ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิว Mama Restaurant ร้านอาหาร-ขนมหวานตำรับอินเดียแท้สั่งสมประสบการณ์กว่า 20 ปี อยู่ริมคลองโอ่งอ่าง

อัพเดตเมื่อ: 3 วันที่แล้ว



หลังจากเข้าไปอยู่ในกลุ่ม "อาหารอินเดียไปเรื่อย" ได้สักระยะนึงก็เหมือนเป็นการเปิดโลกและทำให้รู้จักร้านใหม่น่าลองมากมายตั้งแต่ระดับภัตตาคารขึ้นห้างไปจนถึงพื้นบ้านทั่วไปราคาไม่แพง โดยร้านที่เราจะเข้ามากันในรีวิววันนี้เปิดให้บริการมายาวนานกว่า 20 ปี ชื่อว่า "Mama Restaurant" ติดกับสถานที่ท่องเที่ยวเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ใจกลางฝั่งพระนครนั่นก็คือ "คลองโอ่งอ่าง" ย่านพาหุรัตเต็มไปด้วยชาวไทยเชื้อสายอินเดียเข้ามาเปิดกิจการค้าขายกันอยู่มากมาย วิธีการเดินทางมาก็ง่ายๆหากขับรถยนต์ส่วนตัวมาเองบริเวณรอบๆมีทั้งห้างสรรพสินค้าและลานจอดรถให้บริการอยู่มากมายจากนั้นเดินเท้าเข้ามาตามแผนที่ Google Maps ได้ตามสะดวก ถ้ามาร้านด้วยบริการขนส่งสาธารณะให้ลง MRT สถานีสามยอดหรือนั่งเรือด่วนเจ้าพระยาธงสีส้มมาลงที่ท่าสะพานพุทธ แล้วเดินเท้าหรือเรียกรถเข้ามาอีกประมาณ 600 เมตร ก็จะพบกับตึกแถวขนาดใหญ่ติดผ้าใบกันสาดสีน้ำเงินโดดเด่นสะดุดตาพร้อมป้ายชื่อร้านสีแดงพิมพ์ลงบนบนพื้นสีเหลืองตั้งอยู่ติดริมคลองโอ่งอ่างแบบนี้แสดงว่ามาถูกร้านแล้วอย่างแน่นอนครับผม

เนื่องจากร้านตั้งอยู่ริมคลองโอ่งอ่างที่มักจะจัดตลาดนัดทุกวันศุกร์/เสาร์และอาทิตย์เวลา 16.00-22.00 น. ก็เลยแบ่งร้านออกเป็น 2 ส่วนคือ ด้านนอกเป็นโซน Street Food แบบอินเดียขายเมนูพร้อมทานมีทั้ง Pani-Puri / Momo / Papri Chaat / Dahi Puchka / Samosa เป็นอาหารทานเล่นๆเหมาะสำหรับการเดินตลาดและเครื่องดื่มปั่นเย็นใส่แก้วอย่าง Lassi หรือโยเกิร์ตปั่นอินเดียใส่ผลไม้ต่างๆ พร้อมกับโต๊ะกับเก้าอี้ให้นั่งพักทานด้านหน้าร้านแบบด่วนๆ นอกจากนี้ยังมีป้ายบอกเมนูเด็ดที่ต้องลองและป้ายรายการอาหารทั้งหมดภายในร้านขนาดใหญ่เชิญชวนให้เข้าไปนั่งทานด้านในร้าน วันนี้ที่เรามาแดดค่อนข้างร้อนและไม่มีตลาดนัดเข้าไปนั่งห้องแอร์เย็นๆด้านในกันครับผม

ภายในร้านเป็นห้องกระจกใสเปิดรับแสงธรรมชาติจากรอบทิศทางและเฟอร์นิเจอร์ทั้งโต๊ะ-เก้าอี้ต่างๆก็ใช้สีขาวทั้งหมดจึงทำให้ร้านดูโปร่งโล่งสะอาดกว้างขวางถึงแม้ว่าจะมีให้บริการอยู่เพียงไม่กี่โต๊ะ แต่สามารถตอบโจทย์ลูกค้าได้มากมายตั้งแต่มากันเป็นคู่ไปจนถึงครอบครัวขนาดใหญ่สูงสุด 10 คน เปิดแอร์เย็นฉ่ำสบายเสากลางร้านและผนังติดกระจกเงาสะท้อนยิ่งทำให้ร้านดูกว้างขึ้นไปอีกขั้น นอกจากเมนูอาหารในป้ายที่เห็นด้านหน้าแล้วด้านในเขาก็มีขายวัตถุดิบและอาหารสำเร็จรูปนำเข้าจากประเทศอินเดียมากมายรวมถึงตู้แช่เย็นใส่ขนมหวานสีสันสดใสดูน่าทานหลากหลายรายการ เรียกได้ว่าครอบคลุมทุกๆความต้องการในเรื่องของ"อาหารอินเดีย"จบได้ภายในร้านเดียวเลยครับผม

เล่มเมนูฉบับเต็มของที่ร้านเป็นสีน้ำเงินเข้มสะดุดตาแบบเดียวกับหน้าร้าน รายการต่างๆไม่ได้เรียงกันเป็นหมวดหมู่ชัดเจนแต่สามารถสรุปได้เป็น อาหารทานเล่น/แป้งย่างทานกับแกง/ข้าวหุง/เส้นผัด/อาหารชุด/อาหารจานเดียว/แกงอินเดีย/เมนูจีน-อินเดีย/เมนูผัด/เมนูย่าง/ขนมหวานและเครื่องดื่ม มีทั้งแบบมังสวิรัติหรือใส่เนื้อสัตว์อยู่รวมกัน ถือว่าค่อนข้างสั่งยากหน่อยแต่มีรูปภาพกำกับทุกๆเมนูทำให้ตัดสินใจได้ง่ายยิ่งขึ้น ราคาอาหารโดยรวมถือก็ว่ารับได้เริ่มต้นที่โรตีแผ่นละ 10 บาท/ข้าวที่ละ 25 บาท/แกงมังสวิรัติเริ่มต้นที่ถ้วยละ 100 บาท/แกงใส่เนื้อไก่-ปลาเริ่มต้นที่ 200 บาท ถ้าแพงหน่อยก็จะเป็นเมนูที่ใช้เนื้อแกะ-แพะและกุ้งเริ่มต้นที่ 250-499 บาท ขนมหวานชิ้นละ 20-25 บาท น้ำเปล่ากับชาแขกราคา 10-20 บาท มื้อนี้จะราคาถูกหรือแพงขึ้นอยู่กับวัตถุดิบในแต่ละเมนูที่เราสั่งไปครับผม

ชามแรกเป็นเมนูแกงที่เป็น Signature ของทางร้านก็คือ "Palak Paneer" ราคา 180 บาท เป็นแกงผักโขมบดละเอียดแบบเข้มข้นใส่ครีมเพิ่มความหอมมันนัวปรุงรสให้พอเค็มอ่อนๆ เพิ่มโปรตีนด้วยชีสก้อนแข็งของอินเดียที่มีความเหมือนเต้าหู้หอมกลิ่นนมแบบเข้มข้น ถ้าตักทานเปล่าๆส่วนตัวคิดว่าเลี่ยนไปเพราะมีแต่ความเค็มมันไม่มีกลิ่นเครื่องเทศเลยแม้แต่น้อย แนะนำว่าให้สั่งแป้งนานที่ปรุงรสชาติต่างๆมาทานคู่กันจะช่วยทำให้อร่อยครบทุกมิติมากยิ่งขึ้นครับผม แกงต่อไปเป็นเมนูสามัญประจำร้านอาหารอินเดียนั่นคือ "Butter Chicken" ราคา 280 บาท หรือแกงเนยใส่อกไก่เราขอให้ทางร้านปรุงมาแบบเผ็ดๆหอมกลิ่นเครื่องเทศและเหมือนจะผสมเนยถั่วลงไปให้ความนัวนุ่มนวลไม่ร้านอื่น ที่สำคัญก็คือร้านนี้เขาไม่ใส่สมุนไพรมีกลิ่นแปลกคล้ายๆกับน้ำมันต์วัดแขกแบบที่เราไม่ค่อยชอบทำให้ทานง่ายมากยิ่งขึ้น ได้แป้งนานสุดเหนียว-นุ่มจุ่มลงไปแบบฉ่ำๆพร้อมเนื้อไก่ชิ้นใหญ่เคี้ยวเต็มคำอร่อยสุดๆเลยครับเมนูนี้

เมนูจานต่อไปพนักงานร้านแนะนำให้เราสั่งมาลองนั่นคือ "Mutton Do Pyaza" ราคา 290 บาท เป็นเนื้อแพะติดกระดูกสับเป็นชิ้นๆเอาลงไปตุ๋นในน้ำแกงสุดเผ็ดร้อนรสหวาน-เค็มกลมกล่อมหอมเครื่องสมุนไพรผสมกับขิงเส้นสดคล้ายๆกับแกงฮังเลภาคเหนือของประเทศไทย (แค่เปลี่ยนจากหมูสามชั้นเป็นเนื้อแพะ) ตุ๋นนานจนได้เนื้อนุ่มเนียนละลายในปากไร้กลิ่นเหม็นสาบเฉพาะตัว ทานคู่กับข้าวสวยหรือแป้งนานก็อร่อยฟินห์ได้ง่ายๆถูกปากคนไทยอย่างไม่ต้องสงสัย แต่มีข้อควรระวังก็คืออย่ามัวแต่เพลินกับเนื้อตุ๋นนุ่มๆเพราะมีกระดูกชิ้นใหญ่และเล็กผสมกันอยู่ในน้ำแกงกัดแรงๆอาจทำให้ฟันแตกได้นะครับ จานต่อไปเป็นเมนูข้าวทานง่ายๆแบบอาหารจานเดียวอย่าง "Prawn Briyani" ราคาจานละ 170 บาท หรือข้าวหมกกุ้งทำจากบาสมาติเมล็ดเรียวยาวสัมผัสเคี้ยวเหนียว-นุ่มหุงกับเครื่องสมุนไพรต่างๆโดดเด่นด้วยขมิ้นที่ให้สีเหลืองกับกลิ่นกานพลูพุ่งขึ้นจมูกทานกับเนื้อกุ้งเด้งๆ ปกติร้านอื่นมักจะเสิร์ฟกับ Raita แต่ที่นี่ต้องสั่งแยกมาราคา 120 บาท หรือจะทานคู่กับซอสมินต์รสเผ็ดเปรี้ยวหอมกลิ่นใบสะระแหน่สั่งได้ฟรีครับผม

แกงอินเดียข้นๆก็ต้องทานคู่กับแป้งนานวันนี้เราสั่งมาชิม 2 เมนูได้แก่ Garlic Naan ราคาตะกร้าละ 40 บาทมี 3 แผ่น ด้านนอกกรุบกรอบข้างในสัมผัสเหนียวนุ่มฉ่ำเนยอินเดียผสมกระเทียมและผักชีกลิ่นหอมตีขึ้นจมูกคล้ายกับขนมปังกระเทียมของฝรั่ง พอฉีกให้เป็นคำแล้วเอาไปจุ่มลงในแกงต่างๆที่สั่งมาช่วยเพิ่มความนัวอร่อยกว่าแป้งที่จืดๆได้หลายเท่าแนะนำให้สั่งเลยครับ ส่วนอีกเมนูไม่เคยทานเลยสั่งมาชิมนั่นก็คือ "Cheese Naan" ราคาตะกร้าละ 90 บาท มี 3 แผ่น เป็นแป้งโรตีที่ระหว่างชั้นสอดไส้ด้วยชีส 2 ชนิดรสเค็ม-มันเข้ากับแกงน้ำข้นๆที่มีรสเผ็ดหวานช่วยให้ครบทุกมิติมากยิ่งขึ้นหรือนั่งทานเปล่าๆก็อร่อยเพลินดีไม่แพ้กัน ถือว่าอร่อยทั้งคู่ขึ้นอยู่ว่าจะเลือกสั่งแบบไหนครับผม

