโมงเต็ม ร่วมทั้งหมด 11 สาขาทั่วกรุงเทพฯและจังหวัดนครราชสีมา (เราได้รวบรวมรายชื่อสาขาทั้งหมดเอาไว้ท้ายสุดของบทความรีวิวนี้) ส่วนวันนี้ผมเลือกมาร้านใกล้บ้าน-เดินทางสะดวกสุดอย่างโฮมโปรพระราม 3 ชั้น 1 ที่เคยแวะทานเป็นประจำเหมือนเดิม และเนื่องจากทางร้านเพิ่งเริ่มจัดบุฟเฟ่ต์จึงแทบไม่มีลูกค้าท่านอื่นๆอยู่ภายในร้าน ก่อนจะเข้าไปข้างในขอเดินมาดูป้ายเมนูอาหารตรงด้านหน้ากันก่อนว่ารอบนี้แต่ละระดับราคามีอะไรมาเพิ่มเติมหรือน่าสนใจยิ่งขึ้นให้เราได้สั่งกันบ้างครับผม

โดยบุฟเฟ่ต์รอบนี้ถูกแบ่งเป็น 4 ระดับราคาได้แก่ 399 บาท++ สั่งอาหารได้ทั้งหมด 22 รายการ/499 บาท++ สั่งอาหารได้ทั้งหมด 41 รายการ/599 บาท++ สั่งอาหารได้ทั้งหมด 58 รายการ และ 699 บาท++ สั่งอาหารได้ทั้งร้านรวม 80 รายการ พิเศษเฉพาะบุฟเฟ่ต์ราคา 699 บาท++ เท่านั้น เพิ่มเงินอีกเพียงแค่ 100 บาท เพื่ออัปเกรดสั่งเนื้อวัววากิวสไลด์กับขนมไดฟูกุไส้โกโก้และถั่วแดงไม่อั้น (ปกติราคาลูกละ 39 บาท) ส่วนใครที่ถือบัตรสมาชิกอยู่ในมือแล้วไม่ว่าจะเป็นระดับไหนก็ตามสามารถอัปเกรดราคาบุฟเฟ่ต์ได้เพิ่มอีก 1 ขั้น พร้อมรับเครื่องดื่มเป็นน้ำสมุนไพรรีฟีลมูลค่า 40 บาทฟรีต่อใบรวมส่วนลดสูงสุดถึงคนละ 140 บาท (สมัครบัตรใหม่แค่ใบละ 98 บาทก็รับสิทธิพิเศษทันที) ส่วนบรรยากาศการตกแต่งของร้านสาขานี้เน้นความสนุกสนานคล้ายกำลังนั่งทานข้าวอยู่ในป่าเทพนิยายฉบับการ์ตูนสมัยเรายังเด็กๆ โดดเด่นด้วยเฟอร์นิเจอร์โทนสีเหลืองสดใสตัดกับลายไม้พร้อมเก้าอี้และโซฟาไม้ที่ให้อารมณ์เหมือนห้องเรียนสมัยก่อน ผสานกับโคมระย้าทำจากหม้อสังกะสีกับปิ่นโตสีครีมโบราณซึ่งเป็น Signature ของทางร้านตรงจุดกึ่งกลาง และรูปถ่ายศิลปิน/ดาราชื่อดังที่แวะเวียนมาถ่ายรูปวางมือเท้าคางเพื่อการันตีความอร่อยเต็มฝาผนังแบบนี้แสดงถึงความอร่อยและได้รับความนิยมเสมอมาเป็นอย่างดี อยากนั่งจุดไหนก็เลือกได้ตามใจเลยครับผม

มาถึงน้องพนักงานก็หยิบเล่มเมนูฉบับเต็มออกมาให้เราเลือกหลากหลายเริ่มต้นจาก A La Carte ซึ่งเมื่อเราสั่งบุฟเฟ่ต์ราคาสูงสุดที่ 699 บาท++ ก็สามารถสั่งอะไรในเล่มนี้ทานก็ได้ยกเว้นเพียง 3 เมนูต้องจ่ายเพิ่มอีกหัวละ 100 บาทก็คือ 1. เนื้อวากิวคัดพิเศษ 2. ขนมไดฟุกุไส้ถั่วแดง 3. ขนมไดฟุกุไส้โกโก้ และไม่รวมเครื่องดื่มสมุนไพรรีฟีลอีกคนละ 40 บาท (ยกเว้นว่ามีบัตรสมาชิกได้อัปเกรดพร้อมรับน้ำดื่มรีฟีลฟรี) ใบต่อไปเป็นรายการชุดชาบูสำหรับคนที่กินน้อยแต่เน้นคุ้มตอนนี้จัดเป็นเซตชาบูน้ำดำสูตรใหม่และตามอำเภอใจ ราคาเริ่มต้นที่ 299 บาท/ 399 บาท/ 499 บาท/ สูงสุดที่ 699 บาทได้เนื้อวากิวสไลด์บางชุดใหญ่พิเศษน้ำหนักรวมกว่า 500 กรัมปริมาณเยอะจุใจสั่งกินได้ทั้งที่ร้านและมีบริการส่งเดลิเวอรี่ส่งถึงบ้านด้วย (ระหว่างนั่งทานก็สังเกตไปด้วยว่าลูกค้าส่วนใหญ่เข้ามามักจะสั่งแต่ชุดนี้) อยากกินอะไรก็เขียนจำนวนด้วยดินสอลงในกระดาษที่วางอยู่บนโต๊ะได้เลย แต่ถ้าเราสั่งเป็นบุฟเฟ่ต์น้องพนักงานจะมีใบให้ออเดอร์อีกชุดซึ่งพิมพ์พื้นสีเทาแยกตามระดับราคาอย่างชัดเจนมาเปลี่ยนให้ก็เขียนลงบนใบนี้แทน สั่งเสร็จก็ยื่นให้กับพนักงานแล้วรอมาเสิร์ฟบนโต๊ะ โดยการนับเวลาถอยหลัง 2 ชม.จะเริ่มตั้งแต่ถาดแรกมาวางที่โต๊ะครับผม

น้ำซุปของที่ร้านสามารถเลือกได้เพียงแค่ 2 จากทั้งหมด 6 สูตรได้แก่ 1. น้ำแดงบรั่นดี 2. ซุปน้ำดำญี่ปุ่น 3. ซุปแจ่วฮ้อน 4. ซุปมะหล่า 5. ซุปใสสีทอง และ 6. ซุปเจ เลยสั่งมาเฉพาะตัวใหม่ล่าสุดมาลองชิมก็คือ "ซุปน้ำดำญี่ปุ่น" ทำจากดาชิหรือปลาโอตากแห้งเข้มข้นต้มกับสาหร่ายคอมบุผสมโชยุและเคล็ดลับสุดพิเศษไม่เหมือนใครด้วยน้ำตาลสีดำของขึ้นชื่อจากเกาะโอกินาว่าประเทศญี่ปุ่น ทำจากน้ำอ้อยสดเคี่ยว 100% จึงได้ความหวานอูมามิธรรมชาตินิยมราดลงบนขนมหวานโบราณต่างๆแต่ร้าน "มานีมีหม้อ" เอามาผสมลงในน้ำซุปทำให้ได้ความหวานหอมกลมกล่อมสุดละมุนไม่เหมือนใคร อีกหม้อเป็นชุดโปรโมชั่นพิเศษของรอบที่แล้วอย่าง "ซุปแจ่วฮ้อน" จุดเด่นก็คือเข้มข้นด้วยเครื่องสมุนไพรจนไม่สามารถปล่อยต้มทิ้งไว้ให้เดือดนานๆได้เพราะตกตะกอนไหม้ก้นหม้อและต้องคอยคนตลอดเวลา แลกมากับความหอมอร่อยนัวและถึงเครื่องเทศตามแบบฉบับอีสานแท้ๆที่หาทานไม่ได้ตามร้านอาหารอีสานทั่วไปในกทม. พร้อมน้ำจิ้มซึ่งปัจจุบันถูกเพิ่มขึ้นมามากถึง 5 สูตรก็คือ 1. น้ำจิ้มดำมานี 2. พริกตำของแม่ 3. น้ำจิ้มงาบด 4. น้ำจิ้มสุกี้ และ 5. น้ำจิ้มพรสุ เอาไว้ทานคู่กับเนื้อชาบูพร้อมวัตถุดิบต่างๆเปลี่ยนรสชาติไปได้เรื่อยๆไม่มีเบื่อแน่นอนครับผม

ระหว่างรออาหารมาเสิร์ฟน้องพนักงานก็นำแก้วกระดาษรีฟีลมาวางไว้ให้ที่โต๊ะคนละใบ ไว้เดินไปกดน้ำสมุนไพรต่างๆที่ตู้ทั้ง 1. ชามะลิเตยหอมแบบไม่หวาน 2. เก๊กฮวยน้ำตาลอ้อยกับดอกคำฝอยหวานหอม 3. กรีนแอปเปิ้ลฮันนี่หรือแอปเปิ้ลเขียวน้ำผึ้งสำหรับคนชอบเปรี้ยว 4. มะพร้าวบ้านแพ้วกลีบดอกอัญชันหวานหอมสดชื่นมะพร้าวอ่อนใส่สีม่วงอัญชัน 5. น้ำเปล่าวางเป็นเหยือกพร้อมตู้น้ำแข็งกับฝาปิดให้บริการตัวเองสำหรับนำแก้วออกไปดื่มนอกร้านได้ฟรี เดินกลับมาที่โต๊ะอาหารทานเล่นต่างๆมาวางก่อนเริ่มจาก "ปังหน้าหมูไข่กุ้ง" ปกติราคา 85 บาท เป็นขนมปังตัดขอบแผ่นหนานุ่มท็อปปิ้งด้วยหมูสับเด้งผสมไข่กุ้งหรือไข่ปลาบินปรุงรสทอดทั้งแผ่นแล้วหั่นเป็นชิ้นสามเหลี่ยมพอคำ จิ้มกับอาจาดใส่แตงกวา/พริกชี้ฟ้าและหอมแขกรสหวานอมเปรี้ยวช่วยลดความเลี่ยนทานได้อร่อยเพลิน ถือเป็นเมนู Signature ที่อยู่มาดั้งเดิมและเป็นขวัญใจของหลายๆคนมาอย่างยาวนาน จานต่อไปเป็นของทอดที่ถูกเพิ่มมาทีหลังแต่ความอร่อยเด็ดไม่แพ้กันคือ "เกี๊ยวหมูกรอบศรีประจันต์" ปกติราคา 55 บาท เป็นเกี๊ยวสีเหลืองสอดไส้หมูเด้งบะช่อผสมสาหร่ายทอดกรอบหอมกลิ่นน้ำมันงาผสมสามเกลอจิ้มบ๊วยเจี่ยรสหวานอมเปรี้ยวอร่อยเคี้ยวเพลินดีครับผม

เมนูต่อไปถ้ามากินแบบ A La Cate ไม่ค่อยกล้าสั่งเพราะค่อนข้างสูงนั่นก็คือ "ข้าวหน้ามันกุ้งเสวย" ปกติราคาชามละ 135 บาท เป็นข้าวสวยหอมมะลิท็อปปิ้งด้วยมันกุ้งปรุงสุกแผ่นหนาพิเศษ-ไข่เป็ดต้มสุกยางมะตูมและกุ้งชุบแป้งทอดกรอบ ก่อนจะเริ่มทานให้ราดด้วยซอสมันกุ้งสูตรเข้มข้นพิเศษในเหยือกสีขาวกับซอสพริกน้ำส้มตำรสเปรี้ยวเผ็ดอมหวานช่วยแก้เลี่ยนใส่ในถ้วยลงไปแบบฉ่ำๆ คลุกให้เข้ากันแล้วตักเข้าปากเต็มคำๆได้รสของมันกุ้งสุดล้นทะลักหอมมันสะใจสุดๆ ของทานเล่นอย่างถัดไปเป็นอีกเมนูที่ทานง่ายๆก็คือ "กุ้งทอดกรอบ" ปกติราคาจานละ 89 บาท ที่ร้านใช้กุ้งกระจกตัวใหญ่พิเศษเนื้อเด้งกรอบเอามาชุบแป้งและเกล็ดขนมปังทอด จัดเสิร์ฟหน้าตาคล้ายเทมปุระญี่ปุ่นแต่กินคู่กับซอสน้ำจิ้มไก่ของไทยแบบง่ายๆอร่อยเพลินไปอีกแบบ เมนูต่อไปอยู่ในภัตตาคารจีนระดับเหลาแต่มาเสิร์ฟเป็นบุฟเฟ่ต์คือ "ยำกะพรุนแก้วน้ำมันพริก" ปกติราคาจานละ 85 บาท เป็นแมงกะพรุนหั่นชิ้นเล็กพอดีคำลวกพอสุกกรอบสะเด็ดน้ำส่วนเกินออกแล้วยำกับน้ำพริกเผาจีนรสเค็มเผ็ดอมหวานเคี้ยวกรุบๆหอมน้ำมันงากลมกล่อมกำลังดี เอาไว้ทานระหว่างรอวัตถุดิบต่างๆลงหม้อรอเดือดสุกพร้อมกินแค่สั่งไม่กี่จานก็เกือบเท่าบุฟเฟ่ต์ราคา 1 หัวแล้วครับ

จานต่อไปเป็นวัตถุดิบระดับพรีเมี่ยมที่ถูกเพิ่มขึ้นมาล่าสุดคือ "เนื้อวากิวคัดพิเศษ" เสิร์ฟจานละ 200 กรัมปกติราคา 289 บาท เป็นพ่อวัววากิวสายพันธุ์ญี่ปุ่นแท้ๆผสมกับแม่วัวโพนยางคำของไทยและปรับปรุงเพิ่มเติมอีกหน่อยจนได้เนื้อวัวที่นุ่ม/กลิ่นหอมละมุนเป็นเอกลักษณ์/แทรกชั้นไขมันสวยงามและสัมผัสเด้งสู้ฟันเล็กน้อยทำให้เคี้ยวสนุกไม่เหมือนใคร ส่วนวิธีการทานที่ถูกต้องน้องพนักงานแนะนำให้เปิดไฟเบาๆแล้วคีบเนื้อสไลด์บางลงไปลวกแค่พอสุกสีอมชมพูนิดๆก็เข้าปากแล้วเคี้ยวได้เลยทันทีเพื่อสัมผัสรสชาติที่แท้จริงของเนื้อวัวคุณภาพสูง โดยทางร้านได้คัดพิเศษมาจากหน้าฟาร์มที่ได้รับมาตรฐานในการเลี้ยงและผลิตจึงสามารถขายเป็นชุดราคาถูกจัดเต็มเนื้อวัวให้ถึง 500 กรัม เพียง 699 บาทได้อย่างที่เห็นในใบสั่งอาหารแบบเซตที่เราถ่ายรูปไว้ในเบื้องต้น ถ้าใครที่เป็นสายเนื้ออยู่แล้วบอกเลยว่าคุ้มมากเพราะขายราคาแทบไม่ต่างจากไปซื้อปลีกที่หน้าเขียงถือว่าทางร้านใจป้ำน่าดูเลยครับ จานต่อมาเป็นชุดผักรวมต่างๆประกอบไปด้วยกะหล่ำปลีซอยเป็นเส้น/ฟักทองญี่ปุ่น/แครอท/เห็ดหอมสด/เห็ดออเร็นจิ/เห็ดเข็มทอง/ผักกาดขาว/ข้าวโพดอ่อนและปวยเล้ง สำหรับใส่ลงหม้อชาบูเพื่อเพิ่มความหวานกลมกล่อมตามธรรมชาติอีกขั้นนึงครับ

วัตถุดิบอื่นๆก็สั่งมาตามที่อยากจะกินและจำหน่ายอยู่ในร้านนานแล้วเริ่มต้นที่ "หมูติดมัน" ปกติขายถาดละ 43 บาท เป็นส่วนสามชั้นแบบม้วนกลมเนื้อแดงเยอะชั้นไขมันน้อยและไม่ติดหนังแข็งทานง่ายๆ / "หมูสันคอ" ปกติราคาถาดละ 43 บาท มีชั้นไขมันแทรกสวยงามสไลด์ให้เป็นแผ่นบางทรงกลมแบบพอดีๆคำ / "หมูหมักราดหน้าราชวัตร" ปกติถาดละ 45 บาท เป็นส่วนสันนอกหมักนุ่มหอมน้ำมันงาเนื้อเด้งสู้ฟันเคี้ยวสนุกแบบเดียวกับร้านราดหน้าชื่อดัง / "หมูเทวดา" ปกติราคาถาดละ 52 บาท เป็นหมูบดคลุกกากทอดผสมน้ำมันหมูสำหรับใส่ให้ละลายในหม้อน้ำซุปเป็นชิ้นเล็กๆซดและได้เคี้ยวเนื้อหมูสับชิ้นเล็กๆพร้อมกันในคำเดียว / "หมึกยัดไส้ไก่สับประทับใจ" ปกติราคาถาดละ 59 บาท เป็นปลาหมึกสดยัดไส้ไก่สับน้ำมันงาเนื้อเด้งแบบคูณสอง / "หมึกกรอบแช่น้ำด่างภูมิปัญญาบ้านไร่" ปกติราคาถาดละ 49 บาท เป็นปลาหมึกกรอบชิ้นใหญ่เคี้ยวเต็มคำสะใจ / "เป็ดสไลด์" ปกติราคาถาดละ 43 บาท เนื้อเป็ดนำมาแช่แข็งสไลด์บางแบบชาบูแต่ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบและชั้นไขมันบางจึงได้ความนุ่มไม่เหนียวแบบเป็ดที่เคยกินมาก่อน / "หมูมะหล่าสีสันแห่ง 12 ปันนา" ปกติราคาถาดละ 45 บาท เป็นหมูส่วนสันนอกหมักนุ่มเติมพริกหม่าล่าจีนจนเข้าเนื้อถึงแม้จะต้มนานรสชาติกับความเข้มข้นก็ไม่จางหายหรือละลายลงไปในน้ำซุปเผ็ดชาลิ้นหมูนุ่มโดนใจเรามากครับ

ถาดต่อไปเป็น "เกี๊ยวกุ้งแป้งข้าวเจ้าชาววัง" ปกติถาดละ52 บาท เป็นเกี๊ยวแป้งสีขาวบางสอดไส้ด้วยกุ้งเด้งทั้งตัวหอมน้ำมันงาอ่อนๆ / "หมูยอโฮมเมด" ปกติถาดละ 42 บาท เป็นหมูยอสูตรอุบลทำเองเนื้อแน่นแป้งน้อยแต่หนักพริกไทยดำเคี้ยวสู้ฟันสุดๆ / "กะพงแล่สดตามวิถีชาวเล" ปกติถาดละ 52 บาท เป็นเนื้อกะพงสดแบบแล่ติดหนังใส่ลงหม้อลวกให้สุกได้ความหวานเด้งหอมชั้นไขมันตามธรรมชาติจากท้องทะเล / "ฟองเต้าหู้แชงกรีลา" ปกติขายถาดละ 52 บาท เป็นฟองเต้าหู้สดห่อด้วยกุ้งสับผสมมันแกวเนื้อเด้งเคี้ยวกรุบกรอบหอมน้ำมันงาและพริกไทยดำเผ็ดนิดหน่อยตามแบบฉบับภัตตาคารจีนชื่อดัง ส่วนถาดสีดำทั้งหมดทางร้านแยกเอาไว้ใส่เฉพาะเมนูเนื้อวัวเท่านั้นเริ่มต้นกันที่ "แฮมเบิร์กเนื้อ" ปกติราคาถาดละ 49 บาท เป็นเนื้อวัววากิวไทยส่วนที่เหลือจากการตัดแต่งเอามาสับให้ละเอียด-คลุกกับเครื่องสมุนไพรสูตรเฉพาะเสิร์ฟเป็นแผ่นใหญ่คล้ายแฮมเบอร์เกอร์จะต้มทั้งก้อนหรือปั้นเป็นลูกชิ้นก็อร่อยแต่มีจำนวนจำกัดต่อวัน / "เนื้อโพนยางคำหมักพริกไทยดำและรากผักชี" ปกติราคาถาดละ 49 บาท เป็นเนื้อแดงโคขุนส่วนที่มีไขมันน้อยเอามาหมักนุ่มกับพริกไทยดำกับรากผักชีแบบเข้มข้นเข้าเนื้อจนกลิ่นเฉพาะตัวของวัวที่รุนแรงกลายเป็นหอมอร่อยเคี้ยวเด้งในปาก / "เนื้อน่องลายโคขุน" ปกติราคาถาดละ 49 บาท เป็นเนื้อส่วนน่องลายวัวที่ค่อนข้างเหนียวและนิยมเอาไปตุ๋นเป็นเวลานานเพื่อให้เอ็นต่างๆนิ่มลง แต่เนื่องจากเป็นโคขุนที่ไม่ได้ขยับตัวไปไหนมากมายจึงนุ่มและได้เคี้ยวเอ็นกรุบกรอบผสมกับรสชาติและความหอมของเนื้อที่เข้มข้นตามธรรมชาติที่ดีกว่าเนื้อวัวทั่วๆไปครับ

ชุดต่อมาเสิร์ฟในถ้วยขนาดเล็กๆเริ่มต้นกันที่ "กุ้งกระจก" เป็นกุ้งสดปอกเปลือกแล้วเหยียดตัวให้ตรงก่อนจะนำไปช็อกน้ำแข็งกับเกลือให้กลายเป็นกุ้งกระจกเนื้อกรอบเด้งสู้ฟันเสิร์ฟ 4 ตัวแบบนี้ปกติราคาถ้วยละ 55 บาท / "หมูบะช่อเศรษฐี" ปกติราคาถ้วยละ 52 บาท เป็นหมูบดเนื้อเด้งผสมน้ำมันงาพริกไทยขาวและสาหร่ายจีนที่ให้กลิ่นหอมไม่เหมือนใครไว้ปั้นเป็นก้อนลงในหม้อแบบลูกชิ้น / "มันกุ้งแม่น้ำ" ปกติราคาถ้วยละ 55 บาท เป็นมันพร้อมเนื้อส่วนหัวของกุ้งแม่น้ำสดใหม่ไร้กลิ่นเหม็นคาวสำหรับใช้ผสมลงในน้ำซุปหรือคลุกกับหมูเทวดาก่อนลงหม้อก็ช่วยเพิ่มความหอมมันนัวได้ดียิ่งขึ้นถือเป็น Signature ที่อยู่คู่กับทางร้านมาตั้งแต่สมัยเปิดให้บริการใหม่ๆจนถึงปัจจุบัน / "ลูกชิ้นกุ้งมหาชัย" ปกติราคาถ้วยละ 52 บาท เป็นลูกชิ้นเนื้อกุ้งบดละเอียดผสมสับหยาบผสมมันแกวให้มีความกรุบกรอบเผ็ดร้อนพริกไทยขาวเคี้ยวเด้งไม่เหมือนใคร / "ลูกชิ้นมันกุ้ง 1 เดียวในใจมานี" ปกติถ้วยละ 52 บาท ถือเป็นเจ้าต้นตำรับของลูกชิ้นมันกุ้งทั่วประเทศไทยด้านนอกทำจากปลาเนื้อเด้งเหนียวสอดไส้มันกุ้งแม่น้ำพร้อมระเบิดเต็มๆปาก / "ไข่หมึกศอกบางเสร่" ปกติถ้วยละ 55 บาท ถือเป็นเจ้าแรกที่เอาไข่ปลาหมึกมาใส่ในหม้อชาบูๆได้ทั้งความหอมเคี้ยวมันเหนียวหนึบในปาก / "เส้นชาร์ก๋วยเตี๋ยวสมคิดหิ้วมาจากปีนัง" หรือเส้นเฝอเวียดนามราคาถ้วยละ 22 บาท แตกต่างจากเส้นเล็กบ้านเราตรงความเหนียวนุ่มต้มนานๆก็ไม่เละแถมหอมกลิ่นข้าวมากกว่า สุดท้ายคือ "โมจิปลาสอดไส้ฮอกไกโดชีส" ปกติขายถ้วยละ 52 บาท ก็ถือว่าเป็นเจ้าต้นตำรับที่เริ่มทำก่อนจะมีหลายๆโรงงานผลิตตาม แต่ยังคงจุดเด่นที่ใครๆก็ลอกเลียนแบบไม่ได้คือความเหนียวนุ่มของเนื้อปลากับชีสฮอกไกโดหอมละมุนมากี่รอบก็ต้องสั่งครับ

จัดการเปิดหม้อให้ร้อนแต่ไม่ต้องเดือดดี (เพราะไม่งั้นฝั่งแจ่วฮ้อนจะไหม้ก่อน) ก็นำวัตถุดิบต่างๆที่สั่งมาเรียงลงไปแล้วรอให้สุก ระหว่างนี้มีอีก 1 เคล็ดลับความอร่อยที่อยากจะมาแชร์กันก็คือนำ "หมูเทวดา" มาคลุกผสมกับ "มันกุ้งแม่น้ำ" และไข่ไก่อีก 1 ฟอง ก่อนจะนำไปราดในน้ำซุปฝั่งที่ต้องการซดจะช่วยเพิ่มความหอมมันกุ้งและไขมันหมูได้เคี้ยวหมูเนื้อสับผสมกับกากทอดฟูชิ้นเล็กๆและไข่ไก่ยังช่วยพยุงให้วัตถุดิบลอยขึ้นไม่ลงไปนอนก้นจนไหม้ติดหม้ออีกด้วย ระหว่างรอก็นั่งทานเมนูกินเล่นต่างๆที่สั่งมาเบื้องต้นไปเรื่อยๆและคอยใช้กระบวยคนนิดหน่อยเป็นระยะๆจนทุกอย่างสุกกำลังดีให้ตักขึ้นมาพักในถ้วยพร้อมกินคู่กับน้ำจิ้มของที่ร้านมีทั้งหมด 5 สูตร ทั้งสไตล์ไทยและญี่ปุ่นนั่นก็คือ

1. จุ่มไข่ดิบสไตล์ญี่ปุ่นโดยแนะนำให้จุ่มเนื้อสัตว์สไลด์บางในฝั่งหม้อน้ำซุปดำ ที่มีรสชาติเค็มหวานอูมามิลงตัวดีอยู่แล้วส่วนไข่ไก่ช่วยทำให้หอมมันละมุนยิ่งขึ้นนั่นเอง 2. น้ำจิ้มงาบด เป็นงาขาวคั่วและบดหอมๆ 100% จนได้ความข้น-เหนียวและหอมมันตามธรรมชาติปรุงรสให้ติดหวานเล็กน้อยพอกลมกล่อมเข้ากับเนื้อสัตว์ที่ลวกในซุปรสเค็มนำได้เป็นอย่างดี 3. น้ำจิ้มพรสุหรือพอนสึ สูตรของร้านมานีมีหม้อจะเป็นแบบเปรี้ยวอมหวานสัมผัสใสสีไม่เข้มข้นน่าจะใช้ซีอิ๊วขาวแทนโชยุช่วยลดความเลี่ยนจากเนื้อหรือวัตถุดิบที่มีไขมันเยอะๆได้เป็นอย่างดี 4. น้ำจิ้มสุกี้เป็นสูตรโบราณพื้นฐานทำจากซอสพริกรสหวานตัดเค็มเปรี้ยวกลมกล่อมหอมน้ำมันงากับงาขาวคั่วเป็นเมล็ดเพิ่มความเผ็ดแซ่บด้วยพริกสด-กระเทียมสับได้ตามใจ เหมาะสำหรับคนที่ไม่ถนัดน้ำจิ้มสไตล์ญี่ปุ่นหรือมีญาติผู้ใหญ่ร่วมโต๊ะติดรสชาติของน้ำจิ้มสุกี้แบบดั้งเดิมมาทานที่ร้านนี้ก็ได้ความอร่อยแบบที่คุ้นเคย เรียกว่า 1 ร้านได้ 2 อารมณ์ความอร่อยนั่นเองครับ

สุดท้ายเป็นน้ำจิ้มสูตรต้นตำรับของทางร้านที่หลายๆคนต่างติดใจมีส่วนผสมระหว่าง "น้ำจิ้มดำมานี" รสหวาน-เค็มสัมผัสเหนียวข้นราวกับซอสฮอยซินของเวียดนาม และ "พริกตำของแม่" รสเปรี้ยวหอมมะนาวเผ็ดร้อนด้วยพริกขี้หนูสีเขียวตำละเอียดจับเทรวมกันตามอัตราส่วนที่แต่ละคนต้องการได้ตามใจ ถ้าต้องการความแซ่บจี๊ดจ๊าดดียิ่งขึ้นสามารถใส่พริกสดกับกระเทียมสับลงไปเพิ่มอีกเท่าที่ชอบ เท่ากับว่าปัจจุบันร้าน "มานีมีหม้อ" เพิ่มน้ำจิ้มเข้ามาใหม่ๆอีกหลายสูตรให้เราสนุกกับรสชาติที่เปลี่ยนไปได้เรื่อยๆไม่น่าเบื่อแบบเมื่อก่อนอีกต่อไป แต่ระวังอย่ากินแต่ชาบูเพลินจนลืมไอศครีมและขนมหวานรสชาติสุดครีเอท-แปลกใหม่ไม่เหมือนใครซึ่งหากินได้เฉพาะที่นี่เท่านั้น โดยแต่ละสาขาจะมีเมนูขนมหวานต่างกันออกไปเช่นโฮมโปรพระราม 3 มีไอศครีมเพียง 4 จากทั้งหมด 7 รสชาติและไม่มีหนมปังไส้ต่างๆให้สั่ง ซึ่งเหตุผลก็คือเพื่อกระจายความหลากหลายและอยากให้ลูกค้าไปสนับสนุนสาขาอื่นๆกันบ้างนั่นเองครับ

ไอศครีมที่สาขาโฮมโปรพระราม 3 เสิร์ฟ 4 จากทั้งหมด 7 รสชาติได้แก่ 1. ไอศครีมกะทิรวมมิตรหอมมันเต็มไปด้วยเครื่องต่างๆอัดแน่นทั้งลูก 2. ไอศครีมรสข้าวเหนียวทุเรียนรสชาติหวานมันเข้มข้นกลิ่นฉุนรุนแรงเต็มไปด้วยข้าวเหนียวมูนกับกะทิเคี้ยวหนึบสู้ฟันถูกใจคนรักทุเรียน 3. ไอศครีมมะม่วงอัลฟองโซหรือเชอร์เบตมะม่วงสุกรสหวานอมเปรี้ยวหอมละมุนราวกับดื่มด่ำเนื้อมะม่วงสดที่ถูกนำมาปั่นละเอียดเป็นไอศครีม 4. ไอศครีมมะม่วงน้ำปลาหวานเป็นเนื้อมะม่วงเขียวเชอร์เบตสอดไส้น้ำปลาหวานไส้พริกรสหวานเค็มตัดเปรี้ยวละมุนได้อย่างลงตัว ส่วนอีก 7 รสชาติก็ถูกกระจายออกไปสาขาอื่นๆได้แก่ส้มยูสุ/มังคุด/ดับเบิ้ลช็อกโกแลตปกติราคาถ้วยละ 49 บาท ในใบสั่งอาหารใช้คำว่า "ไอศครีมผลไม้ตามฤดูกาล" นั่นเท่ากับว่าจะถูกสลับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ หากอยากทานรสชาติไหนเป็นพิเศษแนะนำให้โทรสอบถามแต่ละสาขาก่อนเข้าใช้บริการ แต่ไอศครีมที่มีให้บริการตลอดจะเป็น "ขนมไข่ใบเตยเมืองเพชรกะทิสดไข่แข็งซันเดย์" ปกติราคาถ้วยละ 55 บาท ซึ่งปกติก็ทานเป็นประจำมาอย่างยาวนานอยู่แล้วรอบนี้เลยไม่สั่งลองครับ

