ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิวเที่ยวโตเกียวแดนอาทิตย์อุทัย 4 วัน 3 คืน ฉบับมือใหม่หัดเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองประจำปี 2019 !!!

อัปเดตเมื่อ 10 ก.พ. 2019


"ประเทศญี่ปุ่น" เป็นประเทศในฝันของใครหลายคน ต่างก็อยากจะไปเยือนที่นี่สักครั้งในชีวิต ด้วยความที่เราเป็นคนสายกิน ชอบเปิดดูรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นหลากหลายรายการ ทำให้เห็นว่า อาหารที่ญี่ปุ่นมีทั้งราคาถูกและแพง อีกทั้งการแข่งขันด้านร้านอาหารที่นั่นค่อนข้างดุเดือด ทำให้มีการแข่งกันทั้งด้านราคา คุณภาพ และปริมาณ แถมส่วนใหญ่ต่างบอกว่า อาหารที่นั่นรสชาติต่างจากที่ไทยแบบสิ้นเชิงเออน่าสนใจนะ เป็นการอัพเกรดลิ้นของตัวเองไปด้วยในตัว แต่ตั๋วเครื่องบินเดินทางไปก็ไม่ได้ถูก จนกระทั่งหลังปีใหม่ที่ผ่านมามีโปรโมชั่นโปรไฟไหมขายตั๋วไปญี่ปุ่นราคาถูกมากจากบริษัททัวร์เจ้านึง ไป- กลับ 2 คน 12,XXX บาทเอง แต่อีก 3 วันต้องเดินทางแล้ว ฉุกละหุกมาก ต้องทำแผนเที่ยวเองทั้งหมด ทั้งที่ไม่เคยไปมาก่อน เลยต้องแยกหน้าที่เป็น 2 ฝั่งกับแฟนผม โดยคนนึงทำแผนเที่ยวตั้งแต่วันแรกจนจบทริป อีกคนเตรียมของที่จำเป็นทั้งหมด ต่างคนเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว เราออกเดินทางกันเลย !!!

เริ่มจากเราต้องไปที่สนามบินดอนเมืองก่อน (15 ม.ค. 2562) เช็คอินที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง 3 ชม. โดยวันนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Scoot เป็นสายการบินราคาประหยัดในเครือของ Singapore Airlines ต้องขึ้นเครื่องเวลา 23.45 น. เป็นการใช้บริการสายการบินนี้ครั้งแรก เดี๋ยวจะรีวิวให้ชมไปด้วยในตัว ว่าการบริการจะดีแค่ไหนกัน แต่ว่าตอนนี้มีเวลาว่างอีก 2 ชม. กว่าๆ ไปหาอะไรทานก่อนขึ้นเครื่องดีกว่าครับ เพราะอาหารบนสายการบินราคาประหยัดพวกนี้ราคาแพงแน่นอน

โดยเราจะไม่เข้าไปทานด้านในบริเวณที่ผ่านตม.ไปก่อน เพราะตรงนั้นอาหารราคาแพงเว่อร์ ร้านประจำของผมก่อนออกไปเที่ยวต่างประเทศทุกครั้ง (ครั้งนี้ทานเป็นรอบที่ 2 ) รอบที่แล้วไปเกาหลีใต้ก็ทานร้านนี้รู้สึกว่าอร่อยดี ราคาไม่แพงเกินไป ปริมาณที่ให้ก็เยอะสมราคาอาหารในสนามบิน ชื่อร้านว่าข้าวมันไก่ฮกลี้ มีทั้งข้าวมันไก่ต้ม ไก่ย่าง ไก่ทอด ราคาเริ่มต้นที่ 80 บาท เมนูที่ผมสั่งมาวันนี้เป็นข้าวมันไก่ไหหลำราคา 80 บาท ให้สะโพกไก่มาทั้งชิ้น ไม่มีตบไก่จนแบนดูหลอกลวง เนื้อไก่นุ่ม น้ำจิ้มใส่ขิงเยอะ โดยที่ร้านใช้ขิงอ่อนทำให้กลิ่นไม่แรงมาก แต่เนื้อขิงอ่อนกรอบ ทานกับข้าวมันหอมๆอร่อยกำลังดี ถึงแม้ว่าจะรสชาติเทียบร้านดังๆด้านนอกสนามบินไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับปริมาณ รสชาติที่ได้ และยังเปิดตลอด 24 ชม. เป็นหนึ่งตัวเลือกที่สามารถฝากท้องก่อนออกเดินทางได้กระเป๋าไม่ฉีก

เดินเข้ามาด้านใน Gate โดยวันนี้ผมจะขึ้นที่ Gate 26 ระหว่างทางเดินก็มีทั้งร้านค้า Duty Free ร้านอาหารราคาแพงเว่อร์ โดยวันนี้เราไม่ประมาทที่จะเตรียมขวดเปล่าสำหรับใช้กรอกน้ำภายในสนามบินก่อนขึ้นเครื่องด้วย เดชะกรรม ด้านในมีจุดกรอกน้ำที่เดียว ไหลช้าแถมคนต่อคิวยาวมาก ไปต่อสักพัก สงสัยว่าทำไมมันนาน แหม่น้ำไหลอย่างกับปัสสาวะแมว ไม่เหมือนที่สุวรรณภูมิมีจุดให้กินน้ำเย็นชื่นใจก่อนขึ้นเครื่องตั้งหลายจุด แถมยังไหลแรงสะใจ เลยต้องจำใจซื้อน้ำมา 1 ขวด โดยร้านที่แนะนำเป็น Dairy Queen ราคาถูกสุดแล้ว ร้านอื่นน้ำดื่ม 500 มล. 40 บาท แต่ร้านนี้ 35 แถมมีขวดใหญ่ 700 มล. ราคา 55 บาท เอามาคนละขวด เพราะบนเครื่องอากาศแห้งมาก ขาดน้ำเหมือนกำลังจะตาย กลืนน้ำลายเหนียวคอตลอดเวลา อีกอย่างสายการบินนี้ไม่มีบริการน้ำเสิร์ฟฟรีนะจ๊ะ ซื้อติดตัวไปเถอะ ไม่งั้นมีหวังหิวน้ำไม่ได้นอนตลอดคืนแน่ แถมน้ำดื่มบนเครื่องราคาแพงกว่านี้เยอะ

วันนี้เราบินเครื่องใหม่เครื่องใหญ่ ที่นั่งเป็นแบบ 3-3-3 หน้าต่างเป็นแบบรุ่นใหม่ ไม่มีม่านแต่เป็นระบบไฟฟ้าหมุนให้หน้าต่างทึบแทน คนตัวเล็กน่าจะนั่งสบาย แต่คนตัวใหญ่อย่างผม (สูง 177 น้ำหนัก 160) อึดอัดไปหน่อย เวลาขึ้นเครื่องเลยแอบยกที่วางแขนที่ติดบริเวณทางเดินเพื่อเอี้ยวตัวบ้าง พอมีสัญญาณรัดเข็มขัดก็เอาลง ด้านขวามือมีปุ่มเปิดไฟ ปิดไฟ และเรียกพนักงาน อาหารบนเครื่องรับเป็นเงินเยนและสิงคโปร์ดอลลาร์ ถ้าคุณไม่ได้แลกมาไม่ต้องตกใจ บนเครื่องมีบริการรับบัตรเครดิต มีบริการ WIFI และดูหนังบนเครื่องบิน (ราคาแพงมาก) ห้องน้ำมีให้บริการหลายห้อง แอร์และสจ๊วดส่วนใหญ่เป็นชาวสิงคโปร์ (เพราะลำนี้บินมาจากสิงคโปร์ก่อนไปนาริตะ) โดยรวมแล้วบริการดี คอยเดินดูแลเป็นพักๆ เข็มขัดเสริมขอฟรี (ไม่เหมือน Eastar Jet ต้องเสียเงิน) ยิ้มแย้มแจ่มใส สมกับเป็นเครือของสายการบิน Singapore Airlines ที่ขึ้นชื่อเรื่องบริการอันดับต้นๆของโลก

โดยเมื่อเครื่องออกสักพักพนักงานต้อนรับก็จะแจกใบผ่านตม.ของประเทศญี่ปุ่น มีตั้ง 2 ใบแถมตั้ง 2 หน้ากระดาษ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะเราแคปหน้าจอวิธีการเขียนใบนี้ก่อนเข้าตม.ที่ญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว โดยวิธีการเขียนนั้น เราเอามาจากเพจของคุณ BeamSensei ลิงค์นี้ https://bit.ly/2SJrdKI แล้วอย่าลืมพกปากกาส่วนตัวไปด้วยคนละแท่ง จะได้รีบเขียนบนเครื่องแล้ววิ่งตรงไปที่ตม. ได้ทันที เพราะแผนของเราคือรีบรับกระเป๋าแลกตั๋วรถไฟ Skyliner และเข้าสู่ย่าน Ueno อย่างรวดเร็ว

ใช้เวลาเดินทาง 6 ชม. ถึงแล้วสนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่น รีบเปิดเครื่อง Wifi ที่เราเช่ามาจาก Wise World Wifi โดยแพคเกจสำหรับใช้อินเตอร์เน็ตที่ญี่ปุ่นราคาถูกมาก แค่วันละ 99 บาท เป็นแบบใช้ได้ทั่วประเทศญี่ปุ่นจะออกนอกโตเกียวก็ไม่หวั่น ต้องจองล่วงหน้าผ่านลิงค์นี้เท่านั้น https://bit.ly/2DPI2LI รับเครื่องที่ประเทศไทย บริเวณตึกไทม์สแควร์ชั้น 2 ตรงข้ามโรบินสันอโศก เดินทางง่ายลง BTS. สถานีอโศก เมื่อไปถึงจ่ายเงินค่ามัดจำ 1,000 บาท พร้อมค่าแพ็คเกจรายวันตามจำนวนวันที่เราไป พนักงานจะสอนวิธีการเปิดเครื่องและเชื่อมต่อให้เรียบร้อยไม่ต้องกลัวเด๋อด๋า มาถึงเปิดเครื่อง รอสัญญาณ เชื่อมต่อให้เสร็จก็ใช้ได้เลยจ้า ปรับเวลาในมือถือให้เรียบร้อย เวลาที่นี่เร็วกว่าที่ไทย 2 ชม. สภาพอากาศวันนี้ 1 องศา !!! อุทานแบบหยาบคายในใจ เตรียมเสื้อกันหนาวมาตัวเดียวซะด้วย ก็ลองดูว่าจะอยู่รอดไหมในทริปนี้ ได้ใช้ไขมันที่สะสมมาทั้งชีวิตก็คราวนี้นี่แหละ

โดยวันนี้เราเลือกใช้บริการรถไฟด่วนพิเศษ Skyliner ที่แวะแค่ 2 สถานีคือ Nippori และ Ueno แบบไปกลับสนามบินและใช้ Tokyo Subway ได้อีก 72 ชม.ราคา 5400 เยน (คิดเป็นเงินไทย 1620 บาท) ตกค่าเดินทางวันละ 540 บาท หลงได้ไม่จำกัด เนื่องจากเราเป็นมือใหม่เอาแพคเกจนี้แหละ จองมากจากไทยเรียบร้อยจากลิงค์นี้ https://bit.ly/1RS92Ls พิมพ์ใบจองมาพร้อมยื่นให้เจ้าหน้าที่ที่ Skyliner Information แล้วก็จะได้ตั๋วมาสำหรับใช้ทั้งทริปนี้ ส่วนตารางการเดินรถเข้าเมืองเนื่องจากเรามีเวลาจำกัด อยากเสียเวลาหลงให้น้อยเที่ยวให้เยอะที่สุดก็ดูตารางรถออกจากสนามบินได้ที่นี่ https://bit.ly/2t2nxFx เพื่อจะได้จัดการตารางเที่ยวได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และแผนที่รถไฟใต้ดินสำหรับใช้ในโตเกียวแบบหลงไม่จำกัด https://bit.ly/2Uw6Pdg แนะนำว่าอย่าเซฟในมือถือทิ้งเอาไว้ เผื่อมือถือหายหรือไม่มีสัญญาณเราจะได้ไม่หลง ปริ้นเก็บเอาไว้ติดตัวคนละชุดเผื่อฉุกเฉินดีที่สุด

เมื่อได้ตั๋วแบบนี้มาวิธีการดูว่าเราจะขึ้นสายไหน เช่น Skyliner (มองหาสีฟ้าที่จอแบบนี้บริเวณทางเข้า แล้วบัตรสีชมพูใช้วิธีเสียบเข้ามา) ขึ้นเวลาไหน (09.17) รถไฟคันที่เท่าไหร่ (Train 6) เดินตามป้ายมารอที่ชานชะลา ขบวนของตัวเอง (Car4) ที่นั่ง (Seat 13 A) แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวหลงแล้วรอขึ้นรถไฟไปด้วยกันเลย

เข้ามาในขบวนรถไฟของเราขบวนที่ 4 ที่ชานชะลาจะไม่บอกนะว่าตู้ไหนจอดตรงไหน ต้องสังเกตเลขตู้เอาเองวางกระเป๋าใบใหญ่ตรงประตู แล้วไปนั่งที่เราได้เลย โดยที่นั่งกว้างขวาง มีช่อง USB ให้ชาร์จไฟ แล้วถ้าใครมากับเพื่อนเยอะๆอยากนั่งแบบหันหน้าคุยกัน ก็เอาเท้าเหยียบที่ปุ่มเล็กๆแล้วบิดที่นั่งมาชนหน้ากัน ก็นั่งเม้าท์กันได้ตลอดทริปละจ้า สะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางแค่ 42 นาทีก็ถึงแล้ว เวลารถไฟที่ญี่ปุ่นนี่ตรงเป๊ะเว่อร์

เดินออกมาจากขบวนรถไฟ ก็เปิดแผนที่ Google Maps เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรมก่อน โดยโรงแรมที่เราพักนี้มีชื่อว่า Ueno Hotel ไกลจากสถานีรถไฟ 900 เมตร เดินไกลมาก ! แต่แฟนบอกว่าไม่รู้เห็นชื่อว่า Ueno เลยจองมา อีกอย่างอยู่ใกล้สถานีรถไฟ แต่เป็น JR ไม่ใช่ Subway ซะนี่ แถมจองไปแล้วตั้ง 2 วัน ช่างเถอะถือเป็นประสบการณ์ อากาศตอนนี้ 5 องศา ก็เย็นนะแต่ทนได้ แต่พอลมมานี่ทนไม่ไหวจริงๆ หนาวมือสุดๆ เนื่องจากเราไม่ได้แลกเงินมาจึงใช้บริการกดเงินที่ตู้ ATM แทน ตู้ ATM ที่นี่แนะนำให้ใช้ของ Seven Bank เพราะตู้รองรับภาษาไทย มีเสียงภาษาไทยด้วย แถมใบเสร็จออกมาก็เป็นภาษาไทย เรากดมาก่อน 30,000 เยน (คิดเป็นเงินไทย 9000 บาท) เอามาใช้ก่อน ถ้าไม่พอค่อยวิ่งไปกดใน 7-11 ต่อ ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ออกเที่ยวกันเลย !

มาถึงก็ขอหาอะไรกินก่อน เดินเข้ามาในตลาด Ameyogo ก็จะพบกับร้านอาหารราคาถูกและแหล่งช็อปปิ้งราคาถูก แต่จุดหมายของเราไม่ใช่ข้าวหน้าอาหารทะเลราคาถูกแต่อย่างใด แต่เป็นร้านนี้ Nadai Unatoto ร้านปลาไหลย่างตัวเบิ้มราคาถูกที่ไปเปิดสาขาในประเทศไทยแถวสุขุมวิทด้วย มาถึงร้านเพิ่มเปิดตอนนี้ 11.00 พอดี ไม่มีคนต่อคิวเลยสักคน โชคดีจัง เห็นรีวิวก่อนๆคนต่อคิวยาวมาก ผมเป็นลูกค้าคนแรกสำหรับวันนี้ครับ เข้าไปทานกันเลย

เป็นร้านสไตล์ญี่ปุ่นเล็กๆ มีครัวขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านในตกแต่งด้วยลายไม้ดูขึงขัง ราคาอาหารก็ไม่แพงครับราคาเริ่มต้นที่ 500 เยน แถมราคาร้านนี้รวมภาษี 8 % ไปแล้วเรียบร้อย ถูกไปอีก !!! สั่งมากินให้หายสงสัยสักหน่อย ว่าปลาไหลญี่ปุ่นย่างซอสแท้ๆแบบต้นตำรับ รสชาติเป็นอย่างไรกันแน่ ? (เพราะผมชอบทานปลาไหลย่างมาก !)

พนักงานที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใส มาถึงก็ยกชาเขียวร้อนมาให้ก่อนเลย นี่มันสวรรค์ชัดๆ อากาศหนาวๆซดชาเขียวร้อนๆ บนโต๊ะก็จะมีผักดองสีม่วง พริกป่น พริกไทย และน้ำซอสปลาไหลให้ราดเพิ่มได้ตามใจอีกด้วย



ปลาไหลที่นี่ย่างแบบใช้ตะแกรง ดูเป็นแบบปลาไหลที่ปรุงรสมาพร้อมย่างแล้ว ไม่ได้แล่ย่างซอสสดๆในร้าน ถ้าแบบนั้นคงเป็นอีกราคานึงแหละ ปลาไหลตัวอ้วน ใหญ่โต ย่างไฟแรง ไขมันหยดลงบนไฟเกิดเป็นควันเสียงดังฟู่ฟ่า ชวนกลืนน้ำลายมาก ณ จุดนี้ มองเขาย่างไป กลืนน้ำลายไป อยากกินแล้ว !



นั่งกลืนน้ำลายแปปเดียวก็มาเสิร์ฟ ข้าวหน้าปลาไหลแบบยกตัว 2,000 เยน (คิดเป็นเงินไทย 600 บาท) ปลาไหลย่างตัวใหญ่ หอมกลิ่นย่างเกรียม เนื้อหนาฉ่ำ หน้าตาและกลิ่นดีมาก ส่วนรสชาตินั้นถ้าคุณเคยกินข้าวหน้าปลาไหลย่างในประเทศไทยแล้ว ให้เอาความคิดนั้นทิ้งไป รสชาติที่นี่แตกต่าง เป็นซอสรสเค็มนำ หอมกลิ่นโชยุและซุปปลาอ่อนๆ ไม่หวานเลย ปลาไหลมีความหอมเฉพาะตัวจากการย่างให้เกรียม เนื้อฟูนุ่ม ด้านนอกกรอบนิดๆ

ไขมันปลารสเข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน พอทานกับข้าวสวยญี่ปุ่นที่หอมนุ่มแล้วเข้ากันสุดๆ นี่แหละปลาไหลย่างที่แท้ทรู แล้วปลาไหลย่างที่กินมาเกือบค่อนชีวิตที่ไทยคืออะไร หวานๆเนื้อหยุ่นๆ กลิ่นไขมันและความหอมไม่ชัดเจนเท่าที่นี่เลย สรุปคืออร่อยกว่าที่ไทยเยอะมาก ประทับใจครับ ตอนนี้ลิ้นอัพเกรดละ เหมือนเปิดโลกแห่งรสชาติใหม่เลย

ส่วนจานนี้เป็นชุดข้าวน้ำชาปลาไหลย่าง 800 เยน (คิดเป็นเงินไทย 240 บาท) ในจานนี้เท่าที่เคยดูรายการญี่ปุ่นมาสามารถทานได้ 3 แบบ คือ 1.ทานเปล่าๆ แบบข้าวหน้าปลาไหล 2.คลุกกับสาหร่ายและใบงาตามด้วยวาซาบิ ทานแบบสมุนไพร เพิ่มความหอมสดชื่น และ 3.ราดซุปชาที่เป็นซุปกระดูกปลาและชาเขียงลงบนข้าว เหมือนกำลังทานข้าวต้ม ก็อร่อยได้กิน 3 แบบในชามเดียวคุ้มค่ามากครับ ราคามื้อนี้ 2800 เยน (840 บาท) อิ่มคุ้มค่า เปิดประสบการณ์ใหม่ครับ ใครจะเดินทางมาเปิดแผนที่ตามมาที่ลิงค์นี้ : https://bit.ly/2UDL0sp

อิ่มแล้วเดินทางไปเที่ยวต่อโดยใช้ Tokyo Subway เดินทางไปที่วัดเซ็นโซจิ เปิด Google Maps ค้นหาปลายทางที่จะไป ก็จะบอกเลยว่าเดินไปขึ้นรถตรงไหน สถานีอะไร แต่พอถึงใต้ดิน GPS จะไม่สามารถทำงานได้ ต้องใช้วิธีสังเกตป้าย และสีของเส้นทางรถไฟเอา โดยใช้แผนที่ๆเราเตรียมมา แต่ละสถานีจะมีตัวย่อเช่น Ginza line ก็จะใช้สีส้ม ตัวอักษรย่อ G ก็ไล่ตามแผนที่ไปเลย เช่นเราอยู่ G16 Ueno ไปลง Asakusa G19 ที่ชานชะลาจะมีบอกว่าสถานีต่อไปเป็น G อะไร เราก็สังเกตเส้นที่รถวิ่งไปทานเลขมากขึ้นก็จะไม่หลงแล้ว อีกอย่างบัตรสีเขียวหลงไม่จำกัดที่ได้มาใช้วิธีการเสียบเข้าสถานีนะครับ ผมแตะเข้าได้บ้าง ไม่ได้บ้าง รำคาญ เสียบเอานี่แหละง่ายสุดละ

เมื่อถึงแล้ว ออกประตูไหน Google Maps จะบอกคุณเอง (อย่าลืมเลือกวิธีการเดินทางเป็นการใช้ขนส่งสาธารณะด้วยล่ะ) หรือเมื่อออกจากประตูรถไฟแล้ว ไม่ต้องรีบออกจากสถานี จะมีป้ายเหลืองๆที่ชานชะลาบอกเลยว่า จะไปสถานที่ใดออกประตูไหน แล้วก็ออกตามนั้น มีภาษาอังกฤษกำกับทุกป้ายไม่ต้องกลัวหลงเลย ประตูที่ผมออกมาเป็นตลาดครับ เดินเข้าไปกลางตลาดเจอสี่แยกเลี้ยวขวาตรงยาวก็จะถึงวัดแล้ว

เดินเข้ามาในซอยเรื่อยๆ ก็จะพบกับร้านค้า ร้านชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม และสิ่งที่น่าสนใจที่สุด ตู้กดน้ำแบบหยอดเหรียญ (ทริปนี้เราหมดไปกับเจ้านี่เยอะมากเพราะอากาศหนาว) ป้ายสีฟ้าคือเย็น ป้ายสีแดงคือร้อน ใส่เงินเข้าไปแล้วกดออกมาเลยกาแฟร้อนยี่ห้อ Fire ร้อนสมชื่อ แต่อากาศหนาวแบบนี้ได้เจ้านี่มาช่วยเนี่ยดีมาก เดินอังมือไปทานไป กาแฟที่นี่ไม่ค่อยเข้มข้น เป็นรสกาแฟใสๆ กลิ่นนมใสๆ หวานน้อย ทานแล้วสดชื่นไม่หนักหน่วง แปลกใหม่ดีครับ ด้วยความที่เป็นกะเหรี่ยงไม่เคยมาที่ญี่ปุ่น ข้างตู้หยอดเหรียญเขาจะมีถึงขยะให้ทานแล้วทิ้งเลย เพราะประเทศนี้หาถังขยะยากมาก หากคุณคิดจะเดินทาน เตรียมถุงขยะใส่กระเป๋ามาด้วยนะครับ ค่อยเก็บไปทิ้งที่โรงแรมแทน

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะพบกับซุ้มประตูวัด Sensoji คนหลากหลายเชื้อชาติเสียงดังวุ่นวายมากแถวนี้ แต่ก่อนเข้าไปทีี่ซุ้มประตูตรงขวามือเจอนักท่องเที่ยวชาวจีนกำลังถ่ายสิ้งนี้อยู่ "ดอกซากุระ" เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ถึงแม้ว่ามันจะขึ้นน้อยก็เถอะ ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ซากุระทุกต้นไม่มีดอกหมดเลย ยกเว้นต้นนี้ สวยงามมาก โชคดีจริงๆ

ปกติเราไม่ใช่คนเที่ยววัด แต่ไหนๆก็มาโตเกียวแล้ว ใครๆเหมือนเป็นภาคบังคับ ก็อ่ะลองมาก็ได้ มาถึงก็จะพบกับซุ้มประตูและโคมไฟยักษ์ที่ใครๆก็มาถ่ายรูป เดินเข้าไปก็จะมีวิหาร และจุดเสริมดวงเสี่ยงเซียมซี ไปไหว้กันเถอะ อย่าถามนะว่าเริ่มอะไรก่อนหลัง เราพยายามหาข้อมูลวิธีการเริ่มไหว้ที่ถูกต้องละหาไม่เจอ เอาเป็นว่าเห็นคนส่วนใหญ่อะไรก็ทำให้ครบก็แล้วกัน ก่อนหรือหลังอันนี้เราไม่ซีเรียสเนอะ

เดินมาถึงเห็นบูทเสี่ยงเซียมซีก็เอาก่อนเลย 100 เยน ถังเซียมซีที่นี่ไม่เหมือนบ้านเรา ไม่ต้องเขย่าให้เสียงดัง เป็นรูเล็กๆพอไม้ลอดออกอันเดียว หยอดเหรียญ 100 เยน แล้วเขย่านิดหน่อยจากนั้นคว่ำถังลง เลขที่ออกมาจะเป็นอักษรญี่ปุ่น ลองเทียบอักษรกับหน้าตู้เอา หยิบคำทำนายออกมา ไม่ต้องกลัวว่าจะอ่านไม่ออก ที่นี่เขามีคำทำนายภาษาอังกฤษจ้า ถ้าไม่เก่งอังกฤษอีก Google แปลภาษาช่วยคุณได้ ถ้าโชคไม่ดีก็มาผูกใบเซียมซีไว้ตามราวที่เขาเตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี อ่านแล้วจำด้วยนะว่าเราโชคร้ายด้านใด และอยากโชคดีด้านไหน แล้วค่อยไปซื้อเครื่องรางมาแก้กันจ้า ที่นี่เครื่องรางมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งการงาน การเงิน คนรัก การเรียน สารพัดที่คุณอยากจะโชคดีมีครบ

จากนั้นใครจะซื้อธูปมาจุดก็แล้วแต่สะดวกนะครับ แต่เห็นส่วนใหญ่ไม่ซื้อแต่กวักเข้าหาตัวกันทั้งนั้น จากนั้นไปล้างมือที่บ่อน้ำเย็นเจี๊ยบ นักท่องเที่ยวบางคนกินและบ้วนปาก อย่าทำนะครับมีป้ายเตือนภาษาอังกฤษอยู่นะ คาดว่าน่าจะไม่ได้สะอาดขนาดนั้น เราล้างพอเป็นพิธีครับ เพราะมือจะแข็งเอาซะก่อน

เดินขึ้นไปภายในวิหารใหญ่ คนญี่ปุ่นก็จะใช้เหรียญ 5 เยน (เหรียญที่มีรูตรงกลาง) ไหว้ โยน ตบมือ หน้าบ่อที่เป็นตะแกรงแบบนี้ เพราะเหรียญ 5 เบยในภาษาญี่ปุ่นไปพ้องเสียงกับคำว่าโชคดี จึงนิยมไหว้กันครับ ส่วนด้านบนไม่แน่ใจว่าเป็นพระหรือเทพอะไร ผมแค่ขึ้นไปถ่ายรูปครับ ไม่ได้ไหว้อะไรเดินลงมา แล้วก็พบกับน้องหมาของคนญี่ปุ่น น่ารักมาก พุดเดิ้ลทอยตัวนิดเดียว ขนสวยเงางาม หมาเจอในทริปนี้เจอพุดเดิ้ลซะเยอะครับ เหมือนคนโตเกียวมีพื้นที่จำกัดในการเลี้ยงสัตว์ ทำให้หมาตัวเล็กขนยาวแบบนี้ได้รับความนิยมมากกว่าหมาตัวใหญ่ นานๆจะเจอชิบะสักตัว

อ่านดวงเมื่อกี้แล้วอยากเสริมอะไรก็มาเลือกก่อนกลับครับ ของที่ขายดีที่สุดเหมือนจะเป็นกระดิ่งที่หมดแทบทุกบูธ เราได้บูธสุดท้ายติดกับวิหารที่ไหวเมื่อกี้เหลืออยู่ที่เดียว เลยได้มาพกติดตัว กับเครื่องรางอีกอันที่เสริมเรื่องการเงินครับ ไหนๆก็ไปแล้วลองซื้อกลับมาหน่อย เพราะวัสดุที่ใช้ก็ดูดีไม่น่าเกลียด ใช้เป็นเครื่องประดับก็ได้ครับสวยงาม

พอเดินออกมาอีกทาง อ้าวนี่เป็นถนนทางเข้าวัดนี่นา แปลว่าเมื่อกี้เราเข้าทางหลังวัด ก็มาเจอกับร้านนี้ครับ ซาลาเปาทอดเจ้าดังวัด Sensoji คนต่อคิวยาวมาก ผมสั่งเป็นไส้ชาเขียวกับซากุระครับ ซาลาเปาแป้งด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่มเหนียว ไส้ชาเขียวเข้มข้นหวานกำลังดี อร่อยครับ ส่วนไส้ซากุระเป็นใบซากุระดองเปรี้ยวเค็ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทานกับไส้หวานๆอร่อยแบบแปลกๆครับ แถมแป้งด้านนอกไม่อมน้ำมันด้วย สมเป็นร้านดังครับ

เดินมาสุดทาง ซึ่งตลอดเส้นทางนี้เป็นของกิน ของฝาก ของใช้ ส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างสูงทีเดียว เช่นตะเกียบ พัดญี่ปุ่น มีดทำครัว ขนมโบราณของญี่ปุ่น แต่ก็เหมือนว่าจะเป็นของที่หาได้เฉพาะย่านนี้เท่านั้น ใครอยากซื้อกลับไปฝากคนที่ประเทศไทยก็ดูดีเลยครับ เดินออกมาก็เจอซุ้มประตูใหญ่ นี่คนก็มาถ่ายรูปเยอะไม่แพ้กัน ต่อไปเราจะไปตลาดซึกิจิเก่ากันครับ เดินนานต้องเพิ่มพลังด้วย ฮันนี่เลมอนร้อน ทั้งเปรี้ยว ทั้งหวาน เอาผสมน้ำเปล่าทานได้อีกขวดเลย ไม่ค่อยชอบครับ ระหว่างทางไปขึ้นรถไฟก็เหมือนกับเจอร้านดังที่คนญี่ปุ่นต่อแถวเพียบ น่าสนใจ แต่ไว้โอกาสหน้าเนอะ เพราะแพลนการเดินทางของเรามีเวลาจำกัด ไปสถานี Asakusa A18 ย้อนไป Ningyocho A14 เปลี่ยนไปเส้นสีเทา H Line วิธีการเปลี่ยนสายคือเดินตามป้ายสีเทาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องออกจากตัวสถานีแล้วแตะบัตรออก สามารถเดินไปเปลี่ยนสายได้ทันที อยู่ภายในสถานีนั่นแหละ แต่ถ้าเผลอแตะไปแล้วก็เข้าออกได้เรื่อยๆ เพราะบัตรเราหลงไม่จำกัดอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล จากนั้นเดินทางจาก H13 Ningyocho ย้อนไปH10 Tsukiji ก็ถึงแล้วจ้า

เดินมาด้านนอกตรงเกือบสุดตลาดเราก็จะพบกับร้านดังเป็นข้าวหน้าเนื้อต้มในมิโสะเข้มข้น เป็นหนึ่งในของดีตลาด Tsukiji เคยดูมาจากรายการ "สุโก้ยเจแปน" จะเดินผ่านไปเฉยๆคงไม่ได้ ขอสั่งมาลองสักชามแล้วกันครับ

ราคาชามนี้ 700 เยนครับ (210 บาทไทย)ในชามประกอบด้วย เนื้อวัว เครื่องในวัว และบุกก้อนญี่ปุ่น ต้มในมิโสะเข้มข้น โรยหน้าด้วยต้นหอมญี่ปุ่น พร้อมชาร้อน 1 แก้ว (ชาร้อนถ้าไม่พอไม่เติมได้ฟรีครับ) โดยวิธีสั่งนั้น เนื่องจากพนักงานคุยภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมเลยใช้วิธีชี้ไปที่ชามของคนที่กำลังทานอยู่แทน จากนั้นพ่อครัวก็จะตักเนื้อในหม้อใส่ชามให้วางในถาด จะนั่งทานที่หน้าบาร์ หรือยืนทานก็ได้ ส่วนรสชาตินั้นบอกเลยว่าไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน เนื้อวัวและเครื่องในนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ ซอสมิโซะมีความหอมเข้มข้นตามด้วยรสกลมกล่อมทาน ไฮไลท์ที่สุดของจานนี้น่าจะเป็นก้อนบุกสไตล์ญี่ปุ่นรสชาติแตกต่างจากที่ไทยเพราะเนื้อบุกนุ่มเหนียวซึมซาบน้ำซอสเข้าไปด้วยไม่เหมือนกับบุกที่เคยผ่านมาก่อนหน้านี้ที่มักจะไม่มีรสชาติ แข็งกระด้าง ทานพร้อมกับข้าวสวยในวันที่อากาศเย็นจัดแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าร้านนี้ทำไมชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวมาทานเยอะ เดินเข้าออกตลอดวัน

เดินเข้ามาในตลาดวันนี้เนื่องจากอากาศหนาวและฝนกำลังตกทำให้ร้านค้าต่างๆเหมือนเปิดยังไม่ครบเท่าไหร่และนักท่องเที่ยวก็มาเดินกันจำนวนน้อยไม่แน่ใจว่าเรามาเดินในช่วงเที่ยงด้วยหรือเปล่า ตลาดวายเกือบหมดแล้ว แต่ไหนๆก็มาแล้วลองเดินสำรวจราคาอาหารทะเลที่นี่ซะหน่อยก็แล้วกันเห็นว่าถูกนักหนา เผื่อได้ลองซื้อไปลองชิมบ้าง

เริ่มสำรวจราคาอาหารทะเลในตลาดกันเริ่มจากมากุโร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอาคามิ จูโทโร่และโอโทโร่ ในแพ็คสวยงามชิ้นใหญ่ราคาไม่ค่อยต่างกันมากนัก เริ่มต้นที่ 1,400 ถึง 1,900 เยนคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 400-600 บาทไม่แพงเลย แถมคุณภาพดีมาก ส่วนไข่ปลาแซลมอนแบบเป็นพวงสีแดงสวยงามหมักเกลือพร้อมทาน ราคาเริ่มต้นที่พวงละ 1,000 เยนถ้าพวงใหญ่หน่อยก็ 2,000 เยนคิดเป็นเงินไทยประมาณ 300-600 บาท และเมนไทโกะราคาเริ่มต้นที่พวงละ 1,000 เยน นอกจากนี้ยังมีหอยนางรม เนื้อปูพร้อมของทะเลอีกหลายอย่างในราคาที่ไม่แพงมาก (ถ้าเทียบราคากับที่ประเทศไทย) ด้วยความที่ส่วนใหญ่เป็นของสด ทำให้เราไม่กล้าซื้อได้แต่ส่องราคาดูเฉยๆ เพราะไม่รู้ว่าซื้อแล้วจะเอาไปทานที่ไหน ร้านอาหารพร้อมทานเลยก็มีนะ แต่ราคาไม่ถูกเลยถ้าเทียบกับที่ Ueno

เดินเข้ามาในตลาดเรื่อยๆก็จะพบกับร้านขายไข่เจียวสไตล์ญี่ปุ่นหรือทามาโกะยากิ ร้านนี้เป็นเจ้าดังมีขายตั้งแต่เสียบไม้ไม้ละ 100 เยนรวมถึงก้อนใหญ่ ราคาตั้งแต่ 450 ถึง 1,250 เยน ด้วยความที่กลัวว่าจะไม่อร่อยเลยสั่งเป็นไม้เล็กมาลองชิมก่อนแล้วกันที่ร้านนี้มีครัวหน้าร้านทำให้สดใหม่คนมารอรุมกันซื้อเพียบ ตอนซื้อคนขายจะถามว่าเอาแบบหวานหรือไม่หวาน(คิดในใจถ้าไม่หวานก็เท่ากับกินไข่เจียวธรรมดาสิ)เลยสั่งแบบหวานมาลอง 1 ไม้ รสชาตินั้นหวานมากไม่มีกลิ่นความหอมของไข่ไก่ หรือความกลมกล่อมจากน้ำซุปใดๆเหมือนกำลังกินไข่เชื่อมเสียบไม้ แต่เนื้อสัมผัสเด้งนุ่มอร่อยกว่าที่ไทยเยอะส่วนตัวคิดว่าร้านนี้ไม่อร่อยเลยครับจากบรรดาร้านทั้งหมดที่ทานในทริปนี้

นอกจากร้านอาหารสดแล้วยังมีอาหารทะเลย่างที่ได้รับความนิยมอย่างเช่นหอยนางรม หอยเชลล์ย่าง เหมือนว่าร้านนี้จะเป็นเจ้าดัง เพราะเห็นมีแต่คนไทยนั่งทานกันเต็มร้าน และมีอีกร้านที่ขายราคาไม่แพงมากที่ท้ายตลาด ก็น่าลองนะ แต่ตอนนี้เจอข้าวหน้าเนื้อชามใหญ่และไข่ย่างไป 1 ไม้แล้วในกระเพาะ เอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกัน

ระหว่างเดินทางกลับเพื่อไปถ่ายรูปต่อที่โตเกียวทาวเวอร์ ก็เจอสถาปัตย์แปลกตา นึกว่าหลุดไปแถวอินเดีย พอลองเข้ามาดูใกล้ๆเป็นวัดพุทธครับ สวยงามมาก แต่ว่าไม่อยู่ในแผนการเที่ยวของเรา ถ่ายรูปมาฝากทุกคนแทนครับ



ตอนนี้เราอยู่ที่สถานี H10 Tsukiji ต้องนั่งย้อนไปที่สถานี H5 Kamiyacho นี่คือป้ายสีเหลืองที่เคยบอกไว้ เวลาออกมาจากรถไฟไม่ต้องรีบ มาดูได้ที่ป้ายนี้เลยว่าเราจจะไปสถานที่ท่องเที่ยวไหน ออกประตูอะไร อย่างในป้ายนี้บอกว่าถ้าจะไปโตเกียวทาวเวอร์ออกประตู 1 อ่ะเดินออกไปกันครับ




ระหว่างกำลังเดินไปโตเกียวทาวเวอร์ ผมก็พบกับอีก 1 วัฒนธรรมที่น่าสนใจครับ เช่นตึกนี้กำลังมีการก่อสร้าง ที่นี่มีการกั้นถนนใหม่ให้คนเดินทางเท้าสะดวกมากขึ้น พร้อมพนักงานอีก 2 คนช่วยกันบอกคนที่เดินผ่านไปมาว่า ให้ใช้เส้นทางใหม่ที่กำหนด ดูแล้วปลอดภัยหายห่วงจริงๆประเทศนี้ รู้สึกสบายใจครับ เหมือนว่าความปลอดภัยของคนเดินท้องถนนที่นี่สำคัญกว่าบ้านเราเยอะเลย


เดินมาจนถึงทางแยกใหญ่ก็จะพบกับตึกที่เหมือนกับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของที่นี่ ด้านล่างเป็นเหมือนกำแพงอิฐเก่าๆ แต่ด้านบนเป็นตึกทันสมัย ไม่แน่ใจว่าตึกนั้นเรียกว่าอะไร แต่มีนักท่อเที่ยวมาถ่ายรูปเรื่อยๆ หันซ้ายขึ้นเนินมาหน่อยก็จะพบแล้ว โตเกียวทาวเวอร์ ถ้ามาตอนกลางคืนถ่ายรูปน่าจะสวยกว่านี้ แต่เนื่องด้วยว่าเวลาการเดินทางของเรามีจำกัด มาเห็นด้วยตาเนื้อและถ่ายรูปเป็นที่ระลึกนิดหน่อยก็ต้องไปที่พระราชวังอิมพีเรียลต่อครับ นั่งจาก H5 ไป H7 Hibiya ต่อรถไฟสายสีเขียว C9 Hibiya ไปลงสถานี C10 Nijubashi-Mae ใน Google Maps เดินอีก 1.6 กม. แต่เห็นว่ามีเส้นทางลัดเข้าทางหลังพระราชวังได้ด้วยเดี๋ยวเราไปดูกัน

พอถึงสถานีปุ๊บเนื่องจากสถานีนี้มีทางใต้ดินเชื่อมต่อกับตึกและสำนักงานมากมาย ที่น่าสนใจคือไอศครีมกูลิโกะแบบตู้หยอดเหรียญที่ญี่ปุ่นมีหลากรสกว่าที่ไทยเยอะเลย จะให้ออกไปทานนอกสถานีเผชิญอากาศหนาวก็ไม่ใช่เรื่อง เจอแล้วก็ลองกดมาชิมดูสักหน่อย สำหรับโคนนี้เหมือนจะเป็นบลูเบอรี่ชีสเค้ก ราคาโคนละ 150 เยน ประมาณ 45 บาทไทย ราคาแพงกว่าที่ไทย แต่รสชาติดีกว่าเยอะ หอมกลิ่นนม ครีมชีส ใส่บลูเบอรี่มาเยอะ หวานกำลังดี อร่อยมากครับ แต่ทริปนี้ได้ลองไม่กี่รสเอง เพราะอากาศหนาวมากไม่ค่อยอยากทานเท่าไหร่ แต่สงสัยรสชาติก็ลองดูครับ

เดินตรงออกมาจากสถานีเดินไกลมาก ! เพิ่งเห็นรั้วกับสวนพระราชวังอยู่ปลายตา แถมตอนนี้ตะวันใกล้จะตกดินแล้วต้องรีบเดินกันหน่อย เพราะว่าประตูพระราชวังปิดเวลา 17.00 รีบจั้มเดินเร็วแบบด่วนเลย

อุตส่าห์รีบเดินแบบสุดชีวิตเข้ามาตรงประตูด้านหลังวัง มีป้ายแปะไว้ว่า "วันนี้ประตูปิด" แถมจะหมดเวลาเข้าแล้วด้วย ต้องเดินไปเข้าอีกทางหนึ่งอ้อมไปอีก 800 เมตร ไม่เข้าไปก็ได้จ้า ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศด้านนอกแทนแล้วกันครับ กำแพงหินสวยๆ ตัวพระราชวังล้อมรอบด้วยน้ำ กับต้นไม้ที่ดูแปลกตา มาถ่ายแค่นี้ก็พอใจละครับ

มีการเปลี่ยนแผนนิดหน่อยระหว่างรอเวลา 19.00 เพื่อจะไปทานซูชิแบบโอมากาเสะราคาถูกที่เราจองไว้จากประเทศไทย ตอนนี้หาสถานที่ท่องเที่ยวใกล้ๆก็คือ สถานีโตเกียว ที่ด้านล่างสถานีนั้นเป็นถนนแห่งราเมน น่าสนใจมาก ไปรองท้องเอาไว้ก่อนแล้วกัน ระหว่างกำลังเดินเราก็พบกับดอกไม้หน้าตาแปลก เหมือนผักมากกว่าดอกไม้ ไม่ทราบว่าเรียกว่าดอกอะไรแต่แปลกตาดีที่เห็นดอกไม้คล้ายกะหล่ำปลีถูกปลูกอยู่กลางเมือง ถ่ายรูปมาให้ชมกันครับ

เดินตรงมาจากพระราชวังก็จะพบกับสถานีรถไฟ Tokyo Station เป็น JR Line ตึกด้านนอกเป็นสถาปัตย์แบบยุโรปดูแปลกตาอลังการมาก ทั้งๆที่หันหลังกลับไป เป็นตึกใหญ่สวยงามเปิดไฟทั่วตึก สวยงามมากครับ

เนื่องจากถ้าเราจะเดินทางใกล้ที่สุด ต้องเดินเข้าไปในสถานี JR ทะลุไปด้านล่างเพื่อที่จะเข้าไปทานราเมน แต่จะเสียค่าปรับ 150 เยน เราเลยเดินอ้อมใต้ห้างที่เชื่อมกับใต้ดินเอาครับ ไกลมาก !!! ระหว่างทางเห็นมีที่จอดรถแบบหยอดเหรียญด้วยครับ คือใครจะจอดก็เสียเงินที่ตู้แทน ไม่ต้องมีคนเดินมาเก็บแปลกดีครับ อากาศหนาวๆ เห็นหลายคนบอกว่าซุปกระป๋องที่ญี่ปุ่นเนี่ย น่าสนใจ เราสั่งมาลองดู เป็นเหมือนซุปหัวหอม เค็ม หวานนิดๆ กลมกล่อมดีครับ

เดินอ้อมไกลมาก ! จนอาหารที่กินมาก่อนหน้านี้ย่อยไปหมดแล้ว ก็ถึงแล้ว Tokyo Ramen Street มีร้านราเมนหลากหลายรวมถึงมีการจัดอันดับว่าร้านไหนอยู่ลำดับที่เท่าไหร่ให้เราเลือกด้วย แต่ป้ายชื่อร้านเป็นภาษาญี่ปุ่นหมดเลย เอาเป็นว่าตอนนี้หิวแล้ว ใช้วิธีการดูเมนูหน้าร้านเอาแล้วกัน ร้านไหนน่ากินก็ลองทานร้านนั้นแหละ

วันนี้ผมเลือกทานร้านนี้ครับ เห็นรูปราเมนหน้าร้านและจำนวนคนทานในร้านเยอะดี รสชาติคงไม่ธรรมดา พอมาถึงเราก็หยอดเหรียญหรือแบงค์ที่เครื่องหน้าร้าน เลือกเมนูที่ต้องการทาน จากนั้นนำตั๋วไปให้พนักงานในร้านได้เลยครับ สำหรับร้านนี้ไม้ต้องกลัวว่าจะกดผิดไม่ได้ทานราเมนอย่างที่อยากทาน เพราะที่ตู้มีภาษาอังกฤษจ้ารอดตายแล้ว

เข้ามาในร้านญี่ปุ่นแบบนี้วัฒนธรรมการเอาใจใส่พนักงานทำให้เราหลงรักได้ง่ายๆครับ (ต่างจากเกาหลีแบบลิบลับ) ตะโกนต้อนรับลั่นร้านเลย แถมที่นั่งที่เราเลือกนั้นจะมีตะกร้าผ้าสีดำเล็กๆให้เราได้วางกระเป๋าได้ด้วย ไม่ต้องวางไว้บนพื้น สามารถทานราเมนได้อย่างสบายใจ เครื่องปรุงบนโต๊ะก็มีให้ครบครับ พร้อมชาเขียวเหยือกใหญ่ไม่ต้องกลัวแห้งเหือด ยิ่งเดินมาไกลๆแบบนี้ได้รับการบริการที่ดีขนาดนี้ รู้สึกดีมากครับ

ผมสั่งเป็นทงคัตสึราเมน ราคาชมละ 980 เยน แฟนผมสั่ง เหมือนกันแต่ใส่เครื่องทุกอย่าง ราคา 1,030 เยน น้ำซุปกระดูกหมูรสเค็มนำ มัน แต่หอมกลิ่นน้ำมันหอมเจียว กลมกล่อม เส้นเหนียวนุ่ม ทานกับหมูชาชูรสหวานอ่อนๆ ย่างด้านนอกมาเกรียมกรอบนิดๆ อร่อยมากครับ ส่วนเกี๊ยวซ่าที่ร้านนี้ก็อร่อย ไส้หมูน้อย ผักเยอะ แต่ทานแล้วหวานฉ่ำสดชื่น เข้าใจแล้วว่าทำไมคนญี่ปุ่นมักจะสั่งเกี๊ยวซ่าหรือข้าวผัดมาทานคู่กับราเมน เหมือนทำให้อิ่มแล้วช่วยแก้เลี่ยนไปด้วยในตัว เพราะตัวซุปรสชาติหนักหน่วงมาก ได้เกี๊ยวซ่าไส้ผักหวานกรอบจิ้มน้ำจิ้มรสเปรี้ยวกลมกล่อมสักหน่อยอร่อยลงตัวครับ ราคาก็ไม่แพงมากจานละ 420 เยน มื้อนี้รวม 2,430 เยน ประมาณ 730 บาทไทยครับ ถามว่าแพงมั้ยก็แพงนะ แต่รสชาติแตกต่างกว่าที่ไทยอร่อยกว่ากันมาก และไม่ได้แพงกว่าร้านทั่วไปของที่นี่เท่าไหร่นัก

ทานเสร็จแล้วเดินออกมาจากสถานีโตเกียวไปไม่ไกลนักเพื่อจะไปทานซูชิแบบโอมากาเสะต่อที่ Manten Sushi โดยเราจองมาจากประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว ระหว่างกำลังเดินไป 2 ข้างทางประดับด้วยไฟสวยงาม อากาศหนาวยิ่งกว่ากลางวัน แต่บรรยากาศสวยกว่าเยอะมาก ไฟดวงเล็กๆระยิบระยับตลอดการเดินทาง

มาถึงหน้าร้านแล้วก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่าการจองร้านนี้ไม่ได้ง่าย แต่โชคดีของเราที่วันนี้มีคนยกเลิกคิวพอดี ร้านนี้เปิด 2 รอบตามแบบฉบับร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป 11.00 - 14.00 และ 17.00 -21.30 วันนี้รอบ 19.00 กำลังว่าง 2 ที่ ไม่รอช้า จองสิครับ ที่เว็บไซต์นี้ : https://bit.ly/2SfRHUY

เว็ปไซต์จะเป็นภาษาญี่ปุ่นแนะนำให้เปิดด้วย Chrome แล้วใช้วิธีการแปลเป็นภาษาไทยดูครับ จองได้ไม่ยาก แล้วจะได้รับ E-mail Confirm ตอบกลับมา เก็บไว้เพื่อแสดงสิทธิ์เข้าร้านในเวลาที่กำหนด

เมื่อเข้ามาถึงในร้านพนักงานก็จะสอบถามว่าเราจะดื่มอะไร ? แพ้อาหารอะไรบ้างไหม ? เป็นภาษาอังกฤษครับ เราบอกว่าจัดมาทุกอย่างเลย ชีวิตนี้ไม่มีคำว่า "แพ้" ครับ เขาก็ยิ้มนิดนึงแล้วเริ่มทำซูชิให้เราทันที โดยราคาคอร์สซูชิแบบโอมากาเสะที่ร้านนี้ราคาคนละ 6000 เยน (ไม่รวมภาษี 8%) คนละไม่ถึง 2,000 บาท ทานได้ทั้งหมด 28 เมนูแต่จ่ายแค่นี้ ในไทยไม่มีทางหาราคานี้ได้แน่นอน เดี๋ยวลองชิมดูครับว่ารสชาติจะดีแค่ไหนเชียว

พนักงานที่ร้านนี้มีแต่ชายฉกรรจ์ครับ เสียงดังขึงขัง วันนี้เครื่องดื่มผมสั่งเป็นชาเขียวเย็นธรรมดา เริ่มต้นด้วยเมนูแรก คาดว่าน่าจะเป็นซุปปลารสบางๆ มีความหอมเค็มกลมกล่อมตามแบบฉบับญี่ปุ่น เหมือนเป็นการเตรียมลิ้นให้พร้อมก่อนการรับรสชาติ โดยการทานซูชิที่นี่อย่ามัวแต่ละเลียดนะครับ เพราะเชพจะมองเราเวลาทานไปด้วย เราต้องทานไปให้หมดทีละอย่างแล้วอาหารจานต่อไปจะตามออกมา เพราะฉะนั้นต้องรีบถ่าย รีบกินครับ

ภาพต่อไปนี้ White balance อาจจะเหวี่ยงไปมา มีสีตรงบ้าง อมเหลืองบ้าง (ต้องรีบถ่ายรีบทานเพราะเชฟและลูกค้าคนอื่นรออยู่) ต้องขออภัยด้วยครับ เมนูที่ 2 เป็นเหมือนอาคามิหมักซอส ให้ความเค็มกลมกล่อมหอมกลิ่นยูสุบางๆ สดชื่นไร้กลิ่นคาวเลือด มีมันแทรกตามเนื้อเล็กน้อย อร่อยมากครับ เมนูที่ 3 เป็นปลาอะไรไม่ทราบ หมักซอสรสเค็มหวานอ่อนๆ นำไปเบิร์นไฟให้หนังกรอบเล็กน้อย ได้ความนุ่มของเนื้อปลา และความหอมกรอบของไขมันที่ถูกลนไฟ ได้สัมผัส 2 แบบในคำเดียว อร่อยมากครับ อย่างที่ 4 เป็นขิงดองวางไว้กองใหญ่ ทานได้เรื่อยๆเชฟคอยเติมให้ตลอดครับ อันที่ 5 นี่ตอนแรกนึกว่าปลาหมึก แต่เป็นเอนกาวะชิ้นหนาหั่นมาเป็นริ้วๆ มีความหวานกรอบ เค็มนิดๆ ไขมันค่อยๆทะลักมาในปากเรื่อยๆ ไม่เลี่ยนแบบลนไฟที่เคยทานมาก่อนหน้านี้ในไทย

เมนูที่ 6 เป็นสาหร่ายทะเลดอง มีความหวานเปรี้ยว เค็มอ่อนๆหอมกลิ่นสาหร่าย เสิร์ฟมาเย็นๆให้ความสดชื่น เมนูที่ 7 คือ หอยเป๋าฮื้อ ให้มาครึ่งตัวพร้อมตับ เป็นหอยต้มในสาเกรสหวาน เนื้อหอยกรอบแน่น ให้มาชิ้นใหญ่ ส่วนตับที่เสิร์ฟมาคู่กันมีความมัน หวานกลิ่นสาเกรสชาติตับเข้มข้นคล้ายกับตับไก่ที่ไม่มีกลิ่นสาบ อร่อยมาก ! เมนูที่ 8 เป็นไข่ตุ๋นเนื้อปู ที่เนื้อเนียนนุ่ม ด้านล่างใส่เนื้อปูหวานๆมาให้เต็มที่ เมนูที่ 9 เป็นซูชิปลาหมึกสด ที่ดูเหมือนจะใส่วาซาบิเยอะ แค่ไม่เผ็ดเลยสักนิด เพราะที่นี่ใช้วาซาบิสดฝานบดกันต้อหน้าให้เห็นแบบจะจะ หมึกเนื้อเหนียวหนึบ เคี้ยวอร่อย มีความหวานนิดๆ อีกอย่างข้าวซูชิของที่ร้านเป็นสีน้ำตาลอ่อนเหมือนปรุงรสมาแล้ว เข้ากับเนื้อสัตว์บนซูชิมาก

เมนูที่ 10 เต้าหู้ธรรมดา แต่รสชาติไม่ธรรมดาเลย เนื้อเบา นุ่ม ละเอียด แต่รสชาติเข้มข้นเหมือนกำลังทานน้ำเต้าหู้แบบหัวเข้มข้น แต่ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ เป็นความเย็นสดชื่นอร่อย ไม่ธรรมดาแล้ว เมนูที่ 11 ซูชิปลาแมคเคอเรล เนื้อสีแดงสลับชมพู หนังปลาอัดแน่นด้วยไขมันรสชาติเข้มข้น เนื้อปลาแน่น เคี้ยวสนุกมาก เมนูที่ 12 หน้าตาเหมือนผักบุ้ง แต่ไม่ใช่ มันคือส่วนหัวของต้นวาซาบิหมักเกลือ รสเค็มอ่อนๆ เคี้ยวแล้วได้กลิ่นฉุนวาซาบิบางๆ กรอบเย็นหอม สดชื่นมาก เป็นวัตถุดิบที่ไม่เคยทานมาก่อน รสชาติดีกว่าที่คิด เมนูที่ 13 ซูชิปลากระพงแดง เนื้อแน่น เคี้ยวสนุก ไขมันหอมเฉพาะตัว เป็นปลาราคาแพงแต่เสิร์ฟในราคาแค่นี้ คุ้มยิ่งกว่าคุ้มครับ

เมนูที่ 14 หอยนางรมต้มเสิร์ฟแบบเย็นๆ รสชาติหวาน มัน ละลายในปาก มีความหอมโชยุนิดๆ เหมือนกำลังทานตับรสหอยนางรม อร่อยมาก ! เมนูที่ 15 หน้าตาคล้ายไชโป้ว พอชิมเข้าไปมันก็คือไชโป้วหวานนี่แหละ แต่หวานกำลังดีมีความเปรี้ยวนิดๆ พอสดชื่น เมนูที่ 16 เป็นซูชิเห็ดเข็มทอง เป็นเห็ดเข็มทองโรยเกลือธรรมดา รสชาติก็ธรรมดา คำนี้เป็นคำที่ไม่ชอบที่สุด เหมือนทานเห็ดต้มในซุปสุกี้ที่ไม่ได้จิ้มน้ำจิ้มแล้วเอามาวางบนข้าวปรุงรสหวานๆทานพร้อมกัน เฉยๆสุดเลย เมนูที่ 17 ไชเท้าดองรสหวานเปรี้ยว มีความเย็นกรอบ เหมือนทานที่ร้านอาหารเกาหลี

เมนูที่ 18 เป็นซูชิทูน่าส่วนชูโทโร่ มีความหอม มัน นุ่มนวล แต่ชิ้นนี้เหมือนกับว่าติดพังพืดตรงท้องมานิดหน่อย ต้องออกแรงเคี้ยวนิดนึง แอบชอบส่วนอากามิเมนูที่ 2 มากกว่า เมนูที่ 19 ซูชิกุ้งหวาน ที่ใช้กุ้งหวานตัวจิ๋วมาทำเป็นหน้าซูชิ เวลาเคี้ยวเนื้อกุ้งหวานแทรกความนุ่มนวล หวานอ่อนๆไปทุกอนูของข้าวซูชิ อร่อยมาก ! เมนูที่ 20 ตอนแรกเชฟเอาข้าวเปล่ามาวางที่หน้าเรา คิดในใจอย่างนี้ต้อ Ikura มาแล้วล่ะ แล้วก็มาจริง จับราดลงบนข้าวสวย 2 ช้อนใหญ่ๆ เป็นข้าวหน้า ไข่ปลาแซลมอนที่ประเทศญี่ปุ่นเราสังเกตได้อย่างหนึ่งคือ เนื้อแน่น ลูกเล็ก เค็มอ่อนๆ เนื้อไข่มันราวกับกำลังกินไข่แดงเค็มผสมกลิ่นไขมันปลาแซลมอน ต่างจากไข่ปลาแซลมอนแตกตัวเป็นน้ำมันปลาแซลมอนรสเค็มโดดที่ประเทศไทยมาก ที่ประเทศญี่ปุ่นอร่อยกว่าเยอะเลย เมนูที่ 21 เป็นอัณฑะปลา ไม่แน่ใจว่าเป็นของปลาอะไร มาในซอนพอนสึ รสชาติหวานมัน ได้ความสดชื่นของพอนสึเข้ามาทำให้รสชาติลงตัว อร่อยมากครับ ใครมองว่าเป็นอาหารที่แปลก ลองทำใจให้สบายแล้วปิดตาชิมดูครับ เปิดโลกเลย อร่อยมัน หอมสดชื่นสุดๆ

เมนูที่ 22 เป็นเมนูราคาแพงอย่างมากิไข่หอยเม่น รสชาติหวาน มัน หอมกลิ่นน้ำทะเลอ่อนๆ เหมือนกำลังทานคัสตาร์ตกลิ่นน้ำทะเลที่หอมหวาน อร่อยมาก ! เมนูที่ 23 เป็นซุปหอยที่เบสของน้ำซุปเป็นเหมือนกับเมนูจานแรก เหมือนเพิ่มความหอมจากหอยและหวานสาเกอีกนิดเพิ่มขึ้นมา รสชาติธรรมดาครับ เมนูที่ 24 ซูชิอานาโกะ หรือปลาไหลทะเล เนื้อไม่มัน ไขมันไม่หนักหน่วงเท่าอูนาหงิ เนื้อปลาร่วนๆ มันอ่อนๆ ทานกับซอสรสหวาน หอมกลิ่นย่างเกรียมนิดๆ อร่อยดีครับ เมนูที่ 25 ซูชิโรลโทโร่สับ เป็นเนื้อปลาทูน่าสับปรุงรสผสมหอมใหญ่ ให้ความกรอบ หวาน มัน ก็อร่อยดีครับแต่รู้สึกไขมันเยอะ เลี่ยนไปหน่อย เมนูที่ 26 ตับปลา Monk Fish ต้มโชยุ เป็นตับปลาราคาแพงให้ทานในราคานี้เนี่ยนะ รