ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิว Bargyuu Rooftop Bar & Charcoal Grill ร้านปิ้งย่างสไตล์ญี่ปุ่นบนชั้นดาดฟ้าติด BTS ย่านสะพานควาย



วันก่อนเราแวะมาทานบุฟเฟ่ต์ปิ้ง-ย่างสไตล์ญี่ปุ่นระดับพรีเมี่ยมกันที่ร้าน Guru Gyuu ย่านสะพานควาย ก่อนจะกลับสังเกตว่ามีอีกร้านนึงอยู่ชั้นบนชื่อว่า Bargyuu Rooftop Bar & Charcoal Grill เป็นร้านนั่งดื่มชิลล์ๆรับลมธรรมชาติบนชั้นดาดฟ้าติดรางรถไฟฟ้า BTS เสิร์ฟเมนูสเต็กและยากินิคุคุณภาพสูงแบบ A La Carte ในราคาที่สมเหตุผล ดูรีวิวเก่าๆในเพจและเว็บไซต์ต่างๆแล้วก็น่าสนใจดีวันนี้เลยนัดกับแฟนมาทานดินเนอร์ด้วยกันที่นี่ วิธีการเดินทางถ้ามาด้วยรถยนต์ส่วนตัวให้ปักหมุดมาตาม Google Maps สามารถจอดได้ที่ริมถนนหน้าร้านได้หากมีที่ว่างยาวตลอดแนวเฉพาะช่วงหลัง 18.00 น.เท่านั้น และที่จอดรถอีกจุดตรงซอยข้างๆร้านภายในโครงการ The Hub มีอาคารจอดรถอัตโนมัติ คิดราคาค่าจอดชั่วโมงละ 50 บาท รับได้ประมาณ 40 คัน ถ้ามาทานอาหารภายในร้านแล้วแสดงใบเสร็จจะได้รับสิทธิ์ 2 ชม. แรกจ่ายเพียงแค่ 50 บาท (ปกติราคาเต็ม 100 บาท) ในตึกนี้มีเจ้าหน้าที่คอยดูแลความสะดวกให้ถึงแค่เวลา 21.00 น. (สามารถรับรถได้ไม่เกิน 24.00 น.) หากมาด้วยบริการขนส่งสาธารณะให้ลง BTS สถานีสะพานควายแล้วเดินต่อหรือเรียกรถเข้าไปที่ร้านประมาณ 700 เมตร ทางขึ้นไปด้านบนอยู่ในร้าน Guru Gyuu ชั้น 5 มาถึงจะพบกับประตูทางเข้าห้อยด้วยผ้าสไตล์ญี่ปุ่นพร้อมป้ายชื่อร้านแบบนี้แสดงว่ามาถึงแล้วครับผม

เดินขึ้นมาค่อนข้างเหนื่อยขอชมบรรยากาศ Outdoor ด้านนอกรับลมเย็นสบายๆกันก่อน ในโซนนี้แบ่งออกเป็นโต๊ะใหญ่สำหรับนั่ง 4 คน โต๊ะเล็กเอาไว้นั่ง 2 คนและบาร์เดี่ยวยาวสำหรับนั่งกิน-ดื่มชิลล์ๆติดกับรางรถไฟฟ้า BTS การตกแต่งภายในเป็นสไตล์ Loft ด้วยพื้นปูนเปลือย-เฟอร์นิเจอร์เน้นโทนสีเข้มตัดด้วยสีน้ำเงินน้ำทะเลลึกที่เป็นธีมหลักของทางร้านเพิ่มความสดชื่นด้วยสีเขียวจากไม้ใบหลากหลายสายพันธุ์ล้อมรอบทั่วบริเวณ โดยรวมแล้วให้ความรู้สึกเหมือนอยู่ท่ามกลางธรรมชาติพร้อมสายลมเย็นเบาๆเปิดดนตรีจังหวะฟังสบาย แต่วันนี้เราโทรมาจองไว้เป็นโต๊ะด้านในโซนห้องแอร์ติดกับครัวที่เชฟจะทำการแล่เนื้อวัวนำเข้าคุณภาพสูงและจับย่างลงบนเตาถ่านไม้หอมๆให้เราชมกันสดๆ หากใครอยากได้อารมณ์แบบ Chef Table แบบนี้ต้องรีบจองกันหน่อยเพราะมีให้นั่งเพียงแค่ 2 โต๊ะนะครับ

เมนูต่างๆภายในร้านส่วนใหญ่จะเน้นเนื้อวัวและอาหารทานเล่นสำหรับแกล้มกับเครื่องดื่ม (ใครไม่ทานเนื้อก็มีหมูให้สั่งด้วยเล็กน้อย) ตอนนี้ร้านมีเมนูโปรโมชั่น Beef Festival เริ่มจากสเต็กวากิวไทยพรีเมี่ยมมีให้สั่ง 4 ส่วนราคาชิ้นละ 499-799 บาท แถมเมนูทานเล่นเลือกได้ 2 จาก 4 รายการ (เลือกระดับความสุกได้ตามที่ต้องการ) และชุดยากินิคุมีให้เลือก 2 เซ็ตราคา 799-1,299 บาท เพิ่มเงินอีก 100 บาทเพื่อเลือกอาหารทานเล่นกับเครื่องเคียงได้ 2 จากทั้งหมด 8 รายการ ทานคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างๆราคาเริ่มต้นที่ 280 บาท มีไปจนถึงสาเกพรีเมี่ยมนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นราคาสูงสุด 3,220 บาท เมนู A La Carte ปกติหน้าแรกคือสเต็กแบบเดียวกับชุดโปรโมชั่นเสิร์ฟชิ้นละ 150-180 กรัม ยกเว้น Totoro Steak หรือสเต็กหมูส่วนคอราคา 399 บาท ที่ไม่ร่วมโปรโมชั่นของทางร้าน

หน้าต่อไปเป็นยากินิคุเสิร์ฟที่เล็กทานได้หลากหลายส่วนเริ่มจากพรีเมี่ยมวากิว A4 นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นมีให้เลือก 3 ส่วนราคา 199-299 บาท เนื้อไทยวากิวเกรดคัดพิเศษมีให้เลือก 6 ส่วนราคาที่ละ 149 บาท และหมูเกรดคัดพิเศษมีให้เลือก 3 ส่วนราคาที่ละ 79-89 บาท โดยแต่ที่ละจานทางร้านตัดเสิร์ฟให้ 50 กรัม หรือจะสั่งเป็นชุดยากินิคุรวม 5 ส่วน ขนาด 250 กรัม ราคา 799 บาท (ปกติราคาเต็ม 895 บาท)และชุดรวม 9 ส่วน ขนาด 400 กรัม ราคา 1,299 บาท (ปกติราคาเต็ม 1,591 บาท) แถมยังสามารถใช้โปรฯ Beef Festival ได้อีกถือว่าคุ้มดีครับ ถ้าอยากทานเป็นอาหารจานเดียวก็มีข้าวหน้าสเต็กเนื้อและข้าวหน้าเนื้อย่างให้สั่งราคาชามละ 299-399 บาท (ขึ้นอยู่กับส่วนของเนื้อวัวที่สั่ง) หากใครไม่ทานเนื้อก็มีข้าวหน้าหมูย่างราคาที่ละ 199 บาท (แถมซุปมิโสะและกิมจิให้ฟรีทุกชาม) ตามมาด้วยอาหารทานเล่นสไตล์ร้าน Izakaya ราคาที่ละ 69-99 บาท ของย่าง-ตุ๋นระดับพรีเมี่ยมแบบญี่ปุ่นราคาจานละ 99-299 บาท เครื่องเคียงสำหรับทานกับเมนูหลัก 29-59 บาท ของหวานราคาที่ละ 69 บาท เครื่องดื่มเริ่มต้น 20-30 ไปจนถึงขวดละ 1,800 บาท ราคาโดยรวมส่วนตัวถือว่ารับได้แต่จะอร่อยแค่ไหนต้องรอชิมครับ

เริ่มจากชุดโปรโมชั่นของทางร้าน Yakiniku Set : B ราคา 1,299 บาท ได้ทานเนื้อพรีเมี่ยมวากิว A4 และเนื้อไทยวากิวพรีเมี่ยมรวม 9 ส่วน หนัก 400 กรัมในราคาสุดคุ้ม ภายในจานนี้ประกอบไปด้วย Jyo Karubi A4 /Jyo Misuji /Jyo Tan /Sasabara /Kainomi /Hiuchi /Kurimi /Harami และ Nakaochi Karubi โดยทางร้านจะตัดเสิร์ฟให้อย่างละ 50 กรัมเรียงใส่มาในจานอย่างสวยงามพร้อมป้ายกำกับ หากนั่งด้านในโซนห้องแอร์ทางเชฟจะนำไปย่างบนเตาถ่านให้ก่อนเสิร์ฟ หากนั่งด้านนอกสามารถขอเป็นเตาถ่านเพื่อย่างได้เองฟรีแบบหลายๆรีวิวที่เคยอ่านมาหรือขี้เกียจ+กลัวหัวเหม็นก็ให้เชฟย่างมาให้ก่อนเสิร์ฟเลยก็ได้ มาพร้อมกับน้ำจิ้มรวม 5 ชนิดไว้ทานคู่กับเนื้อที่สั่งไป เนื่องจากเรานั่งในห้องแอร์และเนื้อแต่ละส่วนใช้ไฟไม่เหมือนกันเลยให้ในครัวจัดการย่างมาพร้อมเสิร์ฟเลยครับ

ระหว่างรอยากินิคุส่วนต่างๆย่างไปสเต็กที่ไว้สั่งก็พร้อมมาเสิร์ฟเริ่มจาก Harami Steak ราคา 699 บาท เป็นเนื้อส่วนท้องของวัววากิวไทยพรีเมี่ยมแทรกลายหินอ่อนสวยงามไม่แพ้เนื้อนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่นหั่นมามีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตรสั่งให้เชฟย่างสุกแบบ Medium Well ด้านนอกกรอบเกรียมหอมเตาถ่าน ด้านในเนื้อฉ่ำสีอมชมพูมีไขมันแทรกละเอียดได้เคี้ยวนิดๆเหมาะสำหรับคนที่อยากได้เนื้อที่นุ่มชุ่มฉ่ำพอได้ออกแรงฟันกดลงบนเนื้อนิดๆ ส่วนอีกจานเป็น Nakaochi Karubi Steak ราคา 499 บาท เป็นเนื้อส่วนซี่โครงวัวไทยวากิวพรีเมี่ยมติดเอ็นเคี้ยวหนุบๆรสชาติเข้มข้นเสิร์ฟมาชิ้นหนาประมาณ 1.30 ซม. ย่างมาสุกแบบ Medium Rare ด้านนอกกรอบเกรียมด้วยเกลือ-พริกไทยด้านในชุ่มฉ่ำสีชมพูไล่ระดับอย่างสวยงาม เหมาะสำหรับคนที่ชอบทานเนื้อรสชาติเข้มข้นยิ่งเคี้ยวแล้วรสชาติของเนื้อ-ไขมันค่อยๆไหลเข้ามาในปากเรื่อยๆ ทั้ง 2 จานเสิร์ฟมาพร้อมกับกระเทียมสไลด์ทอดกรอบ/ยูสุบด/วาซาบิดองและสาหร่ายญี่ปุ่นแบบเส้นหนารสเค็มกลมกล่อมเปลี่ยนรสชาติ-กลิ่นหอมไปได้เรื่อยๆจนหมดชิ้นสุดท้าย

ชุดยากินิคุเนื้อที่เราสั่งให้เชฟไปย่างมาพร้อมเสิร์ฟประกอบไปด้วยเนื้อวัวทั้งหมด 9 ส่วนนั่นคือ 1. Jyo Karubi A4 : เป็นส่วนซี่โครงด้านบนของเนื้อวัววากิว A4 นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นอยู่ที่รสชาติอันเข้มข้น/ไขมันแทรกละเอียดเป็นเนื้อวัวส่วนที่ดีที่สุดอันดับ 1 ของทางร้าน 2. Jyo Misuji : เป็นส่วนอกของเนื้อวัววากิว A4 นำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น รสชาติปานกลางแทรกไขมันละเอียดให้สัมผัสเคี้ยวฉ่ำๆเป็นเนื้อวัวส่วนที่ดีที่สุดอันดับ 2 ของทางร้าน 3. Jyo Tan : เป็นลิ้นวัวของวัววากิวนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น จุดเด่นอยู่ตรงความกรุบกรอบ-ฉ่ำไขมัน-กลิ่นไม่แรงทานง่ายเคี้ยวเพลินสุดๆ 4. Sasabara : เป็นเนื้อส่วนท้องใกล้กับขาหลังของวัวไทยพรีเมี่ยมวากิวจุดเด่นอยู่ที่ไขมันน้อยแต่นุ่มและเข้มข้นหอมหวานโดนใจ 5. Kainomi : เป็นเนื้อส่วนปลายท้องติดกับสันในของวัวไทยพรีเมี่ยมวากิวจึงมีความนุ่มคล้ายๆกับสันในแต่ไขมันเยอะและมีรสชาติมากกว่า 6. Hiuchi : เป็นเนื้อส่วนสะโพกต้นขาของวัวไทยพรีเมี่ยมวากิวมีไขมันน้อยสัมผัสนุ่ม-หนึบเคี้ยวได้รสชาติออกมาในปากเรื่อยๆ 7. Kurimi : เป็นเนื้อส่วนสันคอของวัวไทยพรีเมี่ยมวากิวมีไขมันน้อยแต่เนื้อนุ่มชุ่มฉ่ำรสเนื้อเบาๆทานง่ายๆไม่ค่อยเลี่ยน 8. Harami : เป็นเนื้อส่วนท้องปลายซี่โครงวัวไทยพรีเมี่ยมวากิวแทรกไขมันละเอียดติดเอ็นนิดๆเคี้ยวหนุบหนับรสชาติเข้มข้นพรั่งพรูมาในปากไม่มีหยุด และ 9. Nakaochi Karubi : เป็นเนื้อส่วนตรงกลางของซี่โครงวัวที่มีไขมันเยอะที่สุดเหมาะสำหรับคนที่ชอบทานเนื้อมันๆรสชาติเข้มข้นถึงใจ และสั่งแยกมาอีกจานเป็น Gyu Tan หรือลิ้นวัวไทยพรีเมี่ยมวากิวย่างมาด้อนนอกกรุบกรอบหอมถ่านแต่เนื้อในชุ่มฉ่ำถึงแม้จะไม่เท่าลิ้นวัวของเนื้อวากิว A4 แต่ความหอม-เข้มข้นชนะขาดเลยครับผม

เนื้อวัวส่วนต่างๆทานคู่กับน้ำจิ้มทั้งหมด 5 สูตรได้แก่ 1. Gyu Tare หรือน้ำจิ้มสูตรโชยุต้นตำรับของทางร้านรสเค็มหวานกลมกล่อมตามแบบฉบับญี่ปุ่นแบบเดียวกับร้าน Guru Gyuu 2. Salt & Sesame Oil หรือน้ำจิ้มเกลือ-น้ำมันงาสไตล์เกาหลีรสชาติเค็มหอมงาอ่อนๆช่วยทำให้รสชาติของเนื้อคุณภาพสูงเด่นชัดยิ่งขึ้น 3. Miso หรือน้ำจิ้มมิโสะรสหวานเค็มกลมกล่อมหอมมันด้วยมิโสะสูตรเฉพาะของทางร้านผสมงาขาวคั่วเหมาะสำหรับคนที่ชอบทานเนื้อห่อผักกาดสดแบบเกาหลีเพียงแต่แค่นิดเดียวก็เข้มข้นถึงใจ 4. Spicy Isan Style หรือน้ำจิ้มแจ่วสไตล์อีสานเค็ม-เปรี้ยวอมหวานหอมกลิ่นพริกป่นข้าวคั่วเผ็ดแซ่บถึงใจ 5. Thai Spicy Seafood หรือน้ำจิ้มซีฟู๊ดสไตล์ไทยที่ถึงแม้ในเมนูจะไม่มีซีฟู๊ดให้สั่งแม้แต่รายการเดียวแต่ทางร้านได้ออกแบบให้รสชาติเปรี้ยวอมหวานเค็มกลมกล่อมคล้ายกับการทานเนื้อลวกจิ้มหรือยำเนื้อย่างซึ่งก็อร่อยสดชื่นไปอีกแบบ และสุดท้ายถึงแม้ว่าจะไม่ใช่น้ำจิ้มแต่ช่วยเสริมความอร่อยขึ้นไปอีกขั้นนั่นก็คือเลมอนสดบีบลงบนลิ้นที่ย่างเสร็จร้อนๆก่อนทานช่วยเพิ่มความเปรี้ยมอมหวานหอมเลมอนซึมเข้าไปในเนื้อช่วยลดความเลี่ยนหรือจะเปลี่ยนไปทานคู่กับน้ำจิ้มสูตรอื่นๆอีกเปลี่ยนรสชาติไปได้อีกเรื่อยๆไม่มีเบื่อ

ทานแต่เนื้อวัวอย่างเดียวมันจะเปลืองต้องสั่งข้าวหน้าอีกชามมาด้วยก็คือ Jyo Misuji Steak Don ราคา 399 บาท เป็นส่วนอกของเนื้อวัววากิว A4 ย่างชิ้นใหญ่แบบสเต็กให้สุกแบบ Medium Rare ก่อนละแล่เป็นชิ้นๆวางบนข้าวสวยญี่ปุ่นพร้อมไขมันวัวเจียว/ขิงดองญี่ปุ่น/ต้นหอมดองเกลือ/สาหร่ายเส้นหนา/กระเทียมเจียวสไลด์บาง เสิร์ฟมาเป็นชุดกับกิมจิรสเปรี้ยวเค็มกลมกล่อมเคี้ยวกรุบกรอบ/ซุปมิโสะหอมคัตสึโอะใส่เต้าหู้อ่อนและวากาเมะ ก่อนเริ่มทานให้ราดด้วยโชยุสูตรพิเศษของทางร้านเพิ่มความเผ็ดหอมด้วยผงพริก 7 สีได้ตามใจ เนื้อวัวนุ่มๆไขมันหอมหวานเข้ากับข้าวสวยและท๊อบปิ้งต่างๆในชามเปลี่ยนรสชาติไปได้เรื่อยๆ หากคนเดียวสั่งชามนี้ก็อิ่มพร้อมกลับไปนอนหลับฝันดีที่บ้านได้เลยครับ เราติดใจกิมจิที่ร้านนี้เลยสั่งมาเพิ่มอีกถ้วยในราคา 59 บาท เมนูต่อมาเป็น Side Dish อยู่ในชุดโปรโมชั่น Beef Festival เมื่อสั่งชุดยากินิคุที่ร้านแล้วเพิ่มเงินอีก 100 บาท แตงกวาญี่ปุ่นในน้ำมันงา ปกติราคา 69 ลดเหลือ 50 บาท เป็นแตงกวาญี่ปุ่นหั่นชิ้นบางใหญ่เคี้ยวพอดีคำเนื้อหวานกรอบตัดด้วยเกลือและน้ำมันงาก่อนจะแต่งหน้าให้สวยงามด้วยเมล็ดงาขาวคั่วและเกสรดอกคำฝอยทานเปล่าๆหลังจากกินเนื้อช่วยเพิ่มความสดชื่นได้ดี

จานต่อมาแถมฟรีเมื่อสั่งชุดสเต็กของทางร้านนั่นคือ ข้าวญี่ปุ่นผัดกระเทียมเพิ่มมันเนื้อทอด ราคาปกติ 59 บาท เป็นข้าวสวยญี่ปุ่นเมล็ดเล็ก-สั้นผัดกับกระเทียมเจียวปรุงรสให้เค็มอมหวานกลมกล่อมเพิ่มความกรุบกรอบหอมมันเนื้อด้วยกระเทียมเจียวสไตล์และกากวัวเจียวหอมๆทานกับสเต็กเนื้อหรือตักทานเปล่าๆก็อร่อยฟินห์ Side Dish อีกชามนั่นก็คือ สลัดผักซอสวาซาบิ ปกติราคา 69 บาท แต่เราสั่งชุดยากินิคุของทางร้านมาจึงได้สิทธ์จ่ายแค่ 50 บาท เป็นสลัดผักที่คัดมาแต่ใบเพิ่มความกรุบกรอบด้วยสาหร่ายสด ปรุงรสชาติด้วยน้ำสลัดญี่ปุ่นโชยุผสมงาและวาซาบิที่ให้รสเปรี้ยว/เค็มและเผ็ดฉุดขึ้นจมูกนิดๆ ให้ความพรีเมี่ยมด้วย Ikura หรือไข่ปลาแซลมอนสดเคี้ยวแล้วแตกในปากเข้ากับสลัดในชามได้เป็นอย่างดี จานต่อมาถึงจะเป็นอาหารทานเล่นที่ไม่อยู่ในเมนูโปรโมชั่นแต่ถ้าเป็นสายเนื้อตัวจริงเราขอแนะนำว่าให้สั่งคือ เนื้อวากิวตุ๋น ปกติราคาถ้วยละ 299 บาท ลดเหลือแค่ 199 บาท เป็นเนื้อไทยวากิวส่วนติดเอ็น-ไขมันเอาไปตุ๋นในน้ำซุปรสหวานเค็มหอมโชยุเข้าเนื้อ สัมผัสเปื่อยนุ่มเคี้ยวง่ายแทบจะไหลจากปากลงสู่คอไชเท้าในชามก็ซึมซับน้ำซุปเนื้อเอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ทานเปล่าๆหรือจะสั่งข้าวสวยมาทานด้วยกันก็อร่อยสะใจสุดๆเลยครับ

จานต่อไปยังคงเป็นอาหารทานเล่นแต่ทางร้านแนะนำว่ามาแล้วต้องสั่งคือ ไส้กรอกหมูญี่ปุ่นย่าง เป็นไส้กรอกที่หนังกรุบกรอบเนื้อด้านในเป็นหมูสับหยาบฉ่ำน้ำและไขมันรสเค็มหอมโชยุและกลิ่นรมควันแบบญี่ปุ่นทานคู่กับมายองเนสแบบ Real Mayo รสเปรี้ยว-มันเข้ากับความเค็มหอมของไส้กรอกได้อย่างลงตัว จานสุดท้ายแถมฟรีเมื่อสั่งเมนูสเต็กนั่นก็คือ Waffle Fries หรือมันฝรั่งทอดทรงวาฟเฟิลทอดมากรอบนอกฉ่ำในคลุกด้วยผงปาปริก้า ก่อนเสิร์ฟกับมายองเนสแบบเดียวกับจานที่แล้ว สเต็กเนื้อดีๆก็ต้องคู่กับเครื่องดื่มโดนๆอย่าง Suntory High Ball ใส่เลมอนและน้ำผึ้งหอมๆซ่าโซดาเป็นเมนูเครื่องดื่มแนะนำของทางร้านราคา 109 บาท อีกแก้วเป็นของแฟนผมก็คือ Pagen Cider เครื่องดื่มไซเดอร์รสบลูเบอรี่หอมๆไม่หวานโดยรวมคล้ายกับดื่มไวน์แดงราคาขวดละ 280 บาท ตอนนี้เราก็เริ่มอิ่มแล้วและไม่อยากดื่มเยอะเพราะต้องเดินลงบันไดจากชั้น 5 จึงตัดสินใจว่าสั่งของหวานมาชิมกันเลยดีกว่าครับ

เมนูของหวานที่ร้านนี้มีเสิร์ฟเพียงแค่อย่างเดียวก็คือ BlancMange หรือพุดดิ้งเต้าหู้สไตล์ญี่ปุ่นราคา 69 บาท เป็นพุดดิ้งเต้าหู้เนื้อนวลเนียนเหมือนน้ำเต้าหู้เข้มข้นแต่ไม่หวานโรยด้วยผงถั่วเหลือง ก่อนจะทานให้ราดด้วยน้ำเชื่อมน้ำตาลทรายแดงรสหวานหอมแบบโบราณทานง่ายๆช่วยทำให้รู้สึกรีเฟรชก่อนออกจากร้าน มื้อนี้มาทานดินเนอร์ด้วยกัน 2 คนหมดไป 4,079 บาทมี Service Charge อีก 5% รวมเป็น 4,283 บาท ส่วนตัวถือว่ารับได้เพราะส่วนตัวเคยไปทานร้าน Steak House เจ้าอื่นก็อยู่ในราคาระดับเดียวกันแต่ได้ทานเนื้อที่หลากหลายส่วนกว่าแถมยังเปลี่ยนรสชาติได้เรื่อยๆไม่มีเบื่อ ก่อนกลับมาชมบรรยากาศด้านนอกที่เริ่มมืดประดับด้วยไฟสีส้มสไตล์มินิมอลเหมาะแก่การนั่งชิลล์สุดๆเรียกว่าดีทั้งรสชาติและบรรยากาศแบบนี้รับคะแนนความอร่อยคุ้มไป 5 ดาวเลยครับ🌟🌟🌟🌟🌟

พิกัด : เลขที่ 466/5 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400

เปิดให้บริการ (หยุดทุกวันจันทร์) ตั้งแต่เวลา 10.30 - 20.00 น. (อาจมีการปรับเปลี่ยนตามนโยบายของรัฐบาล)

โทร. 095-595-9659

Facebook : www.facebook.com/Bargyuu

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share ให้เพื่อนๆอ่าน

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 61 ครั้ง0 ความคิดเห็น