นอกจากไอศครีมแล้วก็ยังมีขนมหวานเย็นๆให้สั่งอีกหลายรายการวันนี้เลือกมาแค่ "สละลอยแก้ว" ปกติถ้วยละ 49 บาท เป็นสละคว้านเมล็ดแช่แข็งในน้ำเชื่อมรสเปรี้ยวหวานกลมกล่อมเย็นสดชื่นน้ำแข็งเคี้ยวกรุบกรอบ และ "ลูกตาลลอยแก้ว" ปกติราคาถ้วยละ 49 บาท เป็นลูกตาลสดคว้านเอาแต่เนื้อหั่นเป็นชิ้นพอคำแช่ในน้ำเชื่อมแช่แข็ง เพิ่มความหอมเคี้ยวหนึบนิดๆด้วยเนื้อขนุนหั่นเป็นเส้นหวานฉ่ำสดชื่น ของหวานอื่นๆก็มีแต่เราเคยกินแล้วเลยไม่สั่งมาคือ ลูกตาลนมสดจิตรลดา (อร่อยมาก) และเฉาก๊วยรวงผึ้งน้ำเชื่อมนางพญา กับขนมหวานสุดท้ายอยู่ในรายการบุฟเฟ่ต์ราคา 699++ และต้องเพิ่มเงินอีก 100 บาทเท่านั้นจึงจะสั่งได้คือ "ไดฟุกุไส้ถั่วแดง" และ "ไดฟุกุไส้โกโก้" (วันที่เราไปไส้โกโก้ของยังไม่เข้าแต่ปัจจุบันมีให้บริการแล้ว) ปกติขายราคาลูกละ 39 บาท เป็นแป้งข้าวโมจิญี่ปุ่นเหนียวเคี้ยวหนึบสอดไส้ด้วยถั่วแดงญี่ปุ่นกวนน้ำตาลตัดกันได้อย่างลงตัว กินเปล่าๆหรือท็อปปิ้งเป็นไอศครีมโมจิก็อร่อยฟินโดนใจไม่แพ้กัน ตอนนี้อิ่มจุกแน่นท้องมากจนแทบเดินออกจากร้านไม่ไหวกวักมือเรียกพนักงานมาคิดเงินที่โต๊ะดีกว่าครับ

มื้อนี้เรามาทานบุฟเฟ่ต์ราคา 699 บาท++ 2 คน สั่งอาหารไปยาวเหยียดรวมๆกว่า 45 รายการ พร้อมจ่ายค่าบัตรสมาชิกใหม่ 98 บาทอีกใบเพื่อรับส่วนลดน้ำดื่มรีฟีล 40 บาทและอัปเกรดบุฟเฟ่ต์ขึ้นอีกระดับ 100 บาทฟรี รวม Vat. 7% และ Service Charge แค่ 3% อยู่ที่ 1,496 บาท ให้คิดยังไงก็คุ้มมากเพราะถ้าสั่งแบบ A La Carte กดเครื่องคิดเลขคำนวณยังไงก็ยังถูกกว่า แถมเลือกใช้เฉพาะวัตถุดิบสดคุณภาพสูงและมีความหลากหลายคงมาตรฐานได้ดีแบบนี้ รับคะแนนไป 5 ดาวเต็มเลยครับผม 🌟🌟🌟🌟🌟


พิกัด : โฮมโปรสาขาพระราม 3 ชั้น 1 เลขที่ 497/1 ถนนพระราม 3 แขวงบางโคล่ เขตบางคอแหลม กทม. 10120

เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา 11.00-21.00 น. (อาจมีการปรับเปลี่ยนตามนโยบายของรัฐบาล)

โทร. 063-343-7766

Facebook : www.facebook.com/maneememore


นอกจากนี้ร้าน "มานี มี หม้อ" ยังมีอีกหลายสาขาที่ให้บริการบุฟเฟ่ต์ชาบูทานได้ยกทั้งร้านอีกรวมกว่า 11 แห่งนั่นคือ

1. สาขานวมินทร์ซิตี้อเวนิว 2. สาขาเอสพลานาดรัชดา 3. สาขาเซ็นทรัลเวสเกต 4. สาขา HomePro พระราม3

5. สาขาซีคอนบางแค 6. สาขาเกตเวย์เอกมัย 7. สาขาซีคอนสแควร์ศรีนครินทร์ 8. สาขาแฟชั่นไอส์แลนด์

9. สาขาเทอมินอล 21 โคราช 10. สาขา The Market ราชประสงค์ และ 11. สาขา HomePro จรัญสนิทวงศ์

เทศกาลบุฟเฟ่ต์จัดเรื่อยๆแบบไม่มีกำหนดแต่วัตถุดิบเสริมกับน้ำซุปอาจจะเปลี่ยนไปคอยติดตามในเพจร้านนะครับ


อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share อวดเพื่อนๆของคุณ

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 3,821 ครั้ง0 ความคิดเห็น