หมดเมนูแกง-ข้าวต่างๆมาเข้าสู่ Side Dish จานแรกค่อนข้างหนักหน่อยก็คือ "Tandoori Chicken" หรือไก่ย่างแบบอินเดียราคาจานละ 180 บาท ให้มา 4 ชิ้นใหญ่ๆเป็นส่วนน่องกับสะโพกหมักสมุนไพรย่างถ่านสไตล์อินเดีย โดยรวมมีความคล้ายกับไก่ย่างแบบไทยแค่สีแดงจัดจ้านสวยงามมากกว่าอีกทั้งยังมีความนุ่ม-ฉ่ำไม่แห้งฝืดคอ ก่อนทานให้บีบน้ำมะนาวลงไปบนเนื้อไก่หรือจิ้มกับซอสมินต์รสเปรี้ยว-เผ็ดหอมกลิ่นใบสาระแหน่สูตรของทางร้าน ถ้าเริ่มรู้สึกเลี่ยนข้างๆจานเป็นยำหอมแขกคลุกกับพริกป่นและน้ำส้มสายชูคล้ายๆกับยำของไทย เพลิดเพลินได้หลากหลายรสชาติในจานเดียวครับ เมนูต่อมาเราเคยทานในร้านอาหารทิเบตมาแล้วคือ "Chicken Momo's" เสิร์ฟ 6 ชิ้นราคา 90 บาท สามารถเลือกได้ว่าจะให้นึ่งหรือทอดเลยสั่งมาแบบผสมกันอย่างละ 3 ชิ้น มีจุดที่แตกต่างกันกับสูตรทิเบตก็คือแป้งเหนียวหนึบคล้ายกับการเอาแป้งโรตีมาห่อเกี๊ยวไม่บางนุ่ม ส่วนไส้ใช้อกไก่ผสมกับหอมหัวใหญ่ไม่มีไขมันจึงค่อนข้างแห้งฝืดคอกว่า แต่ก็มีจุดที่เหมือนกันคือทานกับซอสพริกผสมมะเขือเทศรสเผ็ดร้อนขึ้นหูสะใจ ไม่ว่าจะทอดหรือนึ่งก็แตกต่างกันแค่สัมผัสของแป้งด้านนอกแต่รสชาติโดยรวมเหมือนกันทุกประการ ถึงแม้ว่าจะเป็นเมนู Momo เหมือนกันแต่พอมาอยู่ในมือของพ่อครัวชาวอินเดียแล้วถือว่าแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง แต่ก็อร่อยไปอีกแบบนึงครับผม

จานต่อมาอยู่ในหมวดของทานเล่นทั่วไปตามข้างถนนของอินเดียนั่นคือ "Chicken Samosa" ราคาชิ้นละ 30 บาท เป็นซาโมซ่าชิ้นยักษ์ที่ด้านในอัดแน่นไปด้วยเนื้ออกไก่ผัดกับเครื่องเทศคล้ายๆกับกะหรี่ปั๊บของไทยเสิร์ฟมาคู่กับซอสมิ้นต์แบบเดียวกับที่เราทานในจานก่อนๆ แต่น้องพนักงานที่นี่ได้นำอีกสูตรออกมาให้เราทานก็คือ "ซอสมะขาม" ทำจากมะขามเปียกรสหวานนำอมเปรี้ยวมีเนื้อมะขามเคลือบตัวซาโมซ่าไส้ไก่ เวลาทานช่วยเพิ่มความชุ่มฉ่ำกลืนง่ายและตัดเลี่ยนไขมันได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ถ้าใครติดใจซอสชนิดไหนภายในร้านสามารถขอได้ฟรีไม่คิดเงินเพิ่มจับคู่กับอาหารจานที่ชอบได้ตามใจเลยครับผม ของทานเล่นจานสุดท้ายที่ใครมาร้านนี้ก็ต้องสั่งก็คือ "Pani-Puri" เสิร์ฟมา 9 ลูกราคา 80 บาท เป็นแป้งทอดทรงกลมมีรูพลวงตรงกลางเจาะให้แตกแล้วใส่ไส้ที่ทำจากมันฝรั่ง/ถั่วลูกไก่ต้มผสมพริกแต่สูตรที่ร้านนี้ผสมซอสมิ้นต์ลงไปด้วย มาพร้อมกับน้ำมิ้นต์รสหวาน-เค็มหอมกลิ่นใบสะระแหน่และน้ำรสมะขามหวานอมเปรี้ยวสดชื่น เวลาจะทานเพียงเทน้ำซอสลงไปด้านในแบบฉ่ำๆแล้วเข้าปากทันทีเพื่อกัดให้ระเบิดออกมาชุ่มฉ่ำผสมกับความกรอบของแป้งและไส้ที่เผ็ด-มัน อร่อยรสชื่นเหมาะกับทานในเมืองร้อนแบบบ้านเรามากๆครับ

เครื่องดื่มมื้อนี้ที่ขาดไม่ได้เลยคือ Lassi เราสั่งมาทานคนละแก้วนั่นก็คือ "Sweet Lassi" ราคา 50 บาท เป็นโยเกิร์ตสูตรอินเดียปั่นใส่น้ำเชื่อมและน้ำแข็งแบบสมูทตี้รสหวานอมเปรี้ยวอ่อนๆดื่มง่ายเอาใจคนไทยและ "Mango Lassi" ราคา 80 บาท เป็นเมนูเดียวกันแต่เพิ่มเนื้อมะม่วงและน้ำเชื่อมรสมะม่วงลงไปมีความหอมของผลไม้เพิ่มขึ้นมาแต่ยังคงความหวานน้อยจะนั่งดื่มเล่นๆหรือทานพร้อมกับอาหารก็เข้ากันได้เป็นอย่างดี สั่งน้ำหวานมาแล้วก็ต้องมีน้ำเปล่าล้างคอมีให้เลือก 2 ยี่ห้อราคาขวดละ 10 บาทขนาด 500 มิลลิลิตร และเมื่อมาที่ร้านอาหารอินเดียก็ต้องสั่ง "Masala Tea" หรือ ชาแขก ราคาแก้วละ 20 บาทใส่เครื่องเทศมาซาล่ามาหอมและไม่หวานไว้ทานคู่กับขนมต่างๆภายในตู้แช่เย็นเลยลุกขึ้นไปเลือกได้มารวมกว่า 11 รายการ ต้องไปสั่งเอาไว้ก่อนเพราะขนมบางอย่างถ้าช้าหมดครับ

จานแรกเป็นขนมขนาดเล็กๆรวม 9 ชิ้นราคารายการละ 20 บาท ไม่รู้เรียกว่าอะไรบ้างเพราะจิ้มมาแบบมั่วๆแต่ที่แนะนำคือขนมก้อนกลมที่ทำจากข้าวฟ่างปั้นก้อนคลุกกับน้ำเชื่อมรสหวานเคี้ยวหนึบอร่อยสุดๆ นอกนั้นก็ถือว่าอร่อยแต่ก็ยังคงความหวานจัดตามสไตล์ขนมอินเดีย แต่ถ้าเทียบกับร้านที่เคยทานมาที่นี่ถือว่าปรับลดลงมาเล็กน้อยทานคู่กับชามาซาลาจืด-หอมสมุนไพรได้เป็นอย่างดี จานต่อไปสีสวยดูน่ากินเลยสั่งมาลองชิมคือ "Jalebi" เป็นเหมือนกับแป้งปาท่องโก๋ทอดกรอบเส้นเล็กรูปวงกลมเคลือบน้ำตาลกรอบฉ่ำแบบโดนัทไอซิ่งสีส้มสวยงามรสชาติก็ยังคงหวานแต่กรอบทานเพลินอร่อยไปอีกแบบในราคาชิ้นละ 20 บาท ของหวานอย่างสุดท้ายพนักงานแนะนำให้ลองเพราะเป็นเมนูที่ขายดีอันดับ 1 คือ "Rasmalai" 2 ชิ้นราคา 50 บาท เป็นชีสก้อนสดของอินเดียที่มีลักษณะเหมือนฟองน้ำแช่ในนมรสหวานอ่อนๆโรยด้วยเปลือกส้มซ่าหอมๆ เคี้ยวแล้วเนื้อชีสหยุ่นอมน้ำนมกระจายความชุ่มฉ่ำหอมหวานทั่วทั้งปากสมกับที่ขายดีสุดๆ อาหารบางส่วนทานไม่หมดทางร้านก็ห่อกลับบ้านให้ฟรีอิ่มแล้วก็ได้เวลาจ่ายเงินแล้วครับผม

มื้อนี้ผมมาทานกับแฟน 2 คน สั่งอาหารเต็มโต๊ะรวมทั้งหมดกว่า 26 รายการ จ่ายไปแค่ 1,880 บาท ไม่มี Vat. 7% หรือ Service Charge 10% มากวนใจ ส่วนตัวถือว่าราคาไม่แพงเพราะร้านเขาใช้วัตถุดิบคุณภาพดี/ปรุงรสชาติแต่ละจานมากลมกล่อมดูใส่ใจคนทาน รวมถึงการบริการภายในร้านมีพนักงานที่พูดภาษาไทยได้เข้าใจและชัดเจน คอยพูดคุยและแนะนำให้สำหรับคนที่เพิ่งฝึกทานอาหารอินเดียใหม่ๆ มีการตกแต่งร้านที่นั่งสบายไม่อึดอัด แบบนี้ก็ได้รับคะแนนความอร่อยคุ้มไป 5 ดาวเลยครับ 🌟🌟🌟🌟🌟


พิกัด : เลขที่ 436 ถนนจักรเพชร แขวงวังบูรพาภิรมย์ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร 10200

เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา 10.00-22.00 น.

โทร. 087-371-8069 หรือ 02-623-9212 ถึง 3 และ 02-623-9336

Facebook : https://www.facebook.com/mamaindianfood/

Website : https://www.mamarestaurantbangkok.com/

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share ให้เพื่อนๆอ่าน

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 68 ครั้ง0 ความคิดเห็น