ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิวเที่ยวโตเกียวแดนอาทิตย์อุทัย 4 วัน 3 คืน ฉบับมือใหม่หัดเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองประจำปี 2019 !!!

อัพเดตเมื่อ: 10 ก.พ. 2019


"ประเทศญี่ปุ่น" เป็นประเทศในฝันของใครหลายคน ต่างก็อยากจะไปเยือนที่นี่สักครั้งในชีวิต ด้วยความที่เราเป็นคนสายกิน ชอบเปิดดูรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นหลากหลายรายการ ทำให้เห็นว่า อาหารที่ญี่ปุ่นมีทั้งราคาถูกและแพง อีกทั้งการแข่งขันด้านร้านอาหารที่นั่นค่อนข้างดุเดือด ทำให้มีการแข่งกันทั้งด้านราคา คุณภาพ และปริมาณ แถมส่วนใหญ่ต่างบอกว่า อาหารที่นั่นรสชาติต่างจากที่ไทยแบบสิ้นเชิงเออน่าสนใจนะ เป็นการอัพเกรดลิ้นของตัวเองไปด้วยในตัว แต่ตั๋วเครื่องบินเดินทางไปก็ไม่ได้ถูก จนกระทั่งหลังปีใหม่ที่ผ่านมามีโปรโมชั่นโปรไฟไหมขายตั๋วไปญี่ปุ่นราคาถูกมากจากบริษัททัวร์เจ้านึง ไป- กลับ 2 คน 12,XXX บาทเอง แต่อีก 3 วันต้องเดินทางแล้ว ฉุกละหุกมาก ต้องทำแผนเที่ยวเองทั้งหมด ทั้งที่ไม่เคยไปมาก่อน เลยต้องแยกหน้าที่เป็น 2 ฝั่งกับแฟนผม โดยคนนึงทำแผนเที่ยวตั้งแต่วันแรกจนจบทริป อีกคนเตรียมของที่จำเป็นทั้งหมด ต่างคนเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว เราออกเดินทางกันเลย !!!

เริ่มจากเราต้องไปที่สนามบินดอนเมืองก่อน (15 ม.ค. 2562) เช็คอินที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง 3 ชม. โดยวันนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Scoot เป็นสายการบินราคาประหยัดในเครือของ Singapore Airlines ต้องขึ้นเครื่องเวลา 23.45 น. เป็นการใช้บริการสายการบินนี้ครั้งแรก เดี๋ยวจะรีวิวให้ชมไปด้วยในตัว ว่าการบริการจะดีแค่ไหนกัน แต่ว่าตอนนี้มีเวลาว่างอีก 2 ชม. กว่าๆ ไปหาอะไรทานก่อนขึ้นเครื่องดีกว่าครับ เพราะอาหารบนสายการบินราคาประหยัดพวกนี้ราคาแพงแน่นอน

โดยเราจะไม่เข้าไปทานด้านในบริเวณที่ผ่านตม.ไปก่อน เพราะตรงนั้นอาหารราคาแพงเว่อร์ ร้านประจำของผมก่อนออกไปเที่ยวต่างประเทศทุกครั้ง (ครั้งนี้ทานเป็นรอบที่ 2 ) รอบที่แล้วไปเกาหลีใต้ก็ทานร้านนี้รู้สึกว่าอร่อยดี ราคาไม่แพงเกินไป ปริมาณที่ให้ก็เยอะสมราคาอาหารในสนามบิน ชื่อร้านว่าข้าวมันไก่ฮกลี้ มีทั้งข้าวมันไก่ต้ม ไก่ย่าง ไก่ทอด ราคาเริ่มต้นที่ 80 บาท เมนูที่ผมสั่งมาวันนี้เป็นข้าวมันไก่ไหหลำราคา 80 บาท ให้สะโพกไก่มาทั้งชิ้น ไม่มีตบไก่จนแบนดูหลอกลวง เนื้อไก่นุ่ม น้ำจิ้มใส่ขิงเยอะ โดยที่ร้านใช้ขิงอ่อนทำให้กลิ่นไม่แรงมาก แต่เนื้อขิงอ่อนกรอบ ทานกับข้าวมันหอมๆอร่อยกำลังดี ถึงแม้ว่าจะรสชาติเทียบร้านดังๆด้านนอกสนามบินไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับปริมาณ รสชาติที่ได้ และยังเปิดตลอด 24 ชม. เป็นหนึ่งตัวเลือกที่สามารถฝากท้องก่อนออกเดินทางได้กระเป๋าไม่ฉีก

เดินเข้ามาด้านใน Gate โดยวันนี้ผมจะขึ้นที่ Gate 26 ระหว่างทางเดินก็มีทั้งร้านค้า Duty Free ร้านอาหารราคาแพงเว่อร์ โดยวันนี้เราไม่ประมาทที่จะเตรียมขวดเปล่าสำหรับใช้กรอกน้ำภายในสนามบินก่อนขึ้นเครื่องด้วย เดชะกรรม ด้านในมีจุดกรอกน้ำที่เดียว ไหลช้าแถมคนต่อคิวยาวมาก ไปต่อสักพัก สงสัยว่าทำไมมันนาน แหม่น้ำไหลอย่างกับปัสสาวะแมว ไม่เหมือนที่สุวรรณภูมิมีจุดให้กินน้ำเย็นชื่นใจก่อนขึ้นเครื่องตั้งหลายจุด แถมยังไหลแรงสะใจ เลยต้องจำใจซื้อน้ำมา 1 ขวด โดยร้านที่แนะนำเป็น Dairy Queen ราคาถูกสุดแล้ว ร้านอื่นน้ำดื่ม 500 มล. 40 บาท แต่ร้านนี้ 35 แถมมีขวดใหญ่ 700 มล. ราคา 55 บาท เอามาคนละขวด เพราะบนเครื่องอากาศแห้งมาก ขาดน้ำเหมือนกำลังจะตาย กลืนน้ำลายเหนียวคอตลอดเวลา อีกอย่างสายการบินนี้ไม่มีบริการน้ำเสิร์ฟฟรีนะจ๊ะ ซื้อติดตัวไปเถอะ ไม่งั้นมีหวังหิวน้ำไม่ได้นอนตลอดคืนแน่ แถมน้ำดื่มบนเครื่องราคาแพงกว่านี้เยอะ

วันนี้เราบินเครื่องใหม่เครื่องใหญ่ ที่นั่งเป็นแบบ 3-3-3 หน้าต่างเป็นแบบรุ่นใหม่ ไม่มีม่านแต่เป็นระบบไฟฟ้าหมุนให้หน้าต่างทึบแทน คนตัวเล็กน่าจะนั่งสบาย แต่คนตัวใหญ่อย่างผม (สูง 177 น้ำหนัก 160) อึดอัดไปหน่อย เวลาขึ้นเครื่องเลยแอบยกที่วางแขนที่ติดบริเวณทางเดินเพื่อเอี้ยวตัวบ้าง พอมีสัญญาณรัดเข็มขัดก็เอาลง ด้านขวามือมีปุ่มเปิดไฟ ปิดไฟ และเรียกพนักงาน อาหารบนเครื่องรับเป็นเงินเยนและสิงคโปร์ดอลลาร์ ถ้าคุณไม่ได้แลกมาไม่ต้องตกใจ บนเครื่องมีบริการรับบัตรเครดิต มีบริการ WIFI และดูหนังบนเครื่องบิน (ราคาแพงมาก) ห้องน้ำมีให้บริการหลายห้อง แอร์และสจ๊วดส่วนใหญ่เป็นชาวสิงคโปร์ (เพราะลำนี้บินมาจากสิงคโปร์ก่อนไปนาริตะ) โดยรวมแล้วบริการดี คอยเดินดูแลเป็นพักๆ เข็มขัดเสริมขอฟรี (ไม่เหมือน Eastar Jet ต้องเสียเงิน) ยิ้มแย้มแจ่มใส สมกับเป็นเครือของสายการบิน Singapore Airlines ที่ขึ้นชื่อเรื่องบริการอันดับต้นๆของโลก

โดยเมื่อเครื่องออกสักพักพนักงานต้อนรับก็จะแจกใบผ่านตม.ของประเทศญี่ปุ่น มีตั้ง 2 ใบแถมตั้ง 2 หน้ากระดาษ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะเราแคปหน้าจอวิธีการเขียนใบนี้ก่อนเข้าตม.ที่ญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว โดยวิธีการเขียนนั้น เราเอามาจากเพจของคุณ BeamSensei ลิงค์นี้ https://bit.ly/2SJrdKI แล้วอย่าลืมพกปากกาส่วนตัวไปด้วยคนละแท่ง จะได้รีบเขียนบนเครื่องแล้ววิ่งตรงไปที่ตม. ได้ทันที เพราะแผนของเราคือรีบรับกระเป๋าแลกตั๋วรถไฟ Skyliner และเข้าสู่ย่าน Ueno อย่างรวดเร็ว

ใช้เวลาเดินทาง 6 ชม. ถึงแล้วสนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่น รีบเปิดเครื่อง Wifi ที่เราเช่ามาจาก Wise World Wifi โดยแพคเกจสำหรับใช้อินเตอร์เน็ตที่ญี่ปุ่นราคาถูกมาก แค่วันละ 99 บาท เป็นแบบใช้ได้ทั่วประเทศญี่ปุ่นจะออกนอกโตเกียวก็ไม่หวั่น ต้องจองล่วงหน้าผ่านลิงค์นี้เท่านั้น https://bit.ly/2DPI2LI รับเครื่องที่ประเทศไทย บริเวณตึกไทม์สแควร์ชั้น 2 ตรงข้ามโรบินสันอโศก เดินทางง่ายลง BTS. สถานีอโศก เมื่อไปถึงจ่ายเงินค่ามัดจำ 1,000 บาท พร้อมค่าแพ็คเกจรายวันตามจำนวนวันที่เราไป พนักงานจะสอนวิธีการเปิดเครื่องและเชื่อมต่อให้เรียบร้อยไม่ต้องกลัวเด๋อด๋า มาถึงเปิดเครื่อง รอสัญญาณ เชื่อมต่อให้เสร็จก็ใช้ได้เลยจ้า ปรับเวลาในมือถือให้เรียบร้อย เวลาที่นี่เร็วกว่าที่ไทย 2 ชม. สภาพอากาศวันนี้ 1 องศา !!! อุทานแบบหยาบคายในใจ เตรียมเสื้อกันหนาวมาตัวเดียวซะด้วย ก็ลองดูว่าจะอยู่รอดไหมในทริปนี้ ได้ใช้ไขมันที่สะสมมาทั้งชีวิตก็คราวนี้นี่แหละ

โดยวันนี้เราเลือกใช้บริการรถไฟด่วนพิเศษ Skyliner ที่แวะแค่ 2 สถานีคือ Nippori และ Ueno แบบไปกลับสนามบินและใช้ Tokyo Subway ได้อีก 72 ชม.ราคา 5400 เยน (คิดเป็นเงินไทย 1620 บาท) ตกค่าเดินทางวันละ 540 บาท หลงได้ไม่จำกัด เนื่องจากเราเป็นมือใหม่เอาแพคเกจนี้แหละ จองมากจากไทยเรียบร้อยจากลิงค์นี้ https://bit.ly/1RS92Ls พิมพ์ใบจองมาพร้อมยื่นให้เจ้าหน้าที่ที่ Skyliner Information แล้วก็จะได้ตั๋วมาสำหรับใช้ทั้งทริปนี้ ส่วนตารางการเดินรถเข้าเมืองเนื่องจากเรามีเวลาจำกัด อยากเสียเวลาหลงให้น้อยเที่ยวให้เยอะที่สุดก็ดูตารางรถออกจากสนามบินได้ที่นี่ https://bit.ly/2t2nxFx เพื่อจะได้จัดการตารางเที่ยวได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และแผนที่รถไฟใต้ดินสำหรับใช้ในโตเกียวแบบหลงไม่จำกัด https://bit.ly/2Uw6Pdg แนะนำว่าอย่าเซฟในมือถือทิ้งเอาไว้ เผื่อมือถือหายหรือไม่มีสัญญาณเราจะได้ไม่หลง ปริ้นเก็บเอาไว้ติดตัวคนละชุดเผื่อฉุกเฉินดีที่สุด

เมื่อได้ตั๋วแบบนี้มาวิธีการดูว่าเราจะขึ้นสายไหน เช่น Skyliner (มองหาสีฟ้าที่จอแบบนี้บริเวณทางเข้า แล้วบัตรสีชมพูใช้วิธีเสียบเข้ามา) ขึ้นเวลาไหน (09.17) รถไฟคันที่เท่าไหร่ (Train 6) เดินตามป้ายมารอที่ชานชะลา ขบวนของตัวเอง (Car4) ที่นั่ง (Seat 13 A) แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวหลงแล้วรอขึ้นรถไฟไปด้วยกันเลย

เข้ามาในขบวนรถไฟของเราขบวนที่ 4 ที่ชานชะลาจะไม่บอกนะว่าตู้ไหนจอดตรงไหน ต้องสังเกตเลขตู้เอาเองวางกระเป๋าใบใหญ่ตรงประตู แล้วไปนั่งที่เราได้เลย โดยที่นั่งกว้างขวาง มีช่อง USB ให้ชาร์จไฟ แล้วถ้าใครมากับเพื่อนเยอะๆอยากนั่งแบบหันหน้าคุยกัน ก็เอาเท้าเหยียบที่ปุ่มเล็กๆแล้วบิดที่นั่งมาชนหน้ากัน ก็นั่งเม้าท์กันได้ตลอดทริปละจ้า สะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางแค่ 42 นาทีก็ถึงแล้ว เวลารถไฟที่ญี่ปุ่นนี่ตรงเป๊ะเว่อร์

เดินออกมาจากขบวนรถไฟ ก็เปิดแผนที่ Google Maps เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรมก่อน โดยโรงแรมที่เราพักนี้มีชื่อว่า Ueno Hotel ไกลจากสถานีรถไฟ 900 เมตร เดินไกลมาก ! แต่แฟนบอกว่าไม่รู้เห็นชื่อว่า Ueno เลยจองมา อีกอย่างอยู่ใกล้สถานีรถไฟ แต่เป็น JR ไม่ใช่ Subway ซะนี่ แถมจองไปแล้วตั้ง 2 วัน ช่างเถอะถือเป็นประสบการณ์ อากาศตอนนี้ 5 องศา ก็เย็นนะแต่ทนได้ แต่พอลมมานี่ทนไม่ไหวจริงๆ หนาวมือสุดๆ เนื่องจากเราไม่ได้แลกเงินมาจึงใช้บริการกดเงินที่ตู้ ATM แทน ตู้ ATM ที่นี่แนะนำให้ใช้ของ Seven Bank เพราะตู้รองรับภาษาไทย มีเสียงภาษาไทยด้วย แถมใบเสร็จออกมาก็เป็นภาษาไทย เรากดมาก่อน 30,000 เยน (คิดเป็นเงินไทย 9000 บาท) เอามาใช้ก่อน ถ้าไม่พอค่อยวิ่งไปกดใน 7-11 ต่อ ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ออกเที่ยวกันเลย !

มาถึงก็ขอหาอะไรกินก่อน เดินเข้ามาในตลาด Ameyogo ก็จะพบกับร้านอาหารราคาถูกและแหล่งช็อปปิ้งราคาถูก แต่จุดหมายของเราไม่ใช่ข้าวหน้าอาหารทะเลราคาถูกแต่อย่างใด แต่เป็นร้านนี้ Nadai Unatoto ร้านปลาไหลย่างตัวเบิ้มราคาถูกที่ไปเปิดสาขาในประเทศไทยแถวสุขุมวิทด้วย มาถึงร้านเพิ่มเปิดตอนนี้ 11.00 พอดี ไม่มีคนต่อคิวเลยสักคน โชคดีจัง เห็นรีวิวก่อนๆคนต่อคิวยาวมาก ผมเป็นลูกค้าคนแรกสำหรับวันนี้ครับ เข้าไปทานกันเลย

เป็นร้านสไตล์ญี่ปุ่นเล็กๆ มีครัวขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านในตกแต่งด้วยลายไม้ดูขึงขัง ราคาอาหารก็ไม่แพงครับราคาเริ่มต้นที่ 500 เยน แถมราคาร้านนี้รวมภาษี 8 % ไปแล้วเรียบร้อย ถูกไปอีก !!! สั่งมากินให้หายสงสัยสักหน่อย ว่าปลาไหลญี่ปุ่นย่างซอสแท้ๆแบบต้นตำรับ รสชาติเป็นอย่างไรกันแน่ ? (เพราะผมชอบทานปลาไหลย่างมาก !)

พนักงานที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใส มาถึงก็ยกชาเขียวร้อนมาให้ก่อนเลย นี่มันสวรรค์ชัดๆ อากาศหนาวๆซดชาเขียวร้อนๆ บนโต๊ะก็จะมีผักดองสีม่วง พริกป่น พริกไทย และน้ำซอสปลาไหลให้ราดเพิ่มได้ตามใจอีกด้วย



ปลาไหลที่นี่ย่างแบบใช้ตะแกรง ดูเป็นแบบปลาไหลที่ปรุงรสมาพร้อมย่างแล้ว ไม่ได้แล่ย่างซอสสดๆในร้าน ถ้าแบบนั้นคงเป็นอีกราคานึงแหละ ปลาไหลตัวอ้วน ใหญ่โต ย่างไฟแรง ไขมันหยดลงบนไฟเกิดเป็นควันเสียงดังฟู่ฟ่า ชวนกลืนน้ำลายมาก ณ จุดนี้ มองเขาย่างไป กลืนน้ำลายไป อยากกินแล้ว !



นั่งกลืนน้ำลายแปปเดียวก็มาเสิร์ฟ ข้าวหน้าปลาไหลแบบยกตัว 2,000 เยน (คิดเป็นเงินไทย 600 บาท) ปลาไหลย่างตัวใหญ่ หอมกลิ่นย่างเกรียม เนื้อหนาฉ่ำ หน้าตาและกลิ่นดีมาก ส่วนรสชาตินั้นถ้าคุณเคยกินข้าวหน้าปลาไหลย่างในประเทศไทยแล้ว ให้เอาความคิดนั้นทิ้งไป รสชาติที่นี่แตกต่าง เป็นซอสรสเค็มนำ หอมกลิ่นโชยุและซุปปลาอ่อนๆ ไม่หวานเลย ปลาไหลมีความหอมเฉพาะตัวจากการย่างให้เกรียม เนื้อฟูนุ่ม ด้านนอกกรอบนิดๆ

ไขมันปลารสเข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน พอทานกับข้าวสวยญี่ปุ่นที่หอมนุ่มแล้วเข้ากันสุดๆ นี่แหละปลาไหลย่างที่แท้ทรู แล้วปลาไหลย่างที่กินมาเกือบค่อนชีวิตที่ไทยคืออะไร หวานๆเนื้อหยุ่นๆ กลิ่นไขมันและความหอมไม่ชัดเจนเท่าที่นี่เลย สรุปคืออร่อยกว่าที่ไทยเยอะมาก ประทับใจครับ ตอนนี้ลิ้นอัพเกรดละ เหมือนเปิดโลกแห่งรสชาติใหม่เลย

ส่วนจานนี้เป็นชุดข้าวน้ำชาปลาไหลย่าง 800 เยน (คิดเป็นเงินไทย 240 บาท) ในจานนี้เท่าที่เคยดูรายการญี่ปุ่นมาสามารถทานได้ 3 แบบ คือ 1.ทานเปล่าๆ แบบข้าวหน้าปลาไหล 2.คลุกกับสาหร่ายและใบงาตามด้วยวาซาบิ ทานแบบสมุนไพร เพิ่มความหอมสดชื่น และ 3.ราดซุปชาที่เป็นซุปกระดูกปลาและชาเขียงลงบนข้าว เหมือนกำลังทานข้าวต้ม ก็อร่อยได้กิน 3 แบบในชามเดียวคุ้มค่ามากครับ ราคามื้อนี้ 2800 เยน (840 บาท) อิ่มคุ้มค่า เปิดประสบการณ์ใหม่ครับ ใครจะเดินทางมาเปิดแผนที่ตามมาที่ลิงค์นี้ : https://bit.ly/2UDL0sp

อิ่มแล้วเดินทางไปเที่ยวต่อโดยใช้ Tokyo Subway เดินทางไปที่วัดเซ็นโซจิ เปิด Google Maps ค้นหาปลายทางที่จะไป ก็จะบอกเลยว่าเดินไปขึ้นรถตรงไหน สถานีอะไร แต่พอถึงใต้ดิน GPS จะไม่สามารถทำงานได้ ต้องใช้วิธีสังเกตป้าย และสีของเส้นทางรถไฟเอา โดยใช้แผนที่ๆเราเตรียมมา แต่ละสถานีจะมีตัวย่อเช่น Ginza line ก็จะใช้สีส้ม ตัวอักษรย่อ G ก็ไล่ตามแผนที่ไปเลย เช่นเราอยู่ G16 Ueno ไปลง Asakusa G19 ที่ชานชะลาจะมีบอกว่าสถานีต่อไปเป็น G อะไร เราก็สังเกตเส้นที่รถวิ่งไปทานเลขมากขึ้นก็จะไม่หลงแล้ว อีกอย่างบัตรสีเขียวหลงไม่จำกัดที่ได้มาใช้วิธีการเสียบเข้าสถานีนะครับ ผมแตะเข้าได้บ้าง ไม่ได้บ้าง รำคาญ เสียบเอานี่แหละง่ายสุดละ

เมื่อถึงแล้ว ออกประตูไหน Google Maps จะบอกคุณเอง (อย่าลืมเลือกวิธีการเดินทางเป็นการใช้ขนส่งสาธารณะด้วยล่ะ) หรือเมื่อออกจากประตูรถไฟแล้ว ไม่ต้องรีบออกจากสถานี จะมีป้ายเหลืองๆที่ชานชะลาบอกเลยว่า จะไปสถานที่ใดออกประตูไหน แล้วก็ออกตามนั้น มีภาษาอังกฤษกำกับทุกป้ายไม่ต้องกลัวหลงเลย ประตูที่ผมออกมาเป็นตลาดครับ เดินเข้าไปกลางตลาดเจอสี่แยกเลี้ยวขวาตรงยาวก็จะถึงวัดแล้ว

เดินเข้ามาในซอยเรื่อยๆ ก็จะพบกับร้านค้า ร้านชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม และสิ่งที่น่าสนใจที่สุด ตู้กดน้ำแบบหยอดเหรียญ (ทริปนี้เราหมดไปกับเจ้านี่เยอะมากเพราะอากาศหนาว) ป้ายสีฟ้าคือเย็น ป้ายสีแดงคือร้อน ใส่เงินเข้าไปแล้วกดออกมาเลยกาแฟร้อนยี่ห้อ Fire ร้อนสมชื่อ แต่อากาศหนาวแบบนี้ได้เจ้านี่มาช่วยเนี่ยดีมาก เดินอังมือไปทานไป กาแฟที่นี่ไม่ค่อยเข้มข้น เป็นรสกาแฟใสๆ กลิ่นนมใสๆ หวานน้อย ทานแล้วสดชื่นไม่หนักหน่วง แปลกใหม่ดีครับ ด้วยความที่เป็นกะเหรี่ยงไม่เคยมาที่ญี่ปุ่น ข้างตู้หยอดเหรียญเขาจะมีถึงขยะให้ทานแล้วทิ้งเลย เพราะประเทศนี้หาถังขยะยากมาก หากคุณคิดจะเดินทาน เตรียมถุงขยะใส่กระเป๋ามาด้วยนะครับ ค่อยเก็บไปทิ้งที่โรงแรมแทน

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะพบกับซุ้มประตูวัด Sensoji คนหลากหลายเชื้อชาติเสียงดังวุ่นวายมากแถวนี้ แต่ก่อนเข้าไปทีี่ซุ้มประตูตรงขวามือเจอนักท่องเที่ยวชาวจีนกำลังถ่ายสิ้งนี้อยู่ "ดอกซากุระ" เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ถึงแม้ว่ามันจะขึ้นน้อยก็เถอะ ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ซากุระทุกต้นไม่มีดอกหมดเลย ยกเว้นต้นนี้ สวยงามมาก โชคดีจริงๆ

ปกติเราไม่ใช่คนเที่ยววัด แต่ไหนๆก็มาโตเกียวแล้ว ใครๆเหมือนเป็นภาคบังคับ ก็อ่ะลองมาก็ได้ มาถึงก็จะพบกับซุ้มประตูและโคมไฟยักษ์ที่ใครๆก็มาถ่ายรูป เดินเข้าไปก็จะมีวิหาร และจุดเสริมดวงเสี่ยงเซียมซี ไปไหว้กันเถอะ อย่าถามนะว่าเริ่มอะไรก่อนหลัง เราพยายามหาข้อมูลวิธีการเริ่มไหว้ที่ถูกต้องละหาไม่เจอ เอาเป็นว่าเห็นคนส่วนใหญ่อะไรก็ทำให้ครบก็แล้วกัน ก่อนหรือหลังอันนี้เราไม่ซีเรียสเนอะ

เดินมาถึงเห็นบูทเสี่ยงเซียมซีก็เอาก่อนเลย 100 เยน ถังเซียมซีที่นี่ไม่เหมือนบ้านเรา ไม่ต้องเขย่าให้เสียงดัง เป็นรูเล็กๆพอไม้ลอดออกอันเดียว หยอดเหรียญ 100 เยน แล้วเขย่านิดหน่อยจากนั้นคว่ำถังลง เลขที่ออกมาจะเป็นอักษรญี่ปุ่น ลองเทียบอักษรกับหน้าตู้เอา หยิบคำทำนายออกมา ไม่ต้องกลัวว่าจะอ่านไม่ออก ที่นี่เขามีคำทำนายภาษาอังกฤษจ้า ถ้าไม่เก่งอังกฤษอีก Google แปลภาษาช่วยคุณได้ ถ้าโชคไม่ดีก็มาผูกใบเซียมซีไว้ตามราวที่เขาเตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี อ่านแล้วจำด้วยนะว่าเราโชคร้ายด้านใด และอยากโชคดีด้านไหน แล้วค่อยไปซื้อเครื่องรางมาแก้กันจ้า ที่นี่เครื่องรางมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งการงาน การเงิน คนรัก การเรียน สารพัดที่คุณอยากจะโชคดีมีครบ

จากนั้นใครจะซื้อธูปมาจุดก็แล้วแต่สะดวกนะครับ แต่เห็นส่วนใหญ่ไม่ซื้อแต่กวักเข้าหาตัวกันทั้งนั้น จากนั้นไปล้างมือที่บ่อน้ำเย็นเจี๊ยบ นักท่องเที่ยวบางคนกินและบ้วนปาก อย่าทำนะครับมีป้ายเตือนภาษาอังกฤษอยู่นะ คาดว่าน่าจะไม่ได้สะอาดขนาดนั้น เราล้างพอเป็นพิธีครับ เพราะมือจะแข็งเอาซะก่อน

เดินขึ้นไปภายในวิหารใหญ่ คนญี่ปุ่นก็จะใช้เหรียญ 5 เยน (เหรียญที่มีรูตรงกลาง) ไหว้ โยน ตบมือ หน้าบ่อที่เป็นตะแกรงแบบนี้ เพราะเหรียญ 5 เบยในภาษาญี่ปุ่นไปพ้องเสียงกับคำว่าโชคดี จึงนิยมไหว้กันครับ ส่วนด้านบนไม่แน่ใจว่าเป็นพระหรือเทพอะไร ผมแค่ขึ้นไปถ่ายรูปครับ ไม่ได้ไหว้อะไรเดินลงมา แล้วก็พบกับน้องหมาของคนญี่ปุ่น น่ารักมาก พุดเดิ้ลทอยตัวนิดเดียว ขนสวยเงางาม หมาเจอในทริปนี้เจอพุดเดิ้ลซะเยอะครับ เหมือนคนโตเกียวมีพื้นที่จำกัดในการเลี้ยงสัตว์ ทำให้หมาตัวเล็กขนยาวแบบนี้ได้รับความนิยมมากกว่าหมาตัวใหญ่ นานๆจะเจอชิบะสักตัว

อ่านดวงเมื่อกี้แล้วอยากเสริมอะไรก็มาเลือกก่อนกลับครับ ของที่ขายดีที่สุดเหมือนจะเป็นกระดิ่งที่หมดแทบทุกบูธ เราได้บูธสุดท้ายติดกับวิหารที่ไหวเมื่อกี้เหลืออยู่ที่เดียว เลยได้มาพกติดตัว กับเครื่องรางอีกอันที่เสริมเรื่องการเงินครับ ไหนๆก็ไปแล้วลองซื้อกลับมาหน่อย เพราะวัสดุที่ใช้ก็ดูดีไม่น่าเกลียด ใช้เป็นเครื่องประดับก็ได้ครับสวยงาม

พอเดินออกมาอีกทาง อ้าวนี่เป็นถนนทางเข้าวัดนี่นา แปลว่าเมื่อกี้เราเข้าทางหลังวัด ก็มาเจอกับร้านนี้ครับ ซาลาเปาทอดเจ้าดังวัด Sensoji คนต่อคิวยาวมาก ผมสั่งเป็นไส้ชาเขียวกับซากุระครับ ซาลาเปาแป้งด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่มเหนียว ไส้ชาเขียวเข้มข้นหวานกำลังดี อร่อยครับ ส่วนไส้ซากุระเป็นใบซากุระดองเปรี้ยวเค็ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทานกับไส้หวานๆอร่อยแบบแปลกๆครับ แถมแป้งด้านนอกไม่อมน้ำมันด้วย สมเป็นร้านดังครับ

เดินมาสุดทาง ซึ่งตลอดเส้นทางนี้เป็นของกิน ของฝาก ของใช้ ส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างสูงทีเดียว เช่นตะเกียบ พัดญี่ปุ่น มีดทำครัว ขนมโบราณของญี่ปุ่น แต่ก็เหมือนว่าจะเป็นของที่หาได้เฉพาะย่านนี้เท่านั้น ใครอยากซื้อกลับไปฝากคนที่ประเทศไทยก็ดูดีเลยครับ เดินออกมาก็เจอซุ้มประตูใหญ่ นี่คนก็มาถ่ายรูปเยอะไม่แพ้กัน ต่อไปเราจะไปตลาดซึกิจิเก่ากันครับ เดินนานต้องเพิ่มพลังด้วย ฮันนี่เลมอนร้อน ทั้งเปรี้ยว ทั้งหวาน เอาผสมน้ำเปล่าทานได้อีกขวดเลย ไม่ค่อยชอบครับ ระหว่างทางไปขึ้นรถไฟก็เหมือนกับเจอร้านดังที่คนญี่ปุ่นต่อแถวเพียบ น่าสนใจ แต่ไว้โอกาสหน้าเนอะ เพราะแพลนการเดินทางของเรามีเวลาจำกัด ไปสถานี Asakusa A18 ย้อนไป Ningyocho A14 เปลี่ยนไปเส้นสีเทา H Line วิธีการเปลี่ยนสายคือเดินตามป้ายสีเทาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องออกจากตัวสถานีแล้วแตะบัตรออก สามารถเดินไปเปลี่ยนสายได้ทันที อยู่ภายในสถานีนั่นแหละ แต่ถ้าเผลอแตะไปแล้วก็เข้าออกได้เรื่อยๆ เพราะบัตรเราหลงไม่จำกัดอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล จากนั้นเดินทางจาก H13 Ningyocho ย้อนไปH10 Tsukiji ก็ถึงแล้วจ้า

เดินมาด้านนอกตรงเกือบสุดตลาดเราก็จะพบกับร้านดังเป็นข้าวหน้าเนื้อต้มในมิโสะเข้มข้น เป็นหนึ่งในของดีตลาด Tsukiji เคยดูมาจากรายการ "สุโก้ยเจแปน" จะเดินผ่านไปเฉยๆคงไม่ได้ ขอสั่งมาลองสักชามแล้วกันครับ

ราคาชามนี้ 700 เยนครับ (210 บาทไทย)ในชามประกอบด้วย เนื้อวัว เครื่องในวัว และบุกก้อนญี่ปุ่น ต้มในมิโสะเข้มข้น โรยหน้าด้วยต้นหอมญี่ปุ่น พร้อมชาร้อน 1 แก้ว (ชาร้อนถ้าไม่พอไม่เติมได้ฟรีครับ) โดยวิธีสั่งนั้น เนื่องจากพนักงานคุยภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมเลยใช้วิธีชี้ไปที่ชามของคนที่กำลังทานอยู่แทน จากนั้นพ่อครัวก็จะตักเนื้อในหม้อใส่ชามให้วางในถาด จะนั่งทานที่หน้าบาร์ หรือยืนทานก็ได้ ส่วนรสชาตินั้นบอกเลยว่าไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน เนื้อวัวและเครื่องในนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ ซอสมิโซะมีความหอมเข้มข้นตามด้วยรสกลมกล่อมทาน ไฮไลท์ที่สุดของจานนี้น่าจะเป็นก้อนบุกสไตล์ญี่ปุ่นรสชาติแตกต่างจากที่ไทยเพราะเนื้อบุกนุ่มเหนียวซึมซาบน้ำซอสเข้าไปด้วยไม่เหมือนกับบุกที่เคยผ่านมาก่อนหน้านี้ที่มักจะไม่มีรสชาติ แข็งกระด้าง ทานพร้อมกับข้าวสวยในวันที่อากาศเย็นจัดแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าร้านนี้ทำไมชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวมาทานเยอะ เดินเข้าออกตลอดวัน

เดินเข้ามาในตลาดวันนี้เนื่องจากอากาศหนาวและฝนกำลังตกทำให้ร้านค้าต่างๆเหมือนเปิดยังไม่ครบเท่าไหร่และนักท่องเที่ยวก็มาเดินกันจำนวนน้อยไม่แน่ใจว่าเรามาเดินในช่วงเที่ยงด้วยหรือเปล่า ตลาดวายเกือบหมดแล้ว แต่ไหนๆก็มาแล้วลองเดินสำรวจราคาอาหารทะเลที่นี่ซะหน่อยก็แล้วกันเห็นว่าถูกนักหนา เผื่อได้ลองซื้อไปลองชิมบ้าง

เริ่มสำรวจราคาอาหารทะเลในตลาดกันเริ่มจากมากุโร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอาคามิ จูโทโร่และโอโทโร่ ในแพ็คสวยงามชิ้นใหญ่ราคาไม่ค่อยต่างกันมากนัก เริ่มต้นที่ 1,400 ถึง 1,900 เยนคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 400-600 บาทไม่แพงเลย แถมคุณภาพดีมาก ส่วนไข่ปลาแซลมอนแบบเป็นพวงสีแดงสวยงามหมักเกลือพร้อมทาน ราคาเริ่มต้นที่พวงละ 1,000 เยนถ้าพวงใหญ่หน่อยก็ 2,000 เยนคิดเป็นเงินไทยประมาณ 300-600 บาท และเมนไทโกะราคาเริ่มต้นที่พวงละ 1,000 เยน นอกจากนี้ยังมีหอยนางรม เนื้อปูพร้อมของทะเลอีกหลายอย่างในราคาที่ไม่แพงมาก (ถ้าเทียบราคากับที่ประเทศไทย) ด้วยความที่ส่วนใหญ่เป็นของสด ทำให้เราไม่กล้าซื้อได้แต่ส่องราคาดูเฉยๆ เพราะไม่รู้ว่าซื้อแล้วจะเอาไปทานที่ไหน ร้านอาหารพร้อมทานเลยก็มีนะ แต่ราคาไม่ถูกเลยถ้าเทียบกับที่ Ueno

เดินเข้ามาในตลาดเรื่อยๆก็จะพบกับร้านขายไข่เจียวสไตล์ญี่ปุ่นหรือทามาโกะยากิ ร้านนี้เป็นเจ้าดังมีขายตั้งแต่เสียบไม้ไม้ละ 100 เยนรวมถึงก้อนใหญ่ ราคาตั้งแต่ 450 ถึง 1,250 เยน ด้วยความที่กลัวว่าจะไม่อร่อยเลยสั่งเป็นไม้เล็กมาลองชิมก่อนแล้วกันที่ร้านนี้มีครัวหน้าร้านทำให้สดใหม่คนมารอรุมกันซื้อเพียบ ตอนซื้อคนขายจะถามว่าเอาแบบหวานหรือไม่หวาน(คิดในใจถ้าไม่หวานก็เท่ากับกินไข่เจียวธรรมดาสิ)เลยสั่งแบบหวานมาลอง 1 ไม้ รสชาตินั้นหวานมากไม่มีกลิ่นความหอมของไข่ไก่ หรือความกลมกล่อมจากน้ำซุปใดๆเหมือนกำลังกินไข่เชื่อมเสียบไม้ แต่เนื้อสัมผัสเด้งนุ่มอร่อยกว่าที่ไทยเยอะส่วนตัวคิดว่าร้านนี้ไม่อร่อยเลยครับจากบรรดาร้านทั้งหมดที่ทานในทริปนี้

นอกจากร้านอาหารสดแล้วยังมีอาหารทะเลย่างที่ได้รับความนิยมอย่างเช่นหอยนางรม หอยเชลล์ย่าง เหมือนว่าร้านนี้จะเป็นเจ้าดัง เพราะเห็นมีแต่คนไทยนั่งทานกันเต็มร้าน และมีอีกร้านที่ขายราคาไม่แพงมากที่ท้ายตลาด ก็น่าลองนะ แต่ตอนนี้เจอข้าวหน้าเนื้อชามใหญ่และไข่ย่างไป 1 ไม้แล้วในกระเพาะ เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน

ระหว่างเดินทางกลับเพื่อไปถ่ายรูปต่อที่โตเกียวทาวเวอร์ ก็เจอสถาปัตย์แปลกตา นึกว่าหลุดไปแถวอินเดีย พอลองเข้ามาดูใกล้ๆเป็นวัดพุทธครับ สวยงามมาก แต่ว่าไม่อยู่ในแผนการเที่ยวของเรา ถ่ายรูปมาฝากทุกคนแทนครับ



ตอนนี้เราอยู่ที่สถานี H10 Tsukiji ต้องนั่งย้อนไปที่สถานี H5 Kamiyacho นี่คือป้ายสีเหลืองที่เคยบอกไว้ เวลาออกมาจากรถไฟไม่ต้องรีบ มาดูได้ที่ป้ายนี้เลยว่าเราจจะไปสถานที่ท่องเที่ยวไหน ออกประตูอะไร อย่างในป้ายนี้บอกว่าถ้าจะไปโตเกียวทาวเวอร์ออกประตู 1 อ่ะเดินออกไปกันครับ




ระหว่างกำลังเดินไปโตเกียวทาวเวอร์ ผมก็พบกับอีก 1 วัฒนธรรมที่น่าสนใจครับ เช่นตึกนี้กำลังมีการก่อสร้าง ที่นี่มีการกั้นถนนใหม่ให้คนเดินทางเท้าสะดวกมากขึ้น พร้อมพนักงานอีก 2 คนช่วยกันบอกคนที่เดินผ่านไปมาว่า ให้ใช้เส้นทางใหม่ที่กำหนด ดูแล้วปลอดภัยหายห่วงจริงๆประเทศนี้ รู้สึกสบายใจครับ เหมือนว่าความปลอดภัยของคนเดินท้องถนนที่นี่สำคัญกว่าบ้านเราเยอะเลย


เดินมาจนถึงทางแยกใหญ่ก็จะพบกับตึกที่เหมือนกับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของที่นี่ ด้านล่างเป็นเหมือนกำแพงอิฐเก่าๆ แต่ด้านบนเป็นตึกทันสมัย ไม่แน่ใจว่าตึกนั้นเรียกว่าอะไร แต่มีนักท่อเที่ยวมาถ่ายรูปเรื่อยๆ หันซ้ายขึ้นเนินมาหน่อยก็จะพบแล้ว โตเกียวทาวเวอร์ ถ้ามาตอนกลางคืนถ่ายรูปน่าจะสวยกว่านี้ แต่เนื่องด้วยว่าเวลาการเดินทางของเรามีจำกัด มาเห็นด้วยตาเนื้อและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกนิดหน่อยก็ต้องไปที่พระราชวังอิมพีเรียลต่อครับ นั่งจาก H5 ไป H7 Hibiya ต่อรถไฟสายสีเขียว C9 Hibiya ไปลงสถานี C10 Nijubashi-Mae ใน Google Maps เดินอีก 1.6 กม. แต่เห็นว่ามีเส้นทางลัดเข้าทางหลังพระราชวังได้ด้วยเดี๋ยวเราไปดูกัน

พอถึงสถานีปุ๊บเนื่องจากสถานีนี้มีทางใต้ดินเชื่อมต่อกับตึกและสำนักงานมากมาย ที่น่าสนใจคือไอศครีมกูลิโกะแบบตู้หยอดเหรียญที่ญี่ปุ่นมีหลากรสกว่าที่ไทยเยอะเลย จะให้ออกไปทานนอกสถานีเผชิญอากาศหนาวก็ไม่ใช่เรื่อง เจอแล้วก็ลองกดมาชิมดูสักหน่อย สำหรับโคนนี้เหมือนจะเป็นบลูเบอรี่ชีสเค้ก ราคาโคนละ 150 เยน ประมาณ 45 บาทไทย ราคาแพงกว่าที่ไทย แต่รสชาติดีกว่าเยอะ หอมกลิ่นนม ครีมชีส ใส่บลูเบอรี่มาเยอะ หวานกำลังดี อร่อยมากครับ แต่ทริปนี้ได้ลองไม่กี่รสเอง เพราะอากาศหนาวมากไม่ค่อยอยากทานเท่าไหร่ แต่สงสัยรสชาติก็ลองดูครับ

เดินตรงออกมาจากสถานีเดินไกลมาก ! เพิ่งเห็นรั้วกับสวนพระราชวังอยู่ปลายตา แถมตอนนี้ตะวันใกล้จะตกดินแล้วต้องรีบเดินกันหน่อย เพราะว่าประตูพระราชวังปิดเวลา 17.00 รีบจั้มเดินเร็วแบบด่วนเลย

อุตส่าห์รีบเดินแบบสุดชีวิตเข้ามาตรงประตูด้านหลังวัง มีป้ายแปะไว้ว่า "วันนี้ประตูปิด" แถมจะหมดเวลาเข้าแล้วด้วย ต้องเดินไปเข้าอีกทางหนึ่งอ้อมไปอีก 800 เมตร ไม่เข้าไปก็ได้จ้า ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศด้านนอกแทนแล้วกันครับ กำแพงหินสวยๆ ตัวพระราชวังล้อมรอบด้วยน้ำ กับต้นไม้ที่ดูแปลกตา มาถ่ายแค่นี้ก็พอใจละครับ

มีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อยระหว่างรอเวลา 19.00 เพื่อจะไปทานซูชิแบบโอมากาเสะราคาถูกที่เราจองไว้จากประเทศไทย ตอนนี้หาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆก็คือ สถานีโตเกียว ที่ด้านล่างสถานีนั้นเป็นถนนแห่งราเมน น่าสนใจมาก ไปรองท้องเอาไว้ก่อนแล้วกัน ระหว่างกำลังเดินเราก็พบกับดอกไม้หน้าตาแปลก เหมือนผักมากกว่าดอกไม้ ไม่ทราบว่าเรียกว่าดอกอะไรแต่แปลกตาดีที่เห็นดอกไม้คล้ายกะหล่ำปลีถูกปลูกอยู่กลางเมือง ถ่ายรูปมาให้ชมกันครับ

เดินตรงมาจากพระราชวังก็จะพบกับสถานีรถไฟ Tokyo Station เป็น JR Line ตึกด้านนอกเป็นสถาปัตย์แบบยุโรปดูแปลกตาอลังการมาก ทั้งๆที่หันหลังกลับไป เป็นตึกใหญ่สวยงามเปิดไฟทั่วตึก สวยงามมากครับ

เนื่องจากถ้าเราจะเดินทางใกล้ที่สุด ต้องเดินเข้าไปในสถานี JR ทะลุไปด้านล่างเพื่อที่จะเข้าไปทานราเมน แต่จะเสียค่าปรับ 150 เยน เราเลยเดินอ้อมใต้ห้างที่เชื่อมกับใต้ดินเอาครับ ไกลมาก !!! ระหว่างทางเห็นมีที่จอดรถแบบหยอดเหรียญด้วยครับ คือใครจะจอดก็เสียเงินที่ตู้แทน ไม่ต้องมีคนเดินมาเก็บแปลกดีครับ อากาศหนาวๆ เห็นหลายคนบอกว่าซุปกระป๋องที่ญี่ปุ่นเนี่ย น่าสนใจ เราสั่งมาลองดู เป็นเหมือนซุปหัวหอม เค็ม หวานนิดๆ กลมกล่อมดีครับ

เดินอ้อมไกลมาก ! จนอาหารที่กินมาก่อนหน้านี้ย่อยไปหมดแล้ว ก็ถึงแล้ว Tokyo Ramen Street มีร้านราเมนหลากหลายรวมถึงมีการจัดอันดับว่าร้านไหนอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ให้เราเลือกด้วย แต่ป้ายชื่อร้านเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย เอาเป็นว่าตอนนี้หิวแล้ว ใช้วิธีการดูเมนูหน้าร้านเอาแล้วกัน ร้านไหนน่ากินก็ลองทานร้านนั้นแหละ

วันนี้ผมเลือกทานร้านนี้ครับ เห็นรูปราเมนหน้าร้านและจำนวนคนทานในร้านเยอะดี รสชาติคงไม่ธรรมดา พอมาถึงเราก็หยอดเหรียญหรือแบงค์ที่เครื่องหน้าร้าน เลือกเมนูที่ต้องการทาน จากนั้นนำตั๋วไปให้พนักงานในร้านได้เลยครับ สำหรับร้านนี้ไม้ต้องกลัวว่าจะกดผิดไม่ได้ทานราเมนอย่างที่อยากทาน เพราะที่ตู้มีภาษาอังกฤษจ้ารอดตายแล้ว

เข้ามาในร้านญี่ปุ่นแบบนี้วัฒนธรรมการเอาใจใส่พนักงานทำให้เราหลงรักได้ง่ายๆครับ (ต่างจากเกาหลีแบบลิบลับ) ตะโกนต้อนรับลั่นร้านเลย แถมที่นั่งที่เราเลือกนั้นจะมีตะกร้าผ้าสีดำเล็กๆให้เราได้วางกระเป๋าได้ด้วย ไม่ต้องวางไว้บนพื้น สามารถทานราเมนได้อย่างสบายใจ เครื่องปรุงบนโต๊ะก็มีให้ครบครับ พร้อมชาเขียวเหยือกใหญ่ไม่ต้องกลัวแห้งเหือด ยิ่งเดินมาไกลๆแบบนี้ได้รับการบริการที่ดีขนาดนี้ รู้สึกดีมากครับ

ผมสั่งเป็นทงคัตสึราเมน ราคาชมละ 980 เยน แฟนผมสั่ง เหมือนกันแต่ใส่เครื่องทุกอย่าง ราคา 1,030 เยน น้ำซุปกระดูกหมูรสเค็มนำ มัน แต่หอมกลิ่นน้ำมันหอมเจียว กลมกล่อม เส้นเหนียวนุ่ม ทานกับหมูชาชูรสหวานอ่อนๆ ย่างด้านนอกมาเกรียมกรอบนิดๆ อร่อยมากครับ ส่วนเกี๊ยวซ่าที่ร้านนี้ก็อร่อย ไส้หมูน้อย ผักเยอะ แต่ทานแล้วหวานฉ่ำสดชื่น เข้าใจแล้วว่าทำไมคนญี่ปุ่นมักจะสั่งเกี๊ยวซ่าหรือข้าวผัดมาทานคู่กับราเมน เหมือนทำให้อิ่มแล้วช่วยแก้เลี่ยนไปด้วยในตัว เพราะตัวซุปรสชาติหนักหน่วงมาก ได้เกี๊ยวซ่าไส้ผักหวานกรอบจิ้มน้ำจิ้มรสเปรี้ยวกลมกล่อมสักหน่อยอร่อยลงตัวครับ ราคาก็ไม่แพงมากจานละ 420 เยน มื้อนี้รวม 2,430 เยน ประมาณ 730 บาทไทยครับ ถามว่าแพงมั้ยก็แพงนะ แต่รสชาติแตกต่างกว่าที่ไทยอร่อยกว่ากันมาก และไม่ได้แพงกว่าร้านทั่วไปของที่นี่เท่าไหร่นัก

ทานเสร็จแล้วเดินออกมาจากสถานีโตเกียวไปไม่ไกลนักเพื่อจะไปทานซูชิแบบโอมากาเสะต่อที่ Manten Sushi โดยเราจองมาจากประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ระหว่างกำลังเดินไป 2 ข้างทางประดับด้วยไฟสวยงาม อากาศหนาวยิ่งกว่ากลางวัน แต่บรรยากาศสวยกว่าเยอะมาก ไฟดวงเล็กๆระยิบระยับตลอดการเดินทาง

มาถึงหน้าร้านแล้วก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าการจองร้านนี้ไม่ได้ง่าย แต่โชคดีของเราที่วันนี้มีคนยกเลิกคิวพอดี ร้านนี้เปิด 2 รอบตามแบบฉบับร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป 11.00 - 14.00 และ 17.00 -21.30 วันนี้รอบ 19.00 กำลังว่าง 2 ที่ ไม่รอช้า จองสิครับ ที่เว็บไซต์นี้ : https://bit.ly/2SfRHUY

เว็ปไซต์จะเป็นภาษาญี่ปุ่นแนะนำให้เปิดด้วย Chrome แล้วใช้วิธีการแปลเป็นภาษาไทยดูครับ จองได้ไม่ยาก แล้วจะได้รับ E-mail Confirm ตอบกลับมา เก็บไว้เพื่อแสดงสิทธิ์เข้าร้านในเวลาที่กำหนด

เมื่อเข้ามาถึงในร้านพนักงานก็จะสอบถามว่าเราจะดื่มอะไร ? แพ้อาหารอะไรบ้างไหม ? เป็นภาษาอังกฤษครับ เราบอกว่าจัดมาทุกอย่างเลย ชีวิตนี้ไม่มีคำว่า "แพ้" ครับ เขาก็ยิ้มนิดนึงแล้วเริ่มทำซูชิให้เราทันที โดยราคาคอร์สซูชิแบบโอมากาเสะที่ร้านนี้ราคาคนละ 6000 เยน (ไม่รวมภาษี 8%) คนละไม่ถึง 2,000 บาท ทานได้ทั้งหมด 28 เมนูแต่จ่ายแค่นี้ ในไทยไม่มีทางหาราคานี้ได้แน่นอน เดี๋ยวลองชิมดูครับว่ารสชาติจะดีแค่ไหนเชียว

พนักงานที่ร้านนี้มีแต่ชายฉกรรจ์ครับ เสียงดังขึงขัง วันนี้เครื่องดื่มผมสั่งเป็นชาเขียวเย็นธรรมดา เริ่มต้นด้วยเมนูแรก คาดว่าน่าจะเป็นซุปปลารสบางๆ มีความหอมเค็มกลมกล่อมตามแบบฉบับญี่ปุ่น เหมือนเป็นการเตรียมลิ้นให้พร้อมก่อนการรับรสชาติ โดยการทานซูชิที่นี่อย่ามัวแต่ละเลียดนะครับ เพราะเชพจะมองเราเวลาทานไปด้วย เราต้องทานไปให้หมดทีละอย่างแล้วอาหารจานต่อไปจะตามออกมา เพราะฉะนั้นต้องรีบถ่าย รีบกินครับ

ภาพต่อไปนี้ White balance อาจจะเหวี่ยงไปมา มีสีตรงบ้าง อมเหลืองบ้าง (ต้องรีบถ่ายรีบทานเพราะเชฟและลูกค้าคนอื่นรออยู่) ต้องขออภัยด้วยครับ เมนูที่ 2 เป็นเหมือนอาคามิหมักซอส ให้ความเค็มกลมกล่อมหอมกลิ่นยูสุบางๆ สดชื่นไร้กลิ่นคาวเลือด มีมันแทรกตามเนื้อเล็กน้อย อร่อยมากครับ เมนูที่ 3 เป็นปลาอะไรไม่ทราบ หมักซอสรสเค็มหวานอ่อนๆ นำไปเบิร์นไฟให้หนังกรอบเล็กน้อย ได้ความนุ่มของเนื้อปลา และความหอมกรอบของไขมันที่ถูกลนไฟ ได้สัมผัส 2 แบบในคำเดียว อร่อยมากครับ อย่างที่ 4 เป็นขิงดองวางไว้กองใหญ่ ทานได้เรื่อยๆเชฟคอยเติมให้ตลอดครับ อันที่ 5 นี่ตอนแรกนึกว่าปลาหมึก แต่เป็นเอนกาวะชิ้นหนาหั่นมาเป็นริ้วๆ มีความหวานกรอบ เค็มนิดๆ ไขมันค่อยๆทะลักมาในปากเรื่อยๆ ไม่เลี่ยนแบบลนไฟที่เคยทานมาก่อนหน้านี้ในไทย

เมนูที่ 6 เป็นสาหร่ายทะเลดอง มีความหวานเปรี้ยว เค็มอ่อนๆหอมกลิ่นสาหร่าย เสิร์ฟมาเย็นๆให้ความสดชื่น เมนูที่ 7 คือ หอยเป๋าฮื้อ ให้มาครึ่งตัวพร้อมตับ เป็นหอยต้มในสาเกรสหวาน เนื้อหอยกรอบแน่น ให้มาชิ้นใหญ่ ส่วนตับที่เสิร์ฟมาคู่กันมีความมัน หวานกลิ่นสาเกรสชาติตับเข้มข้นคล้ายกับตับไก่ที่ไม่มีกลิ่นสาบ อร่อยมาก ! เมนูที่ 8 เป็นไข่ตุ๋นเนื้อปู ที่เนื้อเนียนนุ่ม ด้านล่างใส่เนื้อปูหวานๆมาให้เต็มที่ เมนูที่ 9 เป็นซูชิปลาหมึกสด ที่ดูเหมือนจะใส่วาซาบิเยอะ แค่ไม่เผ็ดเลยสักนิด เพราะที่นี่ใช้วาซาบิสดฝานบดกันต้อหน้าให้เห็นแบบจะจะ หมึกเนื้อเหนียวหนึบ เคี้ยวอร่อย มีความหวานนิดๆ อีกอย่างข้าวซูชิของที่ร้านเป็นสีน้ำตาลอ่อนเหมือนปรุงรสมาแล้ว เข้ากับเนื้อสัตว์บนซูชิมาก

เมนูที่ 10 เต้าหู้ธรรมดา แต่รสชาติไม่ธรรมดาเลย เนื้อเบา นุ่ม ละเอียด แต่รสชาติเข้มข้นเหมือนกำลังทานน้ำเต้าหู้แบบหัวเข้มข้น แต่ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ เป็นความเย็นสดชื่นอร่อย ไม่ธรรมดาแล้ว เมนูที่ 11 ซูชิปลาแมคเคอเรล เนื้อสีแดงสลับชมพู หนังปลาอัดแน่นด้วยไขมันรสชาติเข้มข้น เนื้อปลาแน่น เคี้ยวสนุกมาก เมนูที่ 12 หน้าตาเหมือนผักบุ้ง แต่ไม่ใช่ มันคือส่วนหัวของต้นวาซาบิหมักเกลือ รสเค็มอ่อนๆ เคี้ยวแล้วได้กลิ่นฉุนวาซาบิบางๆ กรอบเย็นหอม สดชื่นมาก เป็นวัตถุดิบที่ไม่เคยทานมาก่อน รสชาติดีกว่าที่คิด เมนูที่ 13 ซูชิปลากระพงแดง เนื้อแน่น เคี้ยวสนุก ไขมันหอมเฉพาะตัว เป็นปลาราคาแพงแต่เสิร์ฟในราคาแค่นี้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ

เมนูที่ 14 หอยนางรมต้มเสิร์ฟแบบเย็นๆ รสชาติหวาน มัน ละลายในปาก มีความหอมโชยุนิดๆ เหมือนกำลังทานตับรสหอยนางรม อร่อยมาก ! เมนูที่ 15 หน้าตาคล้ายไชโป้ว พอชิมเข้าไปมันก็คือไชโป้วหวานนี่แหละ แต่หวานกำลังดีมีความเปรี้ยวนิดๆ พอสดชื่น เมนูที่ 16 เป็นซูชิเห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดเข็มทองโรยเกลือธรรมดา รสชาติก็ธรรมดา คำนี้เป็นคำที่ไม่ชอบที่สุด เหมือนทานเห็ดต้มในซุปสุกี้ที่ไม่ได้จิ้มน้ำจิ้มแล้วเอามาวางบนข้าวปรุงรสหวานๆทานพร้อมกัน เฉยๆสุดเลย เมนูที่ 17 ไชเท้าดองรสหวานเปรี้ยว มีความเย็นกรอบ เหมือนทานที่ร้านอาหารเกาหลี

เมนูที่ 18 เป็นซูชิทูน่าส่วนชูโทโร่ มีความหอม มัน นุ่มนวล แต่ชิ้นนี้เหมือนกับว่าติดพังพืดตรงท้องมานิดหน่อย ต้องออกแรงเคี้ยวนิดนึง แอบชอบส่วนอากามิเมนูที่ 2 มากกว่า เมนูที่ 19 ซูชิกุ้งหวาน ที่ใช้กุ้งหวานตัวจิ๋วมาทำเป็นหน้าซูชิ เวลาเคี้ยวเนื้อกุ้งหวานแทรกความนุ่มนวล หวานอ่อนๆไปทุกอนูของข้าวซูชิ อร่อยมาก ! เมนูที่ 20 ตอนแรกเชฟเอาข้าวเปล่ามาวางที่หน้าเรา คิดในใจอย่างนี้ต้อ Ikura มาแล้วล่ะ แล้วก็มาจริง จับราดลงบนข้าวสวย 2 ช้อนใหญ่ๆ เป็นข้าวหน้า ไข่ปลาแซลมอนที่ประเทศญี่ปุ่นเราสังเกตได้อย่างหนึ่งคือ เนื้อแน่น ลูกเล็ก เค็มอ่อนๆ เนื้อไข่มันราวกับกำลังกินไข่แดงเค็มผสมกลิ่นไขมันปลาแซลมอน ต่างจากไข่ปลาแซลมอนแตกตัวเป็นน้ำมันปลาแซลมอนรสเค็มโดดที่ประเทศไทยมาก ที่ประเทศญี่ปุ่นอร่อยกว่าเยอะเลย เมนูที่ 21 เป็นอัณฑะปลา ไม่แน่ใจว่าเป็นของปลาอะไร มาในซอนพอนสึ รสชาติหวานมัน ได้ความสดชื่นของพอนสึเข้ามาทำให้รสชาติลงตัว อร่อยมากครับ ใครมองว่าเป็นอาหารที่แปลก ลองทำใจให้สบายแล้วปิดตาชิมดูครับ เปิดโลกเลย อร่อยมัน หอมสดชื่นสุดๆ

เมนูที่ 22 เป็นเมนูราคาแพงอย่างมากิไข่หอยเม่น รสชาติหวาน มัน หอมกลิ่นน้ำทะเลอ่อนๆ เหมือนกำลังทานคัสตาร์ตกลิ่นน้ำทะเลที่หอมหวาน อร่อยมาก ! เมนูที่ 23 เป็นซุปหอยที่เบสของน้ำซุปเป็นเหมือนกับเมนูจานแรก เหมือนเพิ่มความหอมจากหอยและหวานสาเกอีกนิดเพิ่มขึ้นมา รสชาติธรรมดาครับ เมนูที่ 24 ซูชิอานาโกะ หรือปลาไหลทะเล เนื้อไม่มัน ไขมันไม่หนักหน่วงเท่าอูนาหงิ เนื้อปลาร่วนๆ มันอ่อนๆ ทานกับซอสรสหวาน หอมกลิ่นย่างเกรียมนิดๆ อร่อยดีครับ เมนูที่ 25 ซูชิโรลโทโร่สับ เป็นเนื้อปลาทูน่าสับปรุงรสผสมหอมใหญ่ ให้ความกรอบ หวาน มัน ก็อร่อยดีครับแต่รู้สึกไขมันเยอะ เลี่ยนไปหน่อย เมนูที่ 26 ตับปลา Monk Fish ต้มโชยุ เป็นตับปลาราคาแพงให้ทานในราคานี้เนี่ยนะ รสชาติมัน หอมหวานกลิ่นสาเกและโชยุ สมกับฉายาฟัวกราแห่งท้องทะเลเลยครับ รสชาติไม่ต่างกันเลย ต่างกันแค่ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนกากข้าวโพดแบบฟัวกรา ทำให้อร่อย มัน สดชื่นกว่า

เมนูที่ 27 คัมเปียวมากิแบบไม่ทานกับข้าว รสหวานกรอบ หอมโชยุอ่อนๆ เสิร์ฟมาเย็นๆ สดชื่นดีครับ และอย่างสุดท้ายเมนูที่ 28 ลูกพลับญี่ปุ่นเนื้อแน่น เย็นหวานกรอบ เป็นของหวานปิดท้ายมื้อแสนพิเศษนี้ครับ พอทานครบทุกอย่างแล้วทางร้านจะเสิร์ฟเครื่องดื่มอีกครั้ง รอบนี้ผมเลือกเป็นชาเขียวร้อนครับ จากนั้นไปจ่ายเงินกัน มื้อนี้ 2 คนค่าเสียหายอยู่ที่ 12,960 เยน คิดเป็นเงินไทย 3,888 บาท ถูกเกิ๊น ราคานี้หาทานที่ไทยได้กินแค่ไม่กี่คำเองครับ แต่ที่นี่จัดเต็มมาก มีทั้งเมนูที่รสชาติดี และรสชาติเฉยๆ แต่ส่วนใหญ่ออกไปทางดี และใช้วัตถุดิบที่ราคาแพงแต่จ่ายเพียงน้อยนิด ได้คิดเกือบทุกเมนูที่เป็น Highlight ของประเทศญี่ปุ่นด้วยราคาที่ไม่เจ็บตัวจนเกินไป ใครจะมาก็จองก่อนในเว็บไซต์ จากนั้นเดินทางมาได้ตามพิกัดนี้เลย : https://goo.gl/maps/xZWKYsNPjeG2

อิ่มแล้วก็กลับไปนอน ตอนนี้ใช้รถไฟใต้ดินที่ญี่ปุ่นคล่องละ เดินไปที่สถานี Hibiya H7 ไปลง Ginza H8 แล้วนั่งสายสีส้ม Ginza Line G9 ไปลง G16 Ueno เดินอีกหน่อยก็ถึงโรงแรมเราแล้ว มีชื่อว่า Ueno Hotel ที่ Reception มีที่ให้นั่งทำงาน รับประทานอาหาร บริการกาแฟสด น้ำร้อน ชาเขียว น้ำดื่ม ไมโครเวฟให้อุ่นอาหารพร้อม โรงแรมเล็กแต่สะอาดสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ก่อนอื่นเราไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ก่อนครับ

พอรับกระเป๋าแล้วจะได้รับคีย์การ์ดเข้าห้องมาเรียบร้อย ขึ้นลิฟต์มาก็ยังหนีไม่พ้นตู้กดเหรียญนี่กะว่าอยู่โรงแรมไม่ต้องออกไปซื้อของข้างนอกเลยนะ เปิดประตูห้องมาก็แค่เท่าที่เห็นนี้แหละ เล็กมาก เตียงคู่ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่นุ่มนอนสบาย หมอนเป็นแบบเม็ดฟูกนุ่ม ระบายอากาศเย็นๆ นอนสบายมาก มีที่แขวนเสื้อและวางกระเป๋าปลายเตียง ทีวีจอจิ๋ว ในตู้เย็นมีน้ำ 2 ขวด ไม่พอทานก็ลงไปกรอกด้านล่างฟรี มีอ่างล้างมือด้านนอก ถัดไปเป็นชักโครกแบบมีระบบล้างก้นอัตโนมัติ และห้องอาบน้ำที่น้ำแรงสุดๆ อาบน้ำสะใจมาก ก่อนอื่น รีบเก็บของแล้วรีบนอนเพราะพรุ่งนี้เรามีแผนจะไปดูภูเขาไฟฟูจิกัน โดยเราต้องไปขึ้นรถบัสที่ชินจูกุ ต้องนั่ง JR Line แบบเร่งด่วนกันแต่เช้ามืด

เช้าวันที่ 2 แห่งการเดินทาง ตื่นตั้งแต่ 04.30 ต่างคนต่างอาบน้ำแต่งตัว ออกจากโรงแรม 05.30 เตรียมขึ้นรถไฟให้ทันขบวน 06.04 ใช้บริการ JR สถานี Ueno ไปลงที่ Shinjuku ให้ทันก่อนเวลารถออก 06.45 เพื่อไป ฟูจิโกโกะ วิธีการซื้อตั๋วของ JR ก็เหมือนกับบ้านเรา สอดเงินหรือหยอดเหรียญ กดราคาของสถานีปลายทาง จากนั้นรับตั๋วแล้วเสียบ วิ่งไปตามชานชะลาที่เราต้องการไป สังเกตจากป้ายไฟเหมือนเดิม รีบหน่อยเดี๋ยวจะไม่ทัน !!!

ออกมาจากสถานีชินจูกุ รีบข้ามถนนขึ้นไปเลยที่ตึกฝั่งตรงข้าม ชั้น 4 จะมีป้ายบอกอยู่ว่าเป็นที่จอดรถทัวร์ด่วนออกนอกเมือง ขณะนี้ 06.30 แล้วรีบขยับน่องด่วนเลยจ้า เพราะตั๋วที่เราซื้อมากำหนดเวลาไว้แล้ว ใช้เที่ยวอื่นไม่ได้ตามเงื่อนไขที่บอกด้านล่างตั๋ว มีจุดขึ้นรถเพื่อไปภูเขาไฟฟูจิหลากหลายเส้นทางในโตเกียว ตรวจสอบสถานีรถบัส ราคา ตารางการเดินรถ และจองตั๋วล่วงหน้าที่นี่ https://bit.ly/2MtqWby

หน้าตาตั๋วที่เราซื้อมาจากประเทศไทย จะเป็นแค่กระดาษธรรมดาที่มี QR Code คนขับจะสแกนแล้วทำการบอกที่นั่งให้เรา ถ้าสงสัยว่าขึ้นคันไหน ไม่ต้องเลยครับ มีอยู่คันเดียวเวลานี้ แถมจะออกแล้วด้วย ถามคนขับแค่ว่า Fuji ? ก็เอาตั๋วให้แล้วขึ้นได้เลยครับ ต่อจากนี้ไป อย่าถามบรรยากาศข้างทาง เพราะเวลาที่นี่เดินเร็วกว่าไทย 2 ชม. นั่นหมายความว่า ถ้าเราตื่นที่นี่ 4.30 เท่ากับเวลาที่ไทยเวลานี้ 02.30 เหนื่อยมากครับขอหลับไปเลยละกัน คร่อก....

ตื่นขึ้นมาในตอนที่คนในรถกำลังแตกตื่น วันนี้ฟูจิซังปรากฏร่างให้เราเห็นแบบชัดเจนไร้เมฆบดบังเลย ซึ่งเราก็ไม่แปลกใจนักเพราะพยากรณ์อากาศที่นี่มันแม่นจนขนลุก ที่เราต้องมารอบเช้าเพราะพยากรณ์บอกว่า บ่ายจะมีเมฆ อ่ะเดี๋ยวลองมาดูกัน จุดจอดรถของรถบัสคันนี้จะมี 2 จุดนะครับ จุดแรกเป็นโรงแรม ไม่ต้องรีบลงแต่อย่างใด แต่เป็นจุดที่ใครมาพักโรงแรมนี้สามารถไปเที่ยวแบบไปกลับได้ด้วย จะได้ซึมซับบรรยากาศแบบเต็มๆ จุดที่เราต้องลงคือ Fujigoko ค่าโดยสารรถบัสคนละ 1,750 เยนครับ

มาถึงแล้ว สถานีรถบัส Fujigoko ตอนลงจากรถอย่าเผลอทิ้งตั๋วรถบัสเมื่อกี้นะครับ เพราะเมื่อถึงเวลาลงคนขับเขาจะเก็บตั๋วไปนั้นไปด้วย จะได้ไม่เสียเวลาตอนลงรถ มาถึงก็มองหาที่ซื้อตั๋วรสบัสไปเที่ยวรอบภูเขาไฟฟูจิ แล้วซื้อตรงไหน ? เดินเข้าไปในสถานีเจอแต่ร้านขายข้าว ซุปเปอร์มาร์เก็ต เดินมาอีก อ้าวที่นี่เป็นสถานีรถไฟด้วย มองมาทางขวามือ อยู่นี่เองบูธขายตั๋วรถบัสกับรถไฟใช้ที่เดียวกันครับ เดินวนหาอยู่ตั้งนาน เราก็เข้าไปซื้อตั๋วในห้องนี้กันเลย

ตั๋วที่สถานีนี้มีหลายแบบ ทั้งแบบเที่ยวเดียว ลงตามสถานี หรือตั๋วเรือพร้อมเคเบิลคาร์ ตอนแรกกะว่าจะเอาตั๋วรถบัสสายสีแดง เพราะเราดูมาแล้วว่าวันนี้จะเที่ยวแต่สีแดง พร้อมตั๋วขึ้นเรือและเคเบิลคาร์ เดชะกรรมวันนี้เคเบิลคาร์ปิดปรับปรุง (เสียใจ) เอาแต่ตั๋วรถบัสสายสีแดงมาอย่างเดียวก็ได้ ค่อยหาที่เที่ยวที่อื่นเอา โดยพนักงานขายตั๋วที่นี่ถึงแม่ว่าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็พยายามสื่อสารกับเราว่าวันนี้เคเบิลคาร์ปิดอยู่ตั้งนาน อ่ะ ซื้อตั๋วแล้ว ราคาคนละ 1,500 เยน ใช้ได้ 2 วันจ้า ใครอยากเที่ยวเก็บบรรยากาศภูเขาไฟฟูจิให้จุใจก็หาที่พักเลย เที่ยวได้ตลอดคุ้ม ! และถ้าใครอยากสัมผัสธรรมชาติของที่นี่แบบเต็มๆล่ะก็ ลองดูแผนที่เดินรถของที่นี่ดู กว้างใหญ่มาก แวะเที่ยวทั้งอาทิตย์ก็ยังไม่หมด ไม่เบื่อแน่นอน http://bus-th.fujikyu.co.jp/heritage-tour/detail/id/1/

เรามารถบัสเที่ยวแรกของวัน รถยังไม่ออกเลย ซื้อกาแฟจากตู้หยอดเหรียญเพิ่มพลังหน่อย เห็นหลายคนบอกว่ากาแฟยี่ห้อ Georgia อร่อยนักหนา เอามาลองคนละกระป๋อง สรุปรสชาติเหมือนกันเลย รสชาติกาแฟใสๆ ไม่หอมมาก ดื่มง่าย สูตรสีฟ้าเหมือนไม่ใส่นม ส่วนสีเหลืองมีความหอมนมเล็กน้อย เป็นกาแฟที่ทานง่ายดีครับ หวานน้อย ทานตอนอุ่นๆแบบนี้ มันได้แรงดีนัก เพราะที่นี่ลมแรงกว่าโตเกียวอีก พัดตัวทีหนาวสะท้านไปหมด

ตอนแรกก็หาอยู่ตั้งนานว่าตั๋วเราขึ้นสถานีไหนกันแน่ เพราะตรงนี้มี 3 สถานี ลองมองที่พื้นดู อ้าวตรงนี้เอง มายืนต่อคิวขึ้นรถเลย สักพักคุณเจ้าหน้าที่ก็เริ่มนำป้ายพลาสติกที่เขียนว่า Red Line มาวาง มองไปที่ป้ายรถเมลล์อ้าว วันนี้ไม่ปิดปรับปรุงทั้งวันนี่นา เปิดอีกทีตอน 14.30 น. แต่ก็ช่างเถอะเพราะเราจะต้องกลับโตเกียวเวลา 15.00 อีกอย่างพยากรณ์อากาศบอกว่าหลัง 13.00 ไปแล้ว เมฆครึ้ม ไม่ซื้อเพิ่มก็ได้ แค่ได้ดูรอบๆก็พอใจแล้ว

รถบัสมาแล้ว ! วิธีการขึ้นรถบัสของที่นี่คือ ขึ้นด้านหลัง ลงด้านหน้า จะลงสถนีไหนก็กดกริ่งก่อนลง ไม่งั้นเขาจะไม่จอด และก็ไม่ลืมที่จะไปกดโกโก้ร้อนกระป๋องมาลอง เหมือนทานนมหอมๆที่มีกลิ่นโกโก้เบาบาง แต่ก็อร่อยดีครับ

ด้วยความที่เราไม่รู้ดูข้อมูลท่องเที่ยวจากที่อื่นมา เดินลงสถานีที่ 5 ชีวิตเคว้งคว้างมาก "เนี่ยเขาบอกว่าลงสถานีนี้แล้วเดินขึ้นไปถ่ายรูปฟูจิซังบนสะพานอ่ะสวย" ไหนสวย ? แถมต้องเดินขึ้นสะพานไกลมาก และมีลมเย็นพัดตลอดทาง โอ้โหทรมานสุดๆ ต้องเดินข้ามมาป้ายรถเมล์สีแดงจุดที่ 13 เพื่อมาถ่ายรูปแทน สวยมาก ถ้ามีดอกซากุระนะ ตอนนี้มีแต่กิ่งไม้แห้งๆ แต่ลองจินตนาการดูว่าถ้ามาช่วงฤดูใบไม่ผลิ ตรงนี้จะสวยงามอลังการขนาดไหน ?

ระหว่างทางเดินย้อนกลับเพื่อไปขึ้นรถบัสป้ายสีแดงสถานีที่ 12 ก็พบกับสิ่งที่น่าสนใจคือ ฝาท่อของเมืองนี้ เป็นรูปสะพานที่เราเดินผ่านมา มีภูเขาไฟฟูจิอยู่ด้านล่าง สวยงามมาก อีกอย่างที่เราเจอคือคุณแมวญี่ปุ่น ตัวอ้วน ขนแน่น แถมไม่กลัวนักท่องเที่ยวเลย จ้ำม่ำน่ารักมาก ใครทาสแมวต้องใจละลายแน่นอน

บริเวณป้ายรถบัสสถานีที่ 12 มีโรงแรมและออนเซ็นล้อมรอบบริเวณนี้อยู่เยอะเลย ลองจินตนาการว่าตื่นเช้าขึ้นมา เจอภูเขาไฟฟูจิสวยๆ หรือแช่ออนเซ็นร้อนๆ พร้อมมองฟูจิซังแบบเพลิดเพลิน มีทั้งราคาถูกและแพง เลือกได้ครับ

จากนั้นเรานั่งรถเมล์มาที่สถานีสุดท้ายของเส้นทางรสบัสสายสีแดง เป็นจุดถ่ายรูปภูเขาไฟฟูจิที่ได้รับความนิยมที่สุด เพราะจะมีสวน และต้นดอกหญ้าช่วยทำให้ฟูจิซังสวยยิ่งขึ้น รวมถึงมีร้านขายของฝากและของที่ระลึกด้วย ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศให้จุใจ จากนั้นเราจะเข้าไปดูกันครับว่าในร้านค้านี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?

ของที่ระลึกด้านในร้าน มักจะเกี่ยวข้องกับภูเขาไฟฟูจิ และมีขนมกล่องที่น่าสนใจหลายอย่าง ถ้าเห็นของที่ถูกใจรีบซื้อทันที เพราะเท่าสังเกตขนมที่ญี่ปุ่นนี่ไม่มีที่ไหนซ้ำกันเลย อยากลองแล้วอย่าสงสัย ซื้อไปก่อน ไม่อร่อยก็จำไว้คราวหลังไม่ต้องซื้อ ต่อไปเราจะไปสถานีที่ 15 Kawaguchiko Music Forest Museum เดี๋ยวเราจะบอกว่าที่นี่มันพิเศษอย่างไร ? แต่ตอนนี้ขอกดตู้ทานนมพุดดิ้งร้อนก่อน หวานอ่อนๆหอมกลิ่นพุดดิ้งและคาราเมล อร่อยดีครีบ

มาถึงแล้ว !!! แต่ว่าที่นี่มีอะไรอ่ะ ? ป่าดนตรี ? แล้วจะฟังรู้เรื่องหรอ ? เอาน่ามาแล้วลองเข้าไปดู ด้านในนี้เป็นเหมือนหมู่บ้านยุโรปให้ถ่ายรูปสวยๆ พร้อมโชว์การแสดงดนตรีสดตลอดทั้งวัน จะน่าสนใจแค่ไหนเข้าไปชมกันครับ

ราคาค่าเข้าคนละ 1,500 เยน สามารถดูโชว์ดนตรีได้ตลอดทั้งวัน โดยเราสามารถเลือกได้ว่า จะซื้อแค่ตั๋วค่าเข้าอย่างเดียว หรือว่าจะซื้อพร้อมอาหารราคาสุดคุ้ม (เฉพาะช่วงเวลาเที่ยง) แต่ว่าเรามีแพลนว่าจะไปทานอาหารญี่ปุ่นร้านอื่นแทน เพราะอาหารที่นี่เป็นสไตล์ยุโรป ก็มาเที่ยวญี่ปุ่นอ่ะเนอะ ยังไงก็อยากทานอาหารญี่ปุ่นมากกว่า ค่าตั๋วนี้จะได้ตารางโชว์แบบรายวัน เข้าดูได้ทุกรอบทุกการแสดงไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ด้วยบรรยากาศที่สวยงามขนาดนี้ ใครอยากเป็นเจ้าหญิง เจ้าชาย ที่นี่ก็มีชุดให้เช่าถ่ายรูปด้วย สามารถอยู่เที่ยวในนี้ได้ทั้งวันไม่เบื่อแน่นอน

บรรยากาศภายในเหมือนเป็นหมู่บ้านยุโรปเล็กๆ เดินแปปเดียวก็รอบแล้ว คาดว่าฤดูใบไม้ผลิที่นี่น่าจะสวยมาก มีร้านค้า ร้านอาหาร โรงละคร พิพิธภัณฑ์ดนตรี แต่ว่าตอนนี้มีโชว์นึงที่กำลังเล่นอยู่ เดี๋ยวเราเข้าไปดูกันดีกว่า

โชว์นี้เป็นการแสดงดนตรีสดประกอบรูปภาพ ตอนแรกนึกว่าคนจะน้อย อ้าวนั่งดูโชว์กันอยู่ที่นี่หมดเลย พอมานั่งดูได้แปปเดียว การแสดงจบซะแล้ว เมื่อเปิดไฟดูแล้ว ที่นี่เหมือนเป็น Hall กึ่งพิพิธพัณฑ์ให้เข้ามาเดินดูได้ด้วย

เดินออกมาด้านนอกเข้าไปดูของที่ร้านค้าของที่นี่ มีให้เลือกตั้งแต่ขนมที่มีขายพิเศษเฉพาะที่นี่ (ขนมที่นี่อร่อยมาก แถมมีให้ชิมก่อนด้วย) ของใช้และของฝากกระจุกกระจิกที่หาได้เฉพาะที่นี่ สาวๆน่าจะชอบกันอย่างแน่นอน

เดินช๊อปเสร็จแล้วก็ออกมาชมบรรยากาศด้านนอกก่อนโชว์ต่อไปจะเริ่มเวลา 11.50 มีจุดให้ถ่ายรูปฟูจิซังสวยๆ นั่งทานกาแฟร้อนๆ ชามบรรยากาศสวนชิลล์ๆที่นี่ก็น่าสนใจ แต่ว่าตอนนี้ไม่มีเวลา โชว์จะเริ่มแล้วครับ รีบไปดูก่อนเพราะเดี๋ยวไม่คุ้มค่าตั๋ว อีกอย่างเรามีแผนจะไปหาโรงแรมแช่ออนเซ็นชมฟูจิซังสวยๆกันต่อ ไปเร็ว !!!

เดินเข้ามาในตึกนี่มันเป็นพิพิธพัณฑ์ดนตรีผสมบ้านยุโรป ใครฝันอยากเป็นเจ้าหญิงเดินจากบันไดลงมาสวยๆ พร้อมชุดกระโปรงบานไสตล์ยุโรป มาถ่ายตรงนี้เลยครับ สวยถูกใจแน่ Hall การแสดงอยู่ที่ชั้น 2 วิ่งแล้วครับนาทีนี้

การแสดงโอเปร่าของที่นี่ ถึงแม้ว่าจะฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็ไม่น่าเบื่อเลย เป็นการร้องโอเปร่าภาษาญี่ปุ่นกับเครื่องดนตรีที่มีกลไกต่างๆ เป็นการแสดงผสมกับการให้ความรู้เครื่องดนตรีโบราณไปในตัว ประทับใจมาก ฟังไปขนลุกไป เสียงสูงแล้ว สูงอีก ใครเคยฟังเพลงโอเปร่าประกอบเกมสยองขวัญแบบ Dark Souls ประมาณนั้นเลยครับ แต่มีการขยี้อารมณ์ แสดงออกทางสีหน้า ถ้าใครไม่เข้าใจว่าร้องอะไรมีภาษาอังกฤษกำกับครับ แค่โชว์นี้ก็คุ้มราคาตั๋วแล้ว

ออกมาจากการแสดงเมื่อกี้ก็เที่ยงกว่าแล้ว หาข้าวทานกันดีกว่า เมื่อกี้นั่งรถผ่านก็เจอกับร้านนี้ ไม่ทราบว่าชื่ออะไร แต่อยู่สถานีรสบัสสีแดงหมายเลข 8 เพราะเป็น Onsen Town จะได้ทานข้าวแล้วหาโรงแรมแช่น้ำไปด้วยเลย

เป็นร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น มีทั้งโซนนั่งพื้นและโต๊ะนั่งสบาย พอมาถึงพนักงานก็จะถามว่าเป็นคนที่ไหน เราว่าคนไทย เขาก็หยิบเมนูภาษาไทยออกมาเลย แต่ว่าพนักงานร้านนี้คุยภาษาอังกฤษไม่เป็นนะครับ วิธีการสั่งอาหารคือ เราอ่านตามรูปเลย แล้วจะรับเมนูไหนก็ชี้บอกพนักงานเพื่อสั่งอาหารได้ทันที ส่วนน้ำดื่ม ชาเขียว ก็บริการตัวเองครับ

ตอนแรกสั่งมาแค่ 2 อย่าง ชุดเทมปุระโซบะ ราคา 1,200 เยน อร่อยมาก ! แป้งเทมปุระกรอบ กุ้งหวาน ผักและเห็ดก็หวาน ทานกับน้ำจิ้มเทมปุระกอมกลิ่นขิงมีความเค็มและหอมกว่าที่ไทย ส่วนโซบะเส้นเดียวนุ่ม น้ำซุปหอมปลาและโชยุ รสชาติกลมกล่อม แถมให้มาตั้ง 5 ถาด อร่อยจนต้องสั่งมาอีก 1 ชุดเลย ตามด้วยข้าวหน้าเนื้อไข่ออนเซ็น ราคา 1,000 เยน ให้เนื้อน้อยไปหน่อย แต่รสชาติอร่อยเค็มหวานนิดๆกลมกล่อมมาก เนื้อแทบไม่มีกลิ่นเลย ไขมันอร่อย เพิ่มความนุ่มนวลด่วยไข่ออนเซ็น และทานกับผักดองรสเค็มเปรี้ยว แปปเดียวหมดชาม แต่ไม่ประทับใจเท่าเทมปุระครับ อย่างท้ายในเมนูเขียนว่าหมูทอดตุ๋นในน้ำซุป 1,000 เยน คล้ายคัตสึโทจิบ้านเรา แต่น้ำซุปข้น กลมกล่อมกว่า สำหรับอาหารร้านนี้แพงครับ แต่ให้เยอะไป 2 คนกินกันคนละ 2 ชุด จนจนไทยโต๊ะข้างๆมอง (ก็มันอร่อยอ่ะ) เป็นอีกมื้อที่ประทับใจครับ ได้ประสบการณ์อาหารรสญี่ปุ่นแท้ๆ รสชาติไม่เหมือนไทยเลยแม้แต่น้อย ญี่ปุ่นแท้ๆจะหนักไปทางเค็ม บางร้านหวานนิดๆ กลมกล่อม มีกลิ่นหอม เหมือนเป็นเอกลักษณ์ของอาหารที่นี่เลยครับ

ขณะนี้เวลา 13.30 หันกลับไปมองที่ฟูจิซัง เมฆบังหมดแล้ว พยากรณ์อากาศแม่นเว่อร์ ไหนๆเราก็มาทานข้าวที่แหล่งโรงแรมตรงนี้แล้ว แช่ออนเซ็นไปเลยแล้วกันติดกับร้านข้าวมีโรงแรมชื่อว่า Hotel Mifujien เข้ามาตอนแรกนึกว่าโรงแรมร้าง ไม่มีใครอยู่ที่ Reception เลย เห็นมีกริ่งอยู่อันนึง ก็กดปิ๊ง บอกพนักงานโรงแรมเลยครับว่าอยากใช้บริการออนเซ็นของที่นี่ เขาก็จะให้เขียนชื่อ นามสกุล พร้อมขอพาสปอร์ตเหมือน Check in เลย แล้วก็จะเก็บค่าบริการคนละ 1,500 เยน จากนั้นเราก็สามารถขึ้นไปที่ชั้น 7 ของโรงแรมเพื่อใช้บริการออนเซ็นได้ทันทีครับ

เราได้ผ้าขนหนูมา 1 ชุด โดยพนักงานจะกำชับว่า ผืนเล็กโดนน้ำได้ ส่วนผืนใหญ่ห้ามโดนน้ำ และใช้งานเสร็จแล้วกรุณานำมาคืนที่ Reception ด้วย พร้อมกับกฎการใช้ห้องอาบน้ำเป็นภาษาอังกฤษ เข้าใจแล้วก็ขึ้นลิฟต์ไปที่ชั้น 5 จากนั้นเดินตามโถงยาวเพื่อขึ้นลิฟต์อีกตัวไปที่ชั้น 7 โดยห้องอาบน้ำของที่นี่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ห้องแยกหญิง - ชายชัดเจน สีน้ำเงินเป็นห้องผู้ชาย สีแดงเป็นห้องผู้หญิง ไปดูกันว่าออนเซ็นแบบญี่ปุ่นแท้ มีอะไรน่าสนใจบ้าง

เข้ามาในห้องเตรียมอาบน้ำ ชั้นวางเสื้อผ้าก็เป็นตะกร้าพร้อมป้ายรูปสัตว์ต่างๆแทนตัวเลข เราสามารถเปลือยในห้องนี้ได้หมดเลยครับ โชคดีหน่อยว่าวันนี้ไม่มีใครมาแช่ออนเซ็นที่นี่เลย เราจะได้ถ่ายรูปรีวิวได้อย่างเต็มที่ หันหลังกลับไปเป็นโต๊ะแต่งหน้าแต่งตัว บนโต๊ะมีไดร์เป่าผม Hair Toner มีดโกน หวี ไม้แคะหู น้ำยา Toner หลังการโกน เอาเป็นว่า อาบน้ำที่นี่เสร็จ เราสามารถออกไปแล้วหล่อเนี๊ยบได้ทันทีเลย มีครบทุกอย่างที่คุณต้องการ

เข้ามาในห้องอาบน้ำ วันนี้ไม่มีคนเลยแฮะ เงียบสงบสุดๆ ด้านในมีห้องอาบน้ำที่ถูกแบ่งออกเป็นสัดส่วน นั่งอาบสบายๆ น้ำไหลแรง ปรับร้อนเย็นได้ พร้อมผลิตภัณฑ์จาก Shiseido ทั้งสบู่ แชมพู ครีมนวดผม (ใช้แล้วผิวลื่น ผมลื่นดีมาก) บ่อออนเซ็นแยกเป็น 2 บ่อ Indoor และ Outdoor ตอนแรกกะว่าจะไปแช่บ่อด้านนอก ได้ชมบรรยากาศ พร้อมสูดอากาศเย็นๆ แช่น้ำอุ่นๆ แต่มันไม่อุ่นน่ะสิ ร้อนมาก ! เหมือนโดนลวกเลย เลยเข้ามาแช่ในบ่อด้านในแทน ก็ร้อนนะแต่พอทนไหว แช่ไปนานๆเลือดลมเริ่มเดิน หัวใจเต้นแรง เหงื่อออก เราหาข้อมูลมาก่อนหน้านี้ว่า คนที่ไม่เคยแช่มาก่อน ให้แช่ได้ไม่เกิน 30 นาที ไม่งั้นอาจเกิดอาการช๊อกได้ ใครรู้สึกว่าไม่ไหว รีบขึ้นจากสระนะครับ อย่ามัวแต่เสียดายเงินที่จ่ายไป เพราะที่ญี่ปุ่นก็มีคนตายเพราะแช่ออนเซ็นนานเกินไป ปีนึงหลายคนเหมือนกัน แช่ไปสักพักก็อาบน้ำ แต่งตัว โกนหนวด เป่าผม หวีผมให้เรียบร้อย นำผ้าขนหนูไปคืน ก็พร้อมเที่ยวต่อแล้วครับ

ขากลับ ใครรู้สึกว่าจะเป็นลม หน้ามืดหลังจากการแช่ออนเซ็น ที่โรงแรมมีบริการตู้ไอศครีมหรอดเหรียญนะครับ สามารถทานหลังแช่ออนเซ็นได้ทันที ออกมาหน้าโรงแรม ตอนนี้ 14.30 ฟูจิซังลาแล้ว เมฆปิดมิดเลย ได้เวลากลับโตเกียวกันแล้วครับ ก่อนกลับเราได้ยินเสียงหมาเห่า มองขึ้นไปเป็นบ้านคนมีชิบะตัวอ้วนกำลังเห่าอยู่น่ารักมาก

เดินทางกลับมาที่สถานีรถบัสสถานีแรก ซื้อตั๋วขากลับที่ห้องขายตั๋วห้องเดิม บอกพนักงานเขาด้วยนะครับว่าจะไปลงที่ไหน อย่างเราไปลงที่ชินจูกุราคาตั๋ว 1,750 เยนเหมือนเดิม รอสักพักรถมาแล้ว ก็ยื่นตั๋วให้คนขับดูเฉยๆ แล้วนั่งตามที่นั่งในตั๋ว ก็วาร์ป (หลับ) แปปเดียวก็ถึงชินจูกุที่เดิมที่เรามาแล้วครับ รถบัสที่นี่ขับนิ่มสบาย ถึงตามกำหนดเวลาเป๊ะมาก ตอนแรกนึกว่าจะไม่ทัน เพราะรถติดอยู่บนทางด่วน สักพักเหมือนมีเลนพิเศษจอดในสถานีตรงเวลาเฉย งงมาก การคำนวณเวลาถึงจุดหมายจะตรงอะไรขนาดนั้น ขาลงก็เอาตั๋วนี้ให้คนขับไปเลยเหมือนขามาครับ เดินทางไม่ยากเลย แต่ว่าตอนนี้เราไปทานซูชิบุฟเฟ่ต์ที่ไม่ไกลจากสถานีนี้กัน จะเป็นร้านไหนตามมาเลยครับ

ระหว่างทางเดินไปร้านซูชิ ตอนนี้เจ็บขามากจากการเดินเป็นเวลานาน แวะร้านขายยาซื้อแผ่นแปะแก้ปวดสักหน่อย เดินเข้ามาในร้านนี้ (จำไม่ได้ชื่อร้านว่าอะไร แต่มีสาขาที่ประเทศไทยด้วย) เดินเข้ามาก็พบกับ วิตามิน ของใช้ส่วนตัว อาหารเสริม มากมายหลายยี่ห้อ แต่พนักงานพูดภาษาจีนรัวใส่เราเลย เลยต้องบอกกลับไปว่า ไท่กั๋วๆ เขาเลยไปเรียกพนักงานอีกคนมาคุย Google Translate ให้ จนได้แผ่นแปะแก้ปวดแบบที่ดีที่สุด 7 แผ่น 1500 เยน (แพงมาก) แต่เขาบอกว่าอันนี้ดีสุดในญี่ปุ่นแล้ว จัดมา แปะทันที (ก็ช่วยได้เยอะนะ นำไปแปะก่อนนอน ตื่นเช้ามาหายปวดเลย แต่กาวไม่ค่อยเหนียวเท่าไหร่) พนักงานก็ Plus Sell อีกว่าถ้าซื้อครบ 5,000 เยน ทำ Tax Refund ได้นะ โดยพาขึ้นมาหลังร้านชั้น 3 เป็นร้านอีกร้านหนึ่ง แต่ของไม่เยอะเท่าร้านล่างเราเลยไม่ซื้ออะไรเพิ่มดีกว่า เพราะของที่คนอื่นฝากซื้อจากประเทศไทยร้านนี้มีไม่ครบ ค่อยไปซื้อที่ตึกม่วง หรือดองกี้เอา ถามว่าทำไมต้องมาที่ร้านนี้ตรงชั้น 3 ? เพราะระบบ Pos แบบไม่เสียภาษีของที่นี่แยกกัน ต้องใช้คนละตัว ระบบคืนภาษีของที่ญี่ปุ่นนี้ ใช้ระบบคืนในบิลทันที ไม่ต้องไปทำเรื่องที่สนามบินให้วุ่นวายแบบประเทศเกาหลี สะดวกดีครับ แต่ร้านนี้เราซื้อแค่แผ่นแปะแก้ปวดแผ่นเดียว เลยไม่ได้ใช้บริการร้านด้านบน เอาเป็นว่าเก็บรูปราคาสินค้าต่างๆมาฝากทุกคนแทนครับ

มาถึงแล้ว ร้าน Kizuna Sushi บุฟเฟ่ต์ซูชิแบบจัดเต็ม ราคาผู้ชาย 3,980 เยน และผู้หญิง 3,480 เยน ทานได้ทั้งหมด 48 เมนูไม่อั้นตลอด 2 ชม. ตอนนี้อาหารชุดเมื่อตอนเที่ยงย่อยหมดแล้ว เข้าไปจัดเต็มกันต่อเลยครับ

เข้ามาในร้านจะถูกแบ่งออกเป็น 2 โซน คือ A la Carte และ Buffet เข้ามาถึงก็บบอกพนักงานเลยว่า บุฟเฟ่ต์ 2 ที่ พนักงานก็จะบอกกติกาการสั่งของที่นี่ ค่อนข้างจะต้องคำนวณในการสั่งเล็กน้อย สั่งได้ไม่เกินครั้งละ 6 ชนิด และไม่เกิน 30 ชิ้นต่อ 1 รอบ สั่งได้ 1.30 นาที ส่วน 30 นาทีหลังต้องทานให้หมด โดยจะสั่งผ่าน Tablet ที่วางบนโต๊ะได้ทันที มีเมนูภาษาอังกฤษพร้อมรูปกำกับ ไม่ต้องกลัวว่าจะสั่งถูก มาพร้อมชาเขียวร้อน และขิงดอง แล้วก็พร้อมลุยแล้วครับ กดสั่งรัวๆเลย ตอนแรกเผลอสั่งเกินไป 1 คำ พนักงานจะเดินเข้ามาเตือนก่อน เขาบอกว่าถ้ากดอีกมันจะไม่ OK นะ ไม่รู้เหมือนกันว่าทางร้านจะลงโทษอย่างไร แต่เอาเป็นว่าเราสั่งระมัดระวังหน่อยละกัน

จานแรกเป็น Akami จับ Chutoro ข้าวที่นี่รถชาติเค็มนำ ไม่อร่อยเท่าร้านโอมากาเสะที่เราทานเมื่อคืนแม้แต่น้อย เนื้อปลาสดดีแต่ให้มาเบาบางไปนิด ก็ปลาราคาแพงนี่เนอะ ถ้าทานเอาคุ้มก็โอเคครับ ถ้าเอาอร่อยน่าจะผิดหวัง

หน้าตาซูชิที่นี่รสชาติใช้ได้ วัตถุดิบอยู่ในระดับโอเค ราคานี้มีไข่ปลาแซลมอน อูนิ เนื้อปูขนพร้อมมันปู โทโร่สับให้ทานด้วยก็คุ้มครับ พวกหน้าซูชิคุณภาพของร้านนี้ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่สาหร่ายที่ใช้ห่อข้าวเหนียวไปหน่อย ไม่กรอบอร่อยเท่าไหร่ ขอตัดคะแนนตรงนี้อีกนิดนึง

พวกอาหารทานเล่นอย่างไก่ทอดคาราเกะ อร่อยมากทอดมาร้อนๆ เหมือนปรุงรสมาด้วยสมุนไพรหอมๆ พร้อมทาน มะเขือเทศเย็นจิ้มมายองเนส อันนี้อร่อยมาก มะเขือเทศหวานฉ่ำเหมือนกำลังทานผลไม้หวานๆ เนื้อเนียนละเอียดเหมือนกำลังทานไอศครีมรสมะเขือเทศ ขนาดผมไม่ชอบทานมะเขือเทศยังชอบเลย นอกนั้นก็มีซุปมิโสะ พุงปลาแซลมอนย่าง เต้าหู้เย็นญี่ปุ่นนี่เฉยๆนะ เอาเป็นว่าซูชิที่นี่รสชาติใช้ได้ทุกหน้าเลย ยกเว้น หน้าไข่ปลาสีเหลืองๆนี่แหละ เหมือนเคี้ยวยางเหนียวๆ ไม่มีรสชาติ ไม่อร่อยเลย ปลาแซลมอนที่นี่เนื้อเหนียว ไม่แทรกมันสวยแบบที่เคยเห็นมาก่อนหน้านี้ นอกนั้นสั่งไปเถอะ รสชาติไม่แย่ อาจเป็นเพราะผมไม่ชอบทานข้าวรสเค็มนำแบบนี้ด้วยแหละ ทำเอาหน้าซูชิดีๆรสชาติเสียหมด สำหรับร้านนี้ผมให้ 3 ดาวครับ ใครชอบความคุ้ม เน้นทานเยอะ ได้ทานวัตถุดิบดีๆ ราคาไม่แพงมากนัก ก็เตรียมกระเพาะมาทานที่นี่เลย ตามลิงค์นี้ : https://goo.gl/maps/z8KN1ppoSVN2

มื้อนี้ทาน 2 คนหมดไป 8,598 เยน คิดเป็นเงินไทย 2580 บาท ราคานี้รวมภาษี 8% แล้ว เท่ากับว่ามื้อนี้เราทานคนละ 1,290 บาท ราคาไม่แพงนะ ได้ทานวัตถุดิบระดับนี้แบบไม่อั้นตลอด 2 ชม. วันนี้เราสั่งไปทั้งหมด 56 อย่าง จ่ายแค่นี้เองคุ้มแล้วล่ะ เป้าหมายต่อไปเราจะไปที่ 5 แยกชิบูญ่าเพื่อถ่ายรูปกันต่อ วิธีเดินทางก็ไม่ยากเดินไปขึ้นรถที่สถานี Shinjuku-sanchome F13 ไปลง F16 Shibuya เดินอีก 450 เมตรก็ถึงแล้ว 5 แยกชิบูญ่า

ระหว่างทางเดินไป ผ่าน 7-11 แวะซื้อนมสด กับโค้กพีช นมที่ญี่ปุ่นรสชาติเหมือนโฟร์โมสต์บ้านเราไม่มีผิด แต่จะมีกลิ่นนมที่หอมกว่าเล็กน้อย ส่วนโค้กพีชนี่อร่อยสุดๆ เป็นโค้กหอมกลิ่นพีช หวานซ่ากำลังดี อันนี้แหละจะเอากลับประเทศไทยให้ได้ เดี๋ยวค่อยซื้อของฝากกลับพรุ่งนี้ ถึง 5 แยกชิบูญ่าเราก็จะพบกับเจ้า "ฮาจิโกะ" คอยตอนรับเราอยู่ ถ่ายรูปพอเป็นพิธีว่าเราถึงแล้ว เดินข้ามถนนเพื่อไปถ่ายรูปแยกนี้บนจุดยอดนิยมใน Starbucks กันครับ

เดินเข้ามาก็สั่งกาแฟกับคุณบาร์ริสต้าสาวสวยสักแก้ว ก่อนจะขึ้นไปที่ชั้น 2 ที่มีคนรอถ่ายรูปกันอยู่เต็ม ไปยืนรอสักพักพอมีคนลุกต้องรีบเสียบทันที รสชาติกาแฟของ Starbucks ที่ญี่ปุ่นนี้ รสชาติไม่ต่างจากที่ไทยมากนัก แค่หวานน้อยกว่า เพราะคนที่นี่นิยมทานหวานน้อยกันนี่เนอะ ทานกาแฟแก้วนี้ให้หมด แล้วเรามาถ่ายรูปกันเลยดีกว่า

สมกับเป็นใจกลางเมืองอันแสนวุ่นวาย มุมนี้ทำให้เราเห็น 5 แยกชิบูญ่าได้อย่างชัดเจน ทั้งรถและคนที่เดินพลุกพล่านไปมา นักท่องเที่ยวบางคนก็มีหยุดกลางแยกเพื่อถ่ายกับฝูงชนจำนวนมาก และบางคนก็ดูตื่นเต้นมากกับการได้เดินผ่านแยกนี้ ซึ่งผมเฉยๆครับ มาถ่ายเก็บบรรยากาศแล้วไปเดินเล่นกันต่อดีกว่า ว่าแถวนี้มีอะไรบ้าง ?

เดินออกมาจาก Starbucks เลี้ยวขวา ก็จะเย็นย่าน Shopping ครับ วันนี้เราเที่ยวตาม Plan ครบหมดแล้ว เวลาต่อจากนี้ไปเป็นการสำรวจราคา แต่ตอนนี้ผมเจ็บเท้ามาก เพราะรองเท้าที่ใส่ไปกัดอย่างรุนแรง เพราะรุ่นที่ใส่มาเป็น Skechers รุ่นเก่า เดินจนยืด ขาดหมดแล้ว เพราะที่ประเทศไทยไม่มีรุ่นแบบผ้าขยายได้สำหรับคนเท้าแบน เลยลองว่างเข้าร้าน Skechers ที่นี่ เจอรุ่น Gowalk สำหรับเดินโดยเฉพาะ รุ่นใหม่ ไม่มีขายในไทย แถมมีเบอร์ 12 ด้วย ซื้อเลยครับ อันเก่าโยนทิ้งไปเลย เดินสบาย ไม่แสบเท้า เดินทนขึ้นเยอะเลยครับ ตั้งแต่ได้รองเท้านี้มา แถมราคาถูกกว่าที่ไทยเยอะมาก ราคา Skechers ในไทย ราคา 2,200 - 2,500 แต่ที่นี่ลดภาษี 8% เสร็จสรรพแล้ว ราคาประมาณ 1,800 ไทยเองครับ ถูกกว่าเยอะมาก แถมรุ่นใหม่ที่ซื้อมาไม่มีขายในไทย ใส่สบายสุดๆ ประทับใจครับ

เดินเล่นสักพักก็กลับครับ ยังไม่ซื้ออะไรเพิ่มเติม เพราะขี้เกียจแบกกลับ เดี๋ยวพรุ่งนี้เป็นวัน Shopping ก่อนกลับไทยแบบเต็มรูปแบบ ค่อยไปจัดเต็มทีหลัง แต่ระหว่างทางกลับ เราก็เจอ Seventeen Ice อีกแล้ว ตู้นี้เขียนว่า Special Selection ราคา 200 เยน หรือ 60 บาทไทย อ้าวกดสิครับ รออะไร เป็นไอศครีมรสคาราเมล หอมกลิ่นนม และให้ถั่วมาด้านในเยอะมาก สมราคา 60 บาทที่จ่ายไป รสชาติเข้มข้นแตกต่างกว่าที่ไทยเยอะเลย ขากลับเราก็นั่งรถไฟใต้ดินกลับเช่นเคย เพราะฟรีจากสถานี Shibuya G1 ก็ไปลง G16 Ueno เลยสะดวกมาก

ระหว่างทางที่จะกลับ Ueno Hotel ก็พบกับร้านนี้ Nadai fujisoba เป็นร้านขายโซบะพร้อมอาหารชุดราคาถูก แถมเปิดตลอด 24 ชั่วโมงอีกด้วย น่าสนใจมาก ดูแล้วร้านนี้น่าจะได้รับความนิยม เพราะเห็นมีสาขาอยู่ทั่วไปในโตเกียว จะเดินผ่านก็เสียดาย เพราดูแล้วร้านนี้จะเป็นที่พึ่งของเหล่าคน Office ญี่ปุ่นที่เพิ่งเลิกงาน คนญี่ปุ่นทำงานโหดมากอ่ะ ตอนนี้จะ 23.00 แล้ว บางคนเพิ่งเลิกงานออกมาหาอะไรทานก่อนเข้าบ้าน อ่ะถึงจะอิ่มแต่ก็อยากลอง เพราะอาหารชุดที่นี่ราคาไม่ถึง 1,000 เยน สั่งมาลองชิมก่อนเข้าโรงแรมก็แล้วกัน กินไม่หมดยังดีกว่าไม่ได้กิน

เดินเข้ามาถึงก็จะพบเครื่องกดเหรียญ เห็นที่ร้านติดป้ายว่ามีเมนูภาษาอังกฤษให้ดูด้วย แต่ว่าเรามีเซ็ตเมนูในใจแล้วก็หยอดเงินแล้วกดเมนูที่ต้องการทานได้เลย พอได้ตั๋วมาก็นำไปยื่นให้พ่อครัว ถ้าอยากทานเบียร์หรือเทมปุระเพิ่มเติมก็จ่ายเงินเพิ่มครับ น้ำดื่มต่างๆก็บริการตัวเอง รอรับอาหารที่หน้าเค้าท์เตอร์แล้วก็มานั่งทานได้เลย เหมือนที่ Marugame Seimen บ้านเราไม่มีผิด แต่เปลี่ยนจากร้านอุด้งเป็นโซบะแทนแค่นั้นเอง

มาแล้วเซ็ตโซบะร้อน พร้อมข้าวหน้าหมูทอด ราคาแค่ 790 เยนครับ แถมลองซื้อเทมปุระผักรวมมาอีก 1 ชิ้น (110 เยน) ทานคนเดียวมีจุกแน่นอน วันนี้ผมเลยแบ่งทานกัน 2 คน โดยข้าวหน้าหมูทอดที่ญี่ปุ่นรสชาติคล้ายๆไทย แต่จะหวานน้อยและหนักเค็มมากกว่า โซบะร้อนเส้นเหนียวนุ่ม หอมสาหร่ายและปลาโอ อากาศหนาวๆแบบนี้โซบะร้อนนี้ดีต่อใจมากครับ ส่วนเทมปุระผักรวมเหมือนทิ้งไว้นาน เหนียวไปหน่อย เอาไว้ทานกับซุปโซบะก็รสชาติใช้ได้ครับ ปิดท้ายด้วยน้ำข้าวญี่ปุ่น เหมือนน้ำข้าวต้มร้อนๆ ทานแล้วอบอุ่นดีครับ อิ่มแล้วก็เดินกลับที่พักกันเถอะ

นี่สรุปพวกแกอิ่มกันจริงมั้ยเนี่ย ? พอมาเจอตู้หยอเหรียญแบบนี้แพ้ทุกที มีราคาพิเศษด้วย ทั้งตู้ราคาแค่ 100 เยน แบบนี้ต้องลองสักหน่อย กดมาเป็นนมสตรอเบอรี่ราคา 100 เยน รสชาติเหมือนนมสตรอเบอรี่โฟร์โมต์ที่ไทยเปี๊ยบ แถมราคา 30 บาทไทย รสชาติแบบนี้ทานโฟร์โมตส์เหมือนเดิมก็ได้ ราคาถูกกว่าด้วยนะเนี่ย ต่อจากนี้คือนอนจริงๆแล้วครับ คืนนี้ขอนอนแบบตื่นสายสักหน่อย เพราะเราไม่มีแผนไปเที่ยวไหนแล้ว นอกจากกินและช็อปเท่านั้น เคยมีคนบอกเราไว้ว่า "ญี่ปุ่นไม่น่าช๊อปหรอก ไปช๊อปที่เกาหลีแทนดีกว่า" ประโยคนี้จะจริงไหม ติดตามครับ

เช้านี้ตื่นขึ้นมาเวลา 8.00 น. อาบน้ำ แต่งตัว เก็บของและ Check Out ออกจาก Ueno Hotel เพื่อย้ายโรงแรมมาพักที่ Kinuya Hotel อยู่ตรงข้ามกับสถานีรถไฟ SkyLiner ตรง Ueno แบบว่าข้ามถนนก็ถึงแล้ว เช้านี้อากาศไม่หนาวมาก 6 องศาเซลเซียส ทำการฝากกระเป๋าไว้ที่ Reception แล้วออกไปเที่ยวกันได้เลย สบายใจแล้ว

วันนี้อาหารเช้าของเราเป็นร้านนี้ครับ ซูชิหน้าล้น เอากระเป๋าไปเก็บเสร็จก็ตรงดิ่งมาที่ร้านนี้เลย เพราะว่าคนกำลังเริ่มต่อคิวกันแล้ว วันนี้ผมมาเร็วหน่อยได้เป็นคิวที่ 4 พิกัดร้าน https://goo.gl/maps/3DZu6BpeWXC2 ร้านเปิดเวลา 10.30 น. ครับ ร้านนี้มีดีตรงที่ซูชิหน้าล้นราคาแสนถูก จะถูกแล้วอร่อยไหม มาทานพร้อมกันครับ

เปิดร้านมาปุ๊บเราก็เข้ามานั่งเลย โดยราคาอาหารที่ร้านนี้จะคิดราคาตามจานที่เราทานเข้าไป จานสีไหนราคาเท่ไหร่ก็ดูด้วยนะครับ นี่หยิบเพลินไปหลายจานจนงบบานปลายเยอะเลย เพราะราคาที่เห็นนี่ยังไม่รวมภาษี 8% นะจ๊ะ นั่งได้แปปเดียวลูกค้าก็เข้ามาเต็มร้านแล้ว อยากทานอะไรก็หยิบจากสายพาน หรือสั่งจากเชฟได้ทันทีครับ

บนโต๊ะก็มีตะเกียบ ไม้จิ้มฟัน ขิงดอง โชยุ ผงชาเขียว และน้ำร้อนให้บริการตัวเอง เตรียมทุกอย่างให้พร้อม !!!

ของเด็ดที่นี่คือ มากุโร่หน้าล้น ราคาเพียงแค่ 100 เยน เท่านั้น นอกนั้นก็คิดตามราคาและสีของจาน ราคาไม่แพงมากนัก แถมยังมีเมนูที่หลากหลาย มาร้านเดียวได้ทานหลายอย่างราคาไม่แพง ส่วนคุณภาพนั้นลองชิมกันเลย

จานแรกเป็นมากุโร่หน้าล้น เป็นทูน่าส่วน Akami ของเด็ดของที่ร้านให้เยอะ คำโต คุณภาพคุ้มค่าเกินราคา ทูน่าสดรสเข้มข้นไม่มีกลิ่นคาวเลือด อร่อยมาก จานที่ 2 ซูชิปลาหมึกหนึบหวาน ใส่ขิงด้านบนเล็กน้อยให้ความหอมแปลกใหม่ จานที่ 3 เป็นกุ้งต้มตัวหน้า เนื้อดูฉ่ำไม่ได้แห้งบางเหมือนที่ไทย จานที่ 4 เป็นเอนกาวะหน้าล้น แต่รสชาติไม่ค่อยอร่อย เหมือนกำลังเคี้ยวเอนกาวะที่ไขมันไม่ค่อยหอมมัน ก็ทานได้แค่ไม่ค่อยมีรสชาติครับ

จานต่อมาเป็นซูชิปูอัดไข่ปลาแซลมอนหน้าล้น เป็นปูอัดปรุงรสแบบยำเปรี้ยวนิดๆ ทานกับข้าวซูชิ อร่อยดีครับ ตามมาด้วยซูชิปลาแซลมอน และซูชิหน้าปลาแซลมอนรวม ปลาแซลมอนที่ญี่ปุ่นเนื้อไม่ฉ่ำไขมันแบบที่บ้านเรา เนื้อมีความกระชับ ไขมันกำลังดี แต่กลิ่นหอมไม่ค่อยมี เอามาย่างต้นหอม หรือย่างมิโสะบนหน้าซูชิก็อร่อยไปอีกแบบครับ

รอบต่อไปนี้เป็นการสั่งแบบรัวๆ ซูชิหน้าหอยเชลล์ญี่ปุ่น ตัวใสรสหวานแต่เนื้อไม่นุ่มเนียนเท่าไหร่ ซูชิหน้าโทโร่สับ คือปลามากุโร่สับละเอียดปรุงรสทานกับต้นหอม มันเลี่ยนมาก รู้สึกเหมือนกำลังทานไขมันก้อนหยึยๆแต่พอมีต้นหอมญี่ปุ่นมาเพิ่ม ทำให้พอทานได้ ซูชิหน้าไข่ปลาแซลมอน ก็อร่อยได้มาตรฐานครับ แต่ยังไงก็สู้ที่เราไปทานที่โอมากาเสะทริปนี้ไม่ได้อยู่ดี ส่วนอันนี้เด็ดสุด ซูชิหน้าโอโทโร่ แค่ 660 เยน ถูกมาก ราคานี้ทานทานในไทยไม่ได้แน่นอน เนื้อนุ่มเนียน ไขมันหวานหอม พอเคี้ยวแล้วเนื้อปลาคลุกกับข้าวในปาก แปปเดียวก็หายวับไป อร่อยมากครับ !

จานต่อมาเป็นซูชิมันปูราดด้วยเยลลี่โชยุ รสมันเค็ม หอมกลิ่นมันปูขึ้นจมูกดีครับ จานต่อมาเป็นซูชิกุ้งหวาน กุ้งสด และกุ้งโบตั๋นในจานเดียวกัน ได้สัมผัสรสชาติของกุ้งหลากแบบในจานเดียว เมนูต่อมาเป็นมากุโร่สับหน้าออโวคาโดมายองเนส คล้ายมากุโร่หน้าล้นแต่เพิ่มความหวานมันจากมายองเนสและอโวคาโดทำให้รสชาติกลมกล่อมมากขึ้น ตามด้วยซูชิหน้าหอยเม่นหรืออูนิ รสหวานมัน กลิ่นน้ำทะเลอ่อนๆ แต่หวานสดชื่นไม่เท่าร้านโอมากาเสะร้านแรกอยู่ดี

เข้าสู่โค้งสุดท้ายแล้ว แฟนบอกว่าอยากทานอะไรก็สั่งมาเสียเวลาสั่งๆส่องๆมาจะชม.แล้ว เลยสั่งเป็นชุดมากุโร่รวม จูโทโร่และโอโทโร่ อย่างละจานรสชาติความเข้มข้นก็ขึ้นไปตามลำดับไขมัน แต่โอโทโร่รอบนี้ติดเอ็นทานไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่ สู้ชิ้นเมื่อกี้ไม่ได้เลย ตามด้วยซูชิหน้าปลาซาบะดอง รสเปรี้ยวนวล ไขมันหอมเข้มข้น อร่อยมาก !

จานนี้เห็นว่าเป็นปลาพิเศษประจำเดือน เพราะมีป้ายใหญ่โตที่ดูพิเศษน่าสนใจเลยสั่งมา 1 จาน ไม่อร่อยเลย เนื้อปลาเลื่อมๆมันๆ ชิ้นโตๆ กัไปไม่เจอเนื้อ เจอแต่ไขมันล้วนๆ มันยิ่งกว่ามากุโร่ ให้ความรู้สึกเหมือนกำลังเคี้ยวงู กลายเป็นว่าคายทิ้ง ไม่อร่อยเลย จานต่อไปเป็นปลาไหลทะเลหน้าล้นราดซอส อร่อยมาก ซอสหวาน รสชาติปลาไหลหอมบางๆพอสดชื่น ให้มาล้นหน้าแบบนี้เคี้ยวเต็มปากสะใจมาก ตามด้วยมากุโร่หน้าล้นแต่รอบนี้มีเหมือนชิ้นมันปลามาด้วย อร่อยไปอีกแบบ ปิดท้ายด้วยข้าวปั้นหน้าทูน่ามายองเนส และบ๊วย ทูน่าเฉยๆ แต่บ๊วยเค็มหอมขึ้นจมูกมาก ไม่เคยกินบ๊วยดองรสชาติแบบนี้มาก่อน หอมสดชื่น เข้าใจแล้วว่าทำไมคนญี่ปุ่นชอบทานบ๊วยกับข้าว ดีอย่างนี้นี่เอง

มื้อนี้ทานไปทั้งหมด 23 จาน คิดเป็นเงิน 7,550 เยน รวมภาษี 8% เป็น 8,154 เยน คิดเป็นเงินไทย 2446 บาท มื้อนี้ทานไปคนละ 1,223 บาท ก็ไม่แปลกใจหรอกเล่นสั่งไม่ยั้งขนาดนั้น จนคนญี่ปุ่นที่นั่งใกล้ๆมองแล้วมากอีก คงคิดในใจ 2 คนนี้จะกินอะไรนักหนา ? เอาเถอะครับถือว่าเปิดประสบการณ์ เพราะถ้าเทียบกับคุณภาพ และรสชาติของวัตถุดิบที่ได้แล้ว ยังไงร้านนี้ก็ยังคุ้มอยู่ดี ใครที่พักแถว Ueno ลองมาชิมดูครับ ไม่ผิดหวังแน่นอน

เนื่องจากแผนการ Shopping ของเราวันนี้มีเยอะมาก เราก็จะเดินแถวนี้แหละที่ตลาด Ameyoko ย่าน Ueno มีสินค้าให้เลือกมากมาย ทั้งผลไม้ราคาถูกมาก ราคานี้หาไม่ได้ที่ซุปเปอร์มาร์เก็ตบ้านเราแน่นอน อาหารทะเลราคาไม่แพง น้ำหอมแบรนด์ราคาสุดคุ้มและร้านของเล่นผู้ใหญ่หลากประเภทที่บอกเลยว่า ราคาถูกกว่าที่ไทย และที่ขายใน Lazada เยอะมาก อยากได้อะไรตลาดนี้มีครบหมดแน่นอน จะได้ไม่ต้องแบกของเดินไกลกว่าจะถึงโรงแรม

พวกขนม อาหาร สินค้าแฟชั่นพวกรองเท้ากระเป๋า ราคาถูกมาก !!! แต่อย่าเพิ่งรีบซื้อต้องคัดกรองร้านดีๆ เพราะอะไรที่ถูกเกินไปไม่ใช่ว่าจะเป็นของแท้เสมอไป บางคนอาจจะเถียงว่าญี่ปุ่นไม่มีของปลอม ตอนแรกก็คิดแบบนั้นแหละครับ จนมาเปิดดูรายการสุโก้ยเจแปน ตอนนี้ : https://bit.ly/2Dh1lfw นาทีที่ 12.20 แม้แต่คนญี่ปุ่นอย่างฮิโระซังยังบอกเลยว่า มีของที่ไม่แท้ปะปนอยู่ ก็ระวังกันด้วยนะครับ วันนี้มีออเดอร์กระเป๋า Anello เยอะมาก มีหลายรูปแบบ บางร้านก็ราคาถูกจนน่ากลัว เราขอข้ามมาที่ร้านนี้ดีกว่า MAGAZINES ถามว่าทำไมต้องที่นี่ เพราะราคาไม่ถูกจนเกินไป มีกระเป๋า Anello หลากหลายรูปแบบ อีกทั้งหน้าร้านมีสินค้าใหม่ล่าสุดของ Anello วางจำหน่ายตรงกับที่สนามบิน แถมยังลด 10% ทั้งร้าน(แค่รีวิวในFB) Free Tax แล้วบางรุ่นยังลดหนักถึง 20 % ร้านดูแล้วน่าเชื่อถือคะแนนรีวิวใน Google ค่อนข้างสูงและไปในทิศทางที่ดี เราจึงเลือกซื้อที่ร้านนี้ครับ ได้ของที่ถูกใจแล้ว เราไปช็อปปิ้งที่อื่นกันต่อครับ พิกัดร้าน MAGAZINES Ueno : https://goo.gl/maps/BPdefKLkt912

ต่อมาเดินมากันที่ Uniqlo สาขา Ueno เป้าหมายของเราวันนี้คือเสื้อ Heat Tech เพราะว่าราคาถูกกว่าประเทศไทย พอเหล่าเพื่อนๆได้ยินว่ามาก็ฝากซื้อกันเป็นว่าเล่น ราคาไม่แพงครับเริ่มต้นที่ 790 เยน สำหรับ Heat Tech ธรรมดา ไปจนถึง Ultra Heat Tech ราคา 1,990 เยน สุดท้ายนี้ขอถ่ายรูปคนญี่ปุ่นใช้กระเป๋า Anello มาให้ชมกันด้วยนะครับ คนญี่ปุ่นใช้เยอะมาก ก็อย่างว่า ราคาไม่แพง ใครๆก็อยากใช้เนอะ ได้ของครบแล้วไปต่อเลย

เดินผ่านร้านปาจิงโกะของญี่ปุ่น น่าลองเล่นนะ แต่บุหรี่เหม็นมาก ด้านในเปิดฮีตเตอร์ร้อนๆ เคล้ากลิ่นบุหรี่ ทำให้ไม่อยากเล่นไปโดยปริยาย แถมวิธีการเล่นก็ไม่เข้าใจอีก เห็นว่าต้องเอากระเป๋าไปฝาก และแลกเงินเพื่อเอาลูกเหล็กปาจิงโกะมาเล่น แต่หาที่เก็บกระเป๋าไม่เจอจริงๆ แล้วก็หาที่หยอดเงินไม่เจอด้วย เดินออกจากร้านแบบงงๆ

เป้าหมายถัดไปของเราคือตึกม่วง ก็สีม่วงจริงๆเห็นแต่ไกลเลย แต่ก่อนอื่นเราเอาของที่ซื้อมาฝากไว้ที่ Locker ก่อน เพราะตอนนี้ของเยอะเต็มมือไปหมดแล้ว หยอดไปเลย 300 เยน เอาของใส่ไปในตู้แล้วดึงกุญแจออกก็พร้อมลุยต่อแล้วจ้า โดยเครื่องฝากของแบบนี้มีบริการอยู่ทั่วญี่ปุ่น สะดวกดีครับ ฝากไว้ก่อนจะได้ไม่ต้องแบกไปมา

แวะเติมพลังกันก่อนที่ตู้กดน้ำดื่ม อันนี้เป็นเหมือนน้ำอัดลมรสเชอรี่แบบกระป๋อง ไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ครับ เดินเข้าไปใน Family Mart ซื้อแซนวิชสตรอเบอรี่ อร่อยดีครับ แป้งนิ่ม ครีมหอม ตัดกับสตรอเบอรี่รสเปรี้ยว และตามด้วยอะไรสักอย่างเป็นแป้งเค้กหอด้วยครีม และด้านในเป็นกล้วยหอมทั้งลูก อร่อยมาก อิ่มละข้ามถนนไปตึกม่วงกัน

หลายคนอาจสงสัยว่าเจ้าตึกม่วงนี้คืออะไร มันคือห้างทาเคยะ มีขายทุกอย่างตั้งแต่ของกิน ของใช้ เสื้อผ้าแฟชั่น นาฬิกา เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสะอางต่างๆ เรียกได้ว่ามีทุกอย่างยิ่งกว่าเจ๊เล้งบ้านเราซะอีก อีกอย่างสินค้าที่นี่มักจะเป็นของที่คนญี่ปุ่นกินและใช้จริงๆ ทำให้ราคาไม่แพงมาก ที่เราเห็นตึกม่วงนี่เป็นแค่ส่วนหนึ่งนะ เพราะแถบนี้เรียกได้ว่าเป็นอาณาจักรห้างทาเคยะ มีหลายตึกเป็นของที่นี่หมดเลย รับรองว่าอยากได้อะไรมาที่นี่แหละครบและถูกสุดแล้ว

บอกตามตรงว่าพวกขนมถุงคิทแคทชาเขียว หรือของที่เขาฮิตกัน ไม่ได้เงินเราหรอกเนื่องจากว่าเราเป็นสายกินจะไปลงกับพวก ขนมกล่องญี่ปุ่นที่หาซื้อไม่ได้ที่ไทย มาที่นี่ลองสังเกตดูว่ามีขนมเดียวกับที่เราซื้อมาก่อนหน้าที่ภูเขาไฟฟูจิมั้ย สรุปว่า ไม่มีครับ รู้สึกดีละที่ซื้อมา ไม่มารอซื้อที่นี่ พวกเส้นโซบะ ซุปโซบะ อุด้ง ราเมนสำเร็จรูป น้ำจิ้มยากินิคุ พริกป่น 7 สี เครื่องแกงกะหรี่ญี่ปุ่น สาหร่าย ผงปรุงรสข้าวรสต่างๆ ราคาถูกกว่าที่ไทยอย่างน้อย 1 เท่า ซุปมิโสะเจ้าดังที่ซื้อฝากกลับประเทศไทยกันไปที่รสชาติไม่ค่อยอร่อย ที่นี่ก็มีขายนะ ถุงเบ้อเริ่มคิดเป็นเงินไทย 50 บาทเอง มิน่าล่ะซื้อมาฝากกันจัง ที่นี่เหมือนสวรรค์เลยครับ พวกของกิน ของใช้ เครื่องครัวราคาถูก มาซื้อที่นี่รวดเดียวเตรียมอัดใส่กระเป๋าได้เลย ราคาถูกสะใจมาก หยิบไปยิ้มไปตลอดทาง เพราะที่ไทยของพวกนี้ราคาแพงทั้งนั้น

ได้สินค้าที่ถูกใจแล้ว ก็ออกไปคิดเงินด้านหลังห้างครับ ต้องเดินออกไปนอกตัวห้างด้านหลัง จะมีเค้าเตอร์ Tax Free อยู่ พิเศษใครที่ถือบัตรเครดิต JCB อยู่ล่ะก็ ที่นี่ลดเพิ่มอีก 10% นะครับ คุ้มค่าเว่อร์วัง มาญี่ปุ่นมีบัตรนี้ไว้สิทธิพิเศษเยอะกว่าคนอื่นเขา จะไม่เยอะกว่าได้ไง ก็นี่มันบัตรสัญชาติญี่ปุ่นนี่นา แฮปปี้ละวันนี้ได้ของทุกอย่างที่อยากได้ใครอยากจะมาซื้อของถูกๆแบบจัดเต็มแบบนี้ก็ตามมาได้เลยที่พิกัดนี้ https://goo.gl/maps/oVL7CCanf2B2

เดินกลับไปเอาของที่ตู้ล็อกเกอร์แบบเต็มไม้เต็มมือเรามีเป้าหมายต่อไปคือร้าน Onitsuka Tiger เดินผ่านร้านนี้มา 2 รอบละ เมื่อกี้คนเยอะมาก ตอนนี้ไม่มีคนลองสั่งชิมดูแล้วกัน เอาชุดเล็ก 14 ชิ้น 580 เยน สามารถเลือกคละกันได้ เป็นขนมแป้งสอดไส้ต่างๆรูปแพนด้า กลิ่นหอมอบอวลชวนกินมาก สั่งไปแล้วรอพนักงานหยิบใส่ถุงครับ

เปิดถุงมาลองชิมสั่งมา 2 ไส้ครับ เป็นไส้คาราเมลหอมๆหวานไปนิดสำหรับการเป็นขนมญี่ปุ่น และไส้สตรอเบอรี่ รสหวานอมเปรี้ยว แป้งนุ่มหอม ใช้ได้ครับแต่เทียบกับราคา 580 เยน(174 บาท) แล้ว ก็ไม่ถึงขั้นว่าแนะนำครับ

ระหว่างทางเดินนี่อุปสรรคเยอะจริงๆ เดินผ่านร้าน Gindago เป็นทาโกะยากิชื่อดังที่มีสาขาด้วยในประเทศไทย ได้ยินมาว่ารสชาติเหมือนที่ไทยไม่แตกต่างกัน เราไม่เชื่อ สั่งมาลอง 1 ถาด 8 ลูก 580 เยน คิดเป็นเงินไทย 174 บาท ตกลูกละ 21.75 บาท ถูกกว่าที่ไทย 4.25 บาท ถ้าจำไม่ผิดที่ไทย 10 ลูก 250 บาทมั้ง รสชาติทุกอย่างเหมือนกันเปี๊ยบยกเว้นอย่างเดียวคือ ปลาหมึกชิ้นใหญ่เต็มคำกว่า จากการได้ทาน Gindago สาขานี้แล้ว ทำให้เห็นว่าสาขาที่ประเทศไทยเอาใจใส่มาก รสชาติเหมือนกันทุกระเบียบนิ้ว ขอชื่นชมเลยครับ


เราเดินมาถึงร้าน Onitsuka Tiger แล้วครับอยู่ในห้างนี้ Parco_ya ตรง Ueno นี่แหละ แต่ตอนนี้ขอเข้าไปห้องน้ำก่อนนะครับ ตั้งแต่เช้ายังไม่ได้พักเข้าห้องน้ำเลย ส่วนใครที่อยากจะมาซื้อ Onitsuka Tiger ที่นี่ล่ะก็ มาตามได้เลยที่พิกัดนี้ครับ https://goo.gl/maps/z8TzyTy6qnN2 ร้านอยู่ที่ชั้น 1 เดินเข้าห้างมาก็เจอเลยหาไม่ยาก ตอนนี้เราต้องขึ้นไปเข้าห้องน้ำกันที่ชั้น 2 ของห้างก่อนครับ


เดินออกมาจากห้องน้ำ แฟนผมบอกว่า อยากกินเค้กร้านนี้ ตั้งอยู่ในห้าง Parco_ya ชั้น 2 นี่แหละ เค้กหน้าตาน่ากินม๊าก แต่พนักงานติดป้ายห้ามถ่ายรูปอยู่เลยออกมาไกลๆแทน ดูแล้วร้านนี้จะได้รับความนิยมจากสาวๆชาวญี่ปุ่นอยู่พอสมควร ราคาเค้กก็ไม่แพงมาก ชิ้นละ 700-900 เยน มีให้เลือก 13 เมนู น่าลองมาก แต่ดูแล้วแปลกๆ กลุ่มคุณป้าชาวญี่ปุ่น 3คน ออกมาพนักงานคิดเงินไป 4000 กว่าเยน ทำไมแพงขนาดนั้นล่ะ ดูโต๊ะแล้วก็ทานกันไม่เยอะนี่ แต่ช่างเถอะเข้าไปลองเดี๋ยวก็รู้เอง

เดินเข้ามาในร้านก็เลือกดูเมนูสั่งเค้กไปเรียบร้อย สักพักพนักงานถามว่าจะเอาชาด้วยไหม เราบอกว่าไม่เอาจ้า เพราะชาราคาพอกับเค้กเลย นางเลยบอกว่าไม่ได้ พร้อมชี้ไปที่ตัวหนังสือสีแดงเล็กๆข้างล่าง บังคับสั่งจ้า เข้ามานั่ง 1 คน อย่างน้อยต้องสั่งชา 1 แก้ว แต่ถ้าสั่งกลับบ้านไม่บังคับนะ เฮ้อ... ตอนนี้เมื่อยแล้วด้วยนั่งๆไปเถอะ สั่งชาไปด้วยอีกคนละชุด กับเค้กคนละชิ้น ไม่แปลกใจแล้วที่คุณป้าโต๊ะก่อนโดนคิดเงินไป 4,000 เยน เข้าใจลึกซึ้งเลย

งงมากอยู่หน้าร้าน ร้องอยากจะกินเค้ก เวลาเข้าร้านจริงๆไม่มีใครสั่งเค้กสักชิ้น มากันแต่ทาร์ต ชิ้นแรกเป็นสตรอเบอรี่ทาร์ตราคา 800 เยน ทาร์ตกรอบชุ่มเนย ไส้คัสตาร์ตตรงกลางหวานอ่อนๆ สอดไส้สตรอเบอรี่ลูกโต ด้านบนโปะด้วยวิปครีมหนาๆ ก็อร่อยดีครับ ตามด้วยไอริชครีมชีสเค้กราคา 680 เยน เป็นทาร์ตครีมชีสรสมันเข้มข้น หวานอ่อนๆ รสชาตินมและชีสของที่ญี่ปุ่นไม่หนักหน่วงเกินไป ทานได้เรื่อยๆ ทานกับชาร้อน Houjicha Honey กลิ่นหอมดอกไม้ผสมน้ำผึ้ง อร่อยดีครับ หรือจะเป็น Royal Milk Tea ร้อนๆรสชาติเหมือนชาดำใส่นมยิ่ห้อ Kirin ที่เคยทำมาขายในประเทศไทยเมื่อนานมาแล้วแบบไม่หวาน ถ้าอยากทานหวานก็เพิ่มน้ำตาลบนโต๊ะเอาเองครับ

ราคารวมบอกเลยว่าชวนสะพรึง 3,040 เยน หรือประมาณ 900 กว่าบาท ถามว่าเค้กอร่อยมั้ย ก็อร่อยนะ รสชาติหวานน้อย เนื้อบางเบา รสชาติและไขมันไม่หนักหน่วงจนเกินไป หอมกลิ่นเนยนมและมันเบาๆพอทานอร่อย แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด สั่งใส่กล่องไปทานข้างนอกจะดีกว่า เพราะชาที่นี่ก็รสชาติเฉยๆ ไม่ได้รู้สึกพิเศษอะไรมากนัก แต่ร้านตกแต่งสวย สาวๆน่าจะชอบ ใครไม่ซีเรียสตรงราคาชา 1 แก้วเท่ากับราคาเค้ก 1 ชิ้นก็มาลองเลยครับร้าน HARBS ชั้น 2 ห้าง Pargo_ya(ติดกับทางเข้าห้องน้ำ)ที่Ueno ครับ

เดินลงมาชั้นล่าง มาดูรองเท่าที่ร้าน Onitsuka Tiger ให้เพื่อนที่ทำงานครับ ราคารุ่นนี้ถ้าเทียบกับที่ไทยแล้วราคาถูกกว่าประมาณพันกว่าบาทครับ อาจเป็นเพราะค่าเงินบาทแข็งด้วยล่ะมั้งช่วงนี้ เลยซื้อของได้ราคาถูกลงอีก เพราะก่อนหน้านี้ผมหารีวิวก่อนหน้านี้ บอกว่าราคาไม่ต่างจากที่ไทยมากนัก แต่พอมาดูจริงๆราคาถูกกว่าเยอะครับ

ออกมานอกห้างอีกทีเหมือนวาร์ป ท้องฟ้ามืดไปแล้ว รีบเอาของกลับไปเก็บที่พักกันก่อนครับ เดี๋ยวเราจะไปกันต่อที่ร้านราเมนข้อสอบ เพราะร้านเล็กมาก เอาของทั้งหมดนี้ไปไม่ได้ กลับไป Check in แล้วไปเก็บของกันเลยครับ

พอมาถึงผู้จัดการโรงแรมก็บอกกับเราว่า เตียงเล็กและห้องเล็กมาก จะอัพเกรดไหมเพิ่มอีก 2,000 เยน ประมาณ 600 บาท ตอนแรกก็คิดว่าช่างเถอะ นอนแค่คืนเดียว พอรับกุญแจ กดลิฟต์ขึ้นมาชั้น 5 เปิดประตูเข้ามา เล็กจริงจัง เตียงนอนได้ห้ามพลิก ห้องน้ำแคบมาก ไม่มีระบบล้างก้นอัตโนมัติด้วย แต่ก็ช่างเถอะทนนอนไปแค่คืนเดียว มีคู่มือรหัส Wifi เป็นภาษาไทยให้เราด้วย แปลว่าคนไทยมาพักเยอะ ส่วนตัวชอบสิ่งอำนวยความสะดวกโรงแรม Ueno Hotel มากกว่า ที่นี่เก่าไปหมด แต่ดีอย่างเดียวคือเดินทางสะดวกมากใกล้สถานีรถไฟใต้ดินและ SkyLiner ก็ต้องเสียเพื่อแลกกับอะไรบางอย่างอยู่ดี ที่นี่มีบ่อออนเซ็นด้วยนะครับที่ชั้นบน มีชุดให้เปลี่ยน แต่ตอนนี้รีบไปก่อน ทิ้งของที่ซื้อมาทุกอย่างวันนี้ไว้ในห้อง แล้วรีบเดินอย่างด่วนไปร้านราเมนข้อสอบสาขา Ueno กันเลย

ร้านราเมนข้อสอบหรือ Ichiran Ramen สาขา Ueno หาไม่ยากอยู่บริเวณสถานีรถไฟ Ueno ตามพิกัดในลิงค์นี้ : https://goo.gl/maps/6QaV3wDk9S12 มาถึงหน้าร้านก็ตกใจ โดนส่วนใหญ่คนที่มาต่อคิวทานที่นี่มักจะเป็นชาวต่างชาติ แทบไม่มีชาวญี่ปุ่นเลย เราก็ไปต่อคิวกับเขาบ้างดีกว่า เหมือนเป็นภาคบังคับเลยว่ามาแล้วต้องลองทานราเมนข้อสอบ อ่ะเห็นใครๆมาก็ทาน เราก็ลองดูสักหน่อย เดี๋ยวคุยกับคนอื่นเขาไม่รู้เรื่อง...

พอมาถึงปุ๊บ ระหว่างรอคิวพนักงานก็จะแจกใบสำหรับสั่งอาหารโดยวิธีการสั่งคือ ที่นี่มีแค่เมนูเดียว แต่เราสามารถเลือกได้ว่าจะเอาเส้นสุกระดับไหน ความเข้มของน้ำซุปเท่าไหร่ ใส่กระเทียม หรือต้นหอมไหม รับหมูชาชูด้วยหรือเปล่า โดยเราสามารถเลือกความเผ็ดของราเมนได้อีก ถ้าเผ็ดมากต้องเพิ่มเงินด้วยนะ วงรอบของที่เราอยากทานให้เสร็จ ส่วนหน้าหลังเราต้องไปซื้อเพิ่มเอง มีข้าวสวย เส้น เห็ด สาหร่าย เบียร์ ของหวาน อยากได้อะไรก็เตรียมกดได้จากใบที่เขาแจกครับ ซึ่งวิธีการกดเพื่อซื้อเมนูต่างๆไม่ยาก ที่ตู้มีวิธีการบอกเป็นภาษาอังกฤษอยู่ข้างๆครับ

พอเข้ามาถึงที่ตู้กดไม่ยากอย่างที่คิด มีทั้งรูปและภาษาอังกฤษกำกับอยู่ วิธีการก็ง่ายๆใส่เงินเข้าไป แล้วกดเมนูราเมนที่เราต้องการ ซึ่งก็มีแค่เมนูเดียว นอกนั้นก็เป็นเมนูเสริมอย่างที่บอก เสร็จแล้วก็จะได้ตั๋วมา เตรียมยื่นให้พนักงานด้านใน แต่ก็ยังไม่ได้ทานนะครับ ในร้านนี้คนรอคิวแน่นมาก มีป้ายไฟบอกด้วยว่าตรงไหนว่างแล้วพนักงานจะเรียกเราเข้าไปครับ มีทั้งหมด 4 ห้อง ใครมากันหลายๆคนแล้วอยากนั่งด้วยกัน จะต้องรอนานหน่อยนะครับ

เมื่อเข้ามาถึงด้านในแล้วใครมีเสื้อคลุมอยากถอดก็สามารถแขวนด้านหลังตัวเองได้เลยครับ ทางเข้าแคบมาก และที่นั่งก็แคบมากด้วย เป็นเก้าอี้กลมสีแดงหมุนไม่ได้ฝังเอาไว้กับพื้น ขยับไปไหนไม่ได้ ลำบากคนตัวใหญ่อย่างผมมาก เพราะมันติดพุง ต้องค่อยๆนั่งแล้วสอดขา จากนั้นหมุนตัวแล้วแขม่วถึงจะนั่งได้ เมื่อนั่งแล้วก็นำตั๋วที่เราซื้อมายื่นให้พนักงานตรงช่องด้านหน้าเรา ในช่องจะมีแก้ว ก๊อกน้ำฟรีเป็นน้ำเย็น ปากกาและตะเกียบ 1 ชุด ยื่นเสร็จแล้วก็กดน้ำเย็นๆเตรียมรอราเมนมาเสิร์ฟได้เลยครับ ก่อนเข้ามานี่ดูยุ่งยากหลายขั้นตอน พอเข้ามาแล้วง่ายกว่าที่คิด

มาแล้วราเมนข้อสอบในตำนาน วันนี้ผมสั่งแบบเผ็ด X2 เส้นลวกปานกลาง ความเข้มข้นปานกลาง ใส่มาทุกอย่าง เริ่มชิมจากน้ำซุปก่อน บอกเลยว่าแตกต่างร้านอื่น เพราะราเมนที่นี่รสออกหวานเค็มกลมกล่อม คนไทยน่าจะชอบรสนี้ เพราะราเมนส่วนใหญ่ที่นี่จะรสเค็มนำกลมกล่อม เส้นเหนียวนุ่มทานอร่อยดีตามมาตรฐาน หมูชาชูอยู่ในระดับเฉยๆ เป็นเหมือนหมูต้มกลิ่นซีอิ๊วรสหวานอ่อนๆ แฟนผมสั่งเหมือนกันเป็นน้ำซุปเข้มข้น อร่อยกว่าครับ มีความหวานมัน เข้มข้นกว่าชามที่ผมทาน แนะนำว่ามาร้านนี้สั่งแบบซุปเข้มข้นจะอร่อยกว่า ตอนแรกที่ไม่กล้าสั่งเข้มข้นเพราะกลัวจะเค็มแบบร้านราเมนอื่น แต่ร้านนี้รสหวานนำ สั่งได้เลยครับ ส่วนความเผ็ด X2 ที่ทางร้านจัดให้นั้น ไม่รู้สึกเผ็ดเลยแม้แต่น้อย ใครอยากทานเผ็ดแซ่บหน่อยก็เพิ่มเงินเอาครับ คนไทยชอบรสชาตินี้แน่นอน ไม่แปลกใจที่ลูกค้าส่วนใหญ่ของร้านนี้เป็นชาวต่างชาติ เพราะราเมนแบบต้นตำรับจะรสเค็มนำ รสชาติราเมนที่นี่ผมว่าเฉยๆครับ เป็นรสชาติที่หาทานได้คล้ายๆกับหลายร้านในประเทศไทย ไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่อะไรครับ แต่ก็มาลองให้รู้นั่นแหละ

ส่วนถ้าใครติดใจในรสชาติ อยากจะเอาไปทานต่อที่เมืองไทย ที่ร้านยังมีราเมนสำเร็จรูปขายด้วยเช่นเดียวกัน ราคากล่องละ 2,000 เยน ทานได้ 5 มื้อ ตกมื้อละ 400 เยน สำหรับผมรสชาติเฉยๆครับ ไม่ซื้อกลับไปดีกว่า

มาเดินเล่นต่อในตลาดแถว Ueno เดินผ่านร้านนี้หลายรอละ เห็นคนญี่ปุ่นเยอะตลอดมาลองชิมดูสักหน่อย เป็น Hotdog ทอดสไตล์เกาหลี ราคาก็เริ่มต้นที่ 380 - 480 เยนวิธีคือสั่งเมนูที่ต้องการทาน จ่ายเงินให้เรียบร้อย จากนั้นเราก็ยืนรอรับที่หน้าร้านได้ทันที ใช้เวลาประมาณ 5 นาที ระหว่างรอมองไปด้านหลังมีร้านอาหารไทย และด้านล่างร้านอาหารไทยมีกระเป๋าจากประตูน้ำขายเพียบเลย นี่เป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่เราไม่กล้าซื้อของแบรนด์ราคาถูกมากจากตลาดแถบนี้ เพราะถ้าของจากประตูน้ำประเทศไทยมาขายที่นี่ได้ ของปลอมก็น่าจะมีหลุดรอดมาเช่นกัน

รอสักพักก็ได้แล้วครับ ทอดมาร้อนๆ วันนี้สั่งเป็นแบบมันฝรั่งและชีส ราคา 480 เยน วิธีการทานเท่าที่สังเกตจากคนญี่ปุ่นทำกันก็คือ ยืนทานที่หน้าร้าน มีซอส ผงชีส และบาร์บีคิวให้เราราดได้ตามใจ รสชาติก็จืดๆ ด้านในมีชีสนิดเดียว ราดผงชีสก็ยังไม่อร่อย รสหวานหอมนมแปลกๆ ไม่เหมือนผงชีสแม้แต่น้อย สรุปไม่อร่อยครับเหลือทิ้ง

เดินมาที่ 7-11 ซื้อของอีกอย่างที่เราอยากซื้อกลับไปทานที่ไทย ตอนนี้อิ่มมาก เลยซื้อไปแช่ตู้เย็นที่โรงแรมแล้วนำกลับไปทานที่ไทยแทน มันคือ ลิ้นวัวรมควันกลิ่นเลมอน รสชาติเหมือนแฮมแต่กรุบแบบลิ้นวัวเนื้อแน่น ใส่กลิ่นและความเปรี้ยวจากเลมอน ทำให้ทานได้ไม่เลี่ยน ใครสายเบียร์บอกเลยว่านี่คือกับแกล้มชั้นดี อร่อยลงตัวสุดๆ

และแล้วก็ได้เวลาช็อปปิ้งอีกครั้ง ที่ร้านดองกี้สาขา Ueno เป็นร้านใหญ่มีของขายคล้ายๆตึกม่วง แต่ของไม่ค่อยครบเท่าไหร่ ที่ตึกม่วงมีของครบกว่า ส่วนราคานั้นบางอย่างแพงกว่าเล็กน้อย เอาเป็นว่าวันนี้ซื้อแต่พวกเครื่องสำอางค์ของสาวๆที่ฝากซื้อมาเพิ่มแล้วกันครับ ห้างที่ถูกแบ่งเป็น 3 ชั้น ชั้นที่เราอยู่จะขายเครื่องสำอางค์เป็นหลัก ถ้าลงไปชั้นใต้ดินจะเป็นพวกของกิน ถ้าขึ้นไปชั้น 2 จะเป็นพวกเสื้อผ้าแบรนด์เนม แต่ว่าเราไม่สามารถจ่ายที่เค้าท์เตอร์ปกติได้นะ ต้องเอาของทั้งหมดขึ้นไปจ่ายที่ชั้น 4 คนเยอะมาก รอคิวนานมากกว่าจะได้จ่าย ผมเมื่อยมาแล้วครับตอนนี้นั่งรอคุณแฟนซื้อของให้เสร็จตรงบันไดนี่แหละ ญี่ปุ่นนี่หาที่นั่งพักสาธารณะยากมาก ต้องนั่งพักตามแถวฟุตบาท ขอบทาง หรือร้านอาหารเอา เพราะเราอ้วนมากเดินต่อเนื่องนานๆไม่ไหว ซื้อของเสร็จเดี๋ยวเราจะไปหาอะไรทานต่อครับ ยังเก็บร้านทานไม่ครบเลย ใครจะมาซื้อของที่นี่ก็มาตามพิกัดนี้ครับ https://goo.gl/maps/kUjVca77Zok

ตอนแรกก็ชั่งใจว่าจะหาร้านเนื้อย่างสไตล์ญี่ปุ่น หรือว่าร้านบุฟเฟ่ต์ปูยักษ์ดี คิดไปมา อยากกินเนื้อมากกว่า เพราะว่ายังไม่ได้สัมผัสรสชาติของเนื้อที่ญี่ปุ่นอย่างจุใจเลย หาในรีวิวร้านรอบนี้ก็มีแต่พวก Gyu Kaku ซึ่งเคยทานที่สีลมแล้ว ไม่ค่อยประทับใจเท่าไหร่ เลยเดินหาร้านไปเรื่อยๆ ก็พบกับร้านนี้ Yakiniku Dining Gyu-Sei ดูจากรูปและตัวอักษรแล้ว เข้าใจว่าน่าจะบุฟเฟ่ต์เนื้อย่าง ร้านอยู่ที่ชั้น 2 ขึ้นลิฟต์ไปกันเลย มาถึงหน้าร้านปุ๊บคนเยอะแน่นร้านเลย แต่ไม่มีชาวต่างชาติสักคน เราเป็นคนไทยคนเดียวที่เข้ามาที่ร้านนี้ มาถึงเราก็บอกกว่าบุฟเฟ่ต์พร้อมชู 2 นิ้ว พนักงานเขาก็พยายามที่จะคุยกับเรา แต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ เขาเลยถามว่า ไทโน๊ะ? (คนไทยหรือเปล่า) แล้วก็หายไปสักพัก มาพร้อมกับน้องฝึกงานคนไทยมาช่วยอธิบายการทานบุฟเฟ่ต์ให้ โชคดีไปครับ นึกว่ามื้อนี้จะอดทานซะแล้ว

โดยน้องอธิบายว่า บุฟเฟต์ที่นี่ราคาคนละ 3,980 เยน ทานได้ 90 นาที เนื้อสั่งได้เฉพาะบรรทัดบน บรรทัดล่างสั่งไม่ได้ ถ้าต้องการสั่งต้องเพิ่มเงินอีก 1,240 เยน จะสั่งได้ทั้งหมด พร้อมเบียร์ทานได้ไม่อั้น วิธีสั่งคือกดใน Tablet ของที่ร้าน Oder จะถูกส่งเข้าไปในครัว แต่ใน Tablet ไม่มีภาษาอังกฤษเลย มีเป็นญี่ปุ่นล้วนๆ เลยให้น้องบอกเลยว่า เครื่องดื่มหมดไหนสั่งได้ จำเอาไว้ เนื้อเอาเฉพาะชุดเริ่มต้นพอ เดี๋ยวจะสั่งไปเรื่อยๆ ถ้ากดผิดไม่ต้องนำมาเสิร์ฟ ก็ใช้วิธีดูจากรูปเอาครับ อยากทานอะไรก็สั่ง ไม่รู้เลยว่าเนื้อส่วนไหนเป็นอะไร กดสั่งเสร็จปุ๊บ พนักงานก็จะยกผ้าร้อน กับน้ำจิ้มมาให้ น้ำจิ้มของที่ร้านมี 2 สูตรครับเป็นเหมือนน้ำส้มยูสุหอมมีรสเปรี้ยวสดชื่น และน้ำจิ้มยากินิคุที่มีรสเค็มนำหวานเล็กน้อย กลิ่นโชยุและขิงอ่อนๆ บนโต๊ะก็จะมีเกลือ พริกไทย และโคชูจังให้ทานคู่กับเนื้อ ส่วนเตาย่างที่นี่เป็นแบบย่างแก๊สครับ ไม่เหมือนบ้านเราที่นิยมแบบย่างถ่าน รู้สึกว่าแบบนี้ก็ดีนะร้อนไวดี แถมความร้อนคงที่อีกต่างหาก

สักพักน้ำดื่มที่เราสั่งไปก็มาเป็นชาอู่หลงกับน้ำส้ม ชารสชาติปกติแต่น้ำส้มไม่อร่อยเลย เปรี้ยวปรี๊ด แล้วเนื้อจานแรกก็มาไม่รู้ว่าส่วนไหนบ้าง แต่ดูแล้วน่าจะเป็นเนื้อหมักแทรกไขมันสวยชิ้นหนากำลังดี จับย่างลงบนเตาจนสุก จิ้มน้ำจิ้มยากินิคุ อร่อยมาก ! เนื้อนุ่มฉ่ำ ไม่มีกลิ่นเนื้อ ไขมันรสสว่างสดชื่น ไม่มีกลิ่นแบบเนื้อไทยหรือเนื้อออสเตรเลีย เป็นกลิ่นเนื้อเบาบางแบบเฉพาะไม่เหมือนที่ไหน ทานกับน้ำจิ้มยุสุยิ่งอร่อย รสเปรี้ยวสดชื่น ช่วยเสริมรสชาติของเนื้อให้เด่นยิ่งขึ้น รสชาติน้ำจิ้มของที่ร้านไม่รบกวนรสของเนื้อแต่ช่วยเสริมให้อร่อยมากขึ้น สั่งจานต่อไปมารอเลยครับ

ตอนนี้เนื้อที่สั่งก็เริ่มออกมาแบบรัวๆ เนื้อแต่ละส่วนมีการแทรกมัน และสัมผัสของการเคี้ยวที่แตกต่างกันออกไป ช่วงนี้เริ่มมาแบบหมักเกลือ พริกไทย โคชูจัง จับย่างเกรียมๆ ทานกับน้ำจิ้มไปเรื่อยๆ อร่อยนุ่มไม่หยุดหย่อน

ระหว่างที่เราย่างเนื้อไปเรื่อยๆ ได้ยินคำว่าคารูบิๆ น่าจะเป็นเนื้อส่วนที่เราทานอยู่ นุ่ม อร่อย แทรกมันกำลังดี ส่วนเนื้อช่วงหลังๆเริ่มมันเยอะไม่ค่อยถูกใจเราเท่าไหร่แล้ว สั่งของแกล้มต่างๆมาทานด้วยกัน เครื่องเคียงจานใหญ่มาก เป็นถั่วงอก ปวยเล้งคลุกน้ำมันงา โกโบและไขเท้าหมักเปรี้ยว และสาหร่ายเกาหลี จานใหญ่เว่อร์ถ่วงท้องสุดๆ

เข้าสู่ช่วงสุดท้ายของบุฟเฟ่ต์แล้ว เพราะว่าอิ่มสุดๆ ก่อนจะมาร้านนี้ก็ผ่านมาหลายร้านแล้วนะ สั่งเนื้อคารูบิมาเป็นจานสุดท้าย กะว่าทานกับข้าวและซุปปิดท้าย ข้าวกับซุปนี่ชามใหญ่เว่อร์ เป็นข้าวญี่ปุ่นโรยหน้าด้วยไข่ไก่สด ต้นหอมญี่ปุ่นและสาหร่าย ก็อร่อยดีครับข้อสังเกตอีกอย่างคือ ไข่ที่นี่ไม่มีกลิ่นคาวแบบบ้านเราเลย หวานอร่อย นี่แค่ใส่น้ำจิ้มยากินิคุลงไปก็ทานกับเนื้อได้หมดชามแล้ว ซุปสาหร่ายที่ร้านนี้ก็อร่อย รสเค็มกลมกล่อมหนักสาหร่ายและงาแบบสุดๆ เป็นรสชาติที่ไม่เคยทานที่ไหน บางคนอาจจะไม่ชอบก็ได้เพราะใส่น้ำมันงาเยอะจริงๆ แต่ยังดีที่มีหอมใหญ่สับหวานๆลงไปในซุปด้วย ช่วยแก้เลี่ยนได้ดี ปิดท้ายด้วยซุปเผ็ดเอ็นวัว เป็นเอ็นวัวตุ๋นจนเป็นเยลลี่ในซุปรสเผ็ดเค็มอ่อนๆ สีเหมือนเผ็ด แต่ไม่เผ็ดเลย เป็นรสจืดๆเค็มๆหอมกลิ่นน้ำมันพริกซดได้เพลินๆครับ

มาดูจากจำนวนที่เราสั่งไปก็ไม่น้อยนะ สั่งเหมือนกับว่าก่อนหน้านี้ไม่ได้ทานอะไรมาก่อน มื้อนี้จ่ายไปทั้งหมด 8,596 เยน คิดเป็นเงินไทยประมาณ 2,580 บาท เฉลี่ยคนละ 1,290 บาท สำหรับบุฟเฟ่ต์เนื้อญี่ปุ่นแท้คุณภาพระดับนี้ ไม่แพงเลยครับ ประทับใจมาก แต่ในร้านจะมีคนสูบบุหรี่ด้วยเป็นเรื่องธรรมดาของร้านอาหารในญี่ปุ่นครับ ส่วนตัวแล้วชอบมากถ้ามีโอกาสก็จะมาทานอีกครับ พิกัดร้านนี้ครับ : https://goo.gl/maps/7y7YcVtqFDk

ตอนกลับอากาศก็หนาวแต่นึกขึ้นได้ว่า ยังไม่ได้ทานของหวานและไอศครีมซอฟท์ครีมของประเทศญี่ปุ่นเห็นป้ายไอศครีมยี่ห้อ Cramia อยู่ทั่วโตเกียวก็น่าลองดีครับ ร้านนี้เปิดอยู่พอดีสั่งมาลองสักโคนนึงก็แล้วกัน ก่อนกลับไทย

ระหว่างรอพนักงานกดไอศครีมให้เรามาสังเกตุว่าร้านนี้ขายทาโกะยากิด้วย ดีกรีไม่ธรรมดาถูกบรรจุลงในมิชลินไกด์ 3 ปีซ้อนอีกต่างหาก แต่ตอนนี้เขาเก็บร้านแล้วครับ เสียดายจังเอาไว้คราวหลังค่อยมาลองทานแล้วกันนะ

จ่ายเงินให้คุณแม่ค้าสาวสวยเรียบร้อยก็มาชิมกันครับ ผมสั่งเป็นซอฟท์ครีมรสชาเขียวราคา 550 เยน รสชาตินั้นบอกเลยว่า อร่อยมาก ! เป็นไอศครีมวนิลาหอมกลิ่นนมแบบเข้มข้น หวานน้อย ตัดรสชาเขียวขมอ่อนๆ ส่วนโคนที่ใช้คือคุกกี้อบกรอบรสวนิลาที่บางกรอบ ทานกับไอศครีมเย็นๆเข้ากันสุดๆ เสียดายได้กินของอร่อยแบบนี้วันสุดท้าย ไม่งั้นนะจะทานให้สะใจโดยเปลี่ยนรสไปเรื่อยๆ 1 วัน 1 รสชาติเลย อร่อยจริงๆครับ รอบหน้ามาเที่ยวก็จะทานอีก ใครอยากมาลองทานร้านนี้ก็มาได้ที่พิกัดนี้ครับ : https://goo.gl/maps/mLrsxmG3sh32

มาถึงโรงแรมก็รีบขึ้นห้องจัดของใส่กระเป๋า อาบน้ำเตรียมนอนให้เรียบร้อย ใครเข้าโรงแรมก่อน 4 ทุ่มก็สามารถขึ้นไปใช้บริการออนเซ็นที่ชั้น 9 ของโรงแรมนี้ได้ครับ จัดกระเป๋าโดยการน้ำกระเป๋าเล็กซ้อนกระเป๋าใบใหญ่ แล้วโหลดเครื่องมา มาถึงก็งอกออกเป็น 2 ใบ โดยวิธีการจัดเสื้อผ้าคือ เอามาให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ มีพื้นที่ขนของฝากกลับไทยไปอีกเพียบครับ จากนั้นก็เข้าไปอาบน้ำ ส่วนตัวแล้วประทับใจเจ้านี่มาก Wash Towel แค่เอาสบู่ถูๆก็เข้าได้ทุกซอกทุกมุม ทำให้คนอ้วนแบบผมอาบน้ำแล้วรู้สึกสะอาดขึ้นเยอะ ประทับใจแค่จุดนี้จุดเดียวครับโรงแรมนี้

ตื่นมาเช้าวันสุดท้าย เที่ยวบินเราออกเวลา 09.35 น. ต้องตื่นตั้งแต่ 05.00 น. เก็บของทุกอย่างลงกระเป๋า อาบน้ำแต่งตัว Check Out เรียบร้อย เอาบัตรเสียบเพื่อจะขึ้น Skyliner รอบ 06.40 อีก 10 นาทีรถไฟจะมาแล้ว อ้าวทำไมบัตรเสียบไม่ได้ รีบวิ่งไปหาคุณเจ้าหน้าที่ สรุปคือบัตรที่เราซื้อมาต้องเอามาเปลี่ยนเป็นตั๋วจริงที่สนามบินอีกครั้ง ดีนะเช้านี้คนยังมาไม่เยอะ ถ้าชั่วโมงเร่งด่วนแนะนำว่าให้เผื่อเวลามาต่อคิวแลกตั๋วกันด้วยนะครับ แลกเป็นตั๋วจริงก็รีบวิ่งเข้าไปเลย อีก 5 นาทีรถไฟจะมาที่ชานชะลาแล้วครับ มองหาป้ายไฟวิ่งตามไปเช่นเคยครับ

ขึ้นรถไฟทันพอดีเป๊ะ เอาเครื่องดื่มที่เราซื้อจากตู้กดข้างทางเมื่อคืนมาดื่ม เหมือนเป็นน้ำพีชโซดา ส่วนตัวแล้วไม่อร่อยเลย สู้โค้กพีชไม่ได้แต่น้อย หรืออาจจะเป็นเพราะว่าเพิ่งแปรงฟันมาหรือเปล่าก็ไม่รู้ รสเฝื่อนแปลกๆ ทานไม่หมดครับ แบ่งกันทาน 2 คนครึ่งขวดก็หาที่ทิ้งเลย ลงมติกันแล้วว่า ขวดนี้ไม่อร่อยแบบจริงจัง

และแล้วเราก็มาถึงหน้าเค้าท์เตอร์ Check in ของสายการบิน Scoot ครับ ดูเที่ยวบินขากลับเป็นสำคัญ ตอนแรกก็งงว่าบินไปสิงคโปร์ อ๋อแวะที่ประเทศไทยก่อน จัดการโหลดกระเป๋าให้เรียบร้อย สายการบินนี้ฟรีน้ำหนักกระเป๋า 20 กก. แต่กระเป๋าแดงที่เรายัดไปเต็มเหนี่ยวเมื่อกี้ 19 กก. นิดๆเองครับ แหม่รู้งี้เอากระเป๋าใบใหญ่มา 2 ใบเลยดีกว่า เพราะมีของอีกตั้งหลายอย่างที่อยากซื้อกลับไทยเยอะมากครับ มาญี่ปุ่นก็ช็อปแหลกได้ถ้ารู้แหล่งจริงๆ

ส่วนใครอยากจะซื้อขนมต่อ ที่สนามบินก็มีจำหน่ายครับ ราคาไม่แพง มี Tax Free ให้แต่บัตร JCB ไม่ลดอีก 10% แต่ร้านในสนามบินก็ยังน่าซื้ออยู่ดี เพราะสินค้าไม่เหมือนร้านค้าด้านนอกก็เลยซื้อติดมือมาอีกนิดหน่อย ของที่ได้รับความนิยมที่สุดน่าจะเป็นพวก Royce ที่คนรุมซื้อเยอะมาก ใครที่จะซื้อก็ไม่ต้องกลัวว่าไปถึงไทยแล้วจะละลายนะครับ ร้านค้าเขาเตรียมพร้อมมีถุงเก็บความเย็นสำหรับขึ้นเครื่องให้เรียบร้อย ปลอดภัยหายห่วง ไม่ละลายแน่นอน

เนื่องจากเรามีเวลาแค่ชม.นิดๆก่อนจะขึ้นเครื่อง แถมเข้ามาด้านในตรงผู้โดยสารขาออกแล้ว (ตอนแรกกะว่าจะไปใช้บริการ JCB Lounge ด้านนอก แต่ดูจากเวลาแล้วไม่น่าทัน) เลยเข้ามาทานข้าวด้านในแทน ร้านชื่อว่า Asian Cafe Blow Blow เป็นร้านอาหารแบบกึ่งฟู๊ดคอร์ด ต่อแถวซื้ออาหาร ระหว่างนั้นอยากได้อะไรก็คีบลงถาด หรือสั่งพนักงานให้เรียบร้อย แล้วจ่ายเงินรวดเดียว โดยร้านอาหารแบบนี้ทุกร้านต้องนำถาดไปคืนเจ้าหน้าที่ด้วยนะครับ จะเดินตัวปลิวออกจากร้านแบบบ้านเราไม่ได้ ในทริปนี้ก็มีร้านข้าวหน้าเนื้อที่ตลาดสึกิจิ โซบะร้อนที่ Ueno ต่างก็ต้องเอาถาดไปคืนที่เค้าท์เตอร์เช่นเดียวกัน สังเกตดูว่าคนญี่ปุ่นทำยังไง ก็ทำตามนั้นครับ ไม่มีปัญหาตามมาอย่างแน่นอน

มาถึงเราก็จะได้ของที่เลือกสั่งไปก่อนหน้านี้ ผมเลือกเป็นขนมปังไส้แกงกะหรี่เนื้อ อร่อยมาก เนื้ออัดแน่นเต็มขนมปัง หอมกลิ่นเครื่องแกงกะหรี่แบบเข้มข้น ทานกับขนมปังทอดเนื้อนุ่มๆ ดีมากครับ เค้กสตรอเบอรี่ก็เนื้อหอมอร่อย หวานอ่อนๆ ตัดความเปรี้ยวจากสตรอเบอรี่คงเส้นคงวาความเป็นขนมหวานแบบญี่ปุ่นได้ดี น้ำดื่มเอเวียงที่นี่ไม่แพงครับ ราคาประมาณ 40 บาทไทย ดูข้างขวด Made in Japan ก็ว่าราคาไม่แรงเท่าบ้านเรา พอเครื่องสีแดงกลมๆร้อง เราก็ไปรับอาหารที่สั่งไว้ มีทงคัตสึราเมน ราคา 980 เยน น้ำซุปรสเค็มนำ กลมกล่อมตามแบบญี่ปุ่น เส้นเหนียวนุ่ม หมูชาชูรสหวานอ่อนๆย่างมาด้านนอกเกรียมหน่อยๆ อร่อยมากครับ จานต่อมาเป็นข้าวแกงกะหรี่หมูทอด ราคา 1,130 เยน แกงกะหรี่ที่ญี่ปุ่นจะไม่เข้มข้นแบบอินเดีย จะเป็นรสเค็มกลมกล่อม มีความหวานเล็กน้อยจากน้ำผึ้งและแอปเปิ้ลจึงทำให้รสสว่าง กลมกล่อมกว่า ไม่หนักหน่วงแบบร้าน Coco บ้านเรา ทานกับข้าวสวยญี่ปุ่นหวานนุ่ม หมูทอดทงคัตสึร้อนๆ อร่อยมาก สรุปคือร้านนี้อร่อยทุกอย่าง ก่อนขึ้นเครื่องมาฝากท้องกันได้เลย ไม่ผิดหวัง

ใครอยากได้ขนมญี่ปุ่นโบราณพอเข้ามาใน Gate ก็มีให้ซื้ออีกหลายร้านครับ ถ้าใครเคยไปห้าง ICONSIAM ตรงห้าง SIAM TAKASHIMAYA อาจจะคุ้นกับเจ้าเตียงสีดำแดงราคา 90,000 กว่าบาทไทย ที่นี่มีให้ลองนั่ง ลองนอน จนกว่าจะพอใจ ไม่ต้องกลัวพนักงานขายมาค้อนใส่ แต่ตอนนี้ไม่มีเวลาแล้ว รีบเดินไปขึ้นเครื่องก่อนครับ

เหลือเวลาอีก 10 นาทีจะขึ้นเครื่อง เดินผ่านร้าน Yoshinoya เราสงสัยมากกว่ารถชาติจะเหมือนที่ไทยมั้ย รีบวิ่งเข้าไปสั่งชุด Beef Blow Meal ราคา 780 เยน จ่ายเงินเสร็จได้ป้ายมา ยืนรอ ประมาณ 1 นาทีก็ได้ทานแล้ว รีบถ่ายรูปรีบกิน ถ้าคุณเคยทาน Yoshinaya ที่ประเทศไทย นั่นแหละครับรสชาติเหมือนกันเปี๊ยบ จืดๆ เค็มๆ กลิ่นเนื้อหอมนิดๆ ทานกับผักกาดดอง โควสลอว์ เต้าหู้เย็นและซุปมิโสะ ที่เราเข้ามาเพราะมีคนบอกว่า Yoshinaya ที่ญี่ปุ่นอร่อยกว่าไทย สรุปให้ตรงนี้เลยครับว่ารสชาติไม่ต่างกันแม้แต่น้อย แค่เนื้อวัวที่นี่จะดีกว่านิดหน่อยเท่านั้นเอง รีบจ้วงรีบทานลวกปากก็ต้องยอม ดื่มน้ำให้เสร็จรีบเอาถาดไปคืน แล้ววิ่งกันต่อไปเลยครับ ยังเหลือเวลาอีก 3 นาที

พอเดินเข้ามาด้านในสุดก็ถึงบางอ้อ แหม่ด้านในก็มีของฝากขายหลายร้านเหมือนด้านนอกไม่มีผิด แถมราคาเท่ากันด้วย รู้งี้เข้ามาซื้อด้านในดีกว่า ของเหมือนกันเปี๊ยบ ราคาก็เท่ากัน แต่ไม่ต้องเสียเวลาไปต่อคิวจ่ายเงินนานด้วย

และแล้วเราก็มานั่งบนสายการบิน Scoot โดยขากลับจะยาวนานกว่าขามา 2 ชม. นั่งไปสักพักเห็นโต๊ะข้างๆสั่งมาม่ามาทาน เลยสั่งเป็น Nissin รส White Katsu มา มันคือมาม่าซุปกระดูกหมูหอมกลิ่นงา เส้นเหนียวนุ่ม น้ำซุปเต็มด้วย อร่อยมาก ! กินไปสักพักติดลม สั่งลาซาญ่าเนื้อมาอีก อร่อยนะ รสเค็มมัน หอมกลิ่นเนื้อวัวและมะเขือเทศ แต่ตัวแป้งเหมือนอาหารถูกแช่เข็งมา เลยดูเปื่อยๆไปนิดนึง ปิดท้ายด้วย Udders Ice cream เฮ้ยอร่อย เป็นไอศครีมสัญชาติสิงคโปร์ หอมกลิ่นนม ใส่ฝักวนิลามาเยอะมากเห็นเป็นจุดดำๆเต็มไอศครีมไปหมด 3 อย่างนี้หมดไปหลายร้อยบาทอยู่เหมือนกัน แต่อาหารบนเครื่องอร่อยครับน่าจะเป็นอิทธิพลมาจาก Singapore Airlines ด้วย เพราะสายการบินนี้เขาขึ้นชื่อเรื่องอาหารที่ใช้เสิร์ฟบนเครื่องรสชาติดีอยู่แล้ว ฝากท้องได้ไม่ผิดหวังแน่นอน

สุดท้ายนี้ก็ถึงประเทศไทยอย่างแฮปปี้ของเต็มกระเป๋า เตรียมแจกจ่ายให้คนอื่นต่อไป ความประทับใจในการไปเที่ยวญี่ปุ่นครั้งนี้ ถึงแม้ว่าจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ แต่ความสวยงามของบ้านเมือง กฎระเบียบ ความปลอดภัย และความเอาใจใส่ในการบริการของคนที่นั่นทำให้ผมอยากไปอีก อาหารก็อร่อย แถมช็อปปิ้งกลับมาเมืองไทยได้จุใจขนาดนี้ ถ้าเทียบกับทริปที่ไปเกาหลีแล้ว ผมประทับใจญี่ปุ่นมากกว่าครับ ค่าเงินพอกัน แต่สินค้าและขนมต่างๆ อร่อยและคุณภาพดีกว่าเกาหลีมาก ได้ของถูกใจกลับมาหลายอย่าง ส่วนการเดินทางด้วยตัวเองที่ญี่ปุ่นนี้ก็ไม่ได้ยากลำบากอะไร เปิด Google Maps มองป้ายและสีตามทาง แต่ต้องรู้จักสังเกตสักหน่อย บางทีเดินไปสักพักป้ายหาย ต้องลองกลับหลังหันไปดู ถึงจะเจอป้ายเดินไปต่อ (สถานีรถไฟ JR นี่แหละทำป้ายงงหน่อย) เป็นประเทศที่เดินข้ามถนนสบายใจมาก ปลอดภัยสุดๆ รอโปรโมชั่นตั๋วเครื่องบินลดราคาก็จะไปอีกครับ กลายเป็น Japan Lover ซะแล้ว


อ่านแล้วถูกใจ อย่าลืมกดไลค์เพจของเราด้วยที่นี่ >www.facebook.com/FoodAddictsThai/<

และอย่าลืมกด See First จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่สนุกๆแบบนี้ของเรานะ 😘😘😘


ดู 569 ครั้ง0 ความคิดเห็น

กดติดตามช่องทางต่างๆของเรา

เพื่อรอรับชมรีวิวใหม่ๆที่นี่ได้เลย

  • Facebook - Black Circle
  • Twitter - Black Circle
  • Instagram - Black Circle
  • YouTube - Black Circle

Call Us :  096-391-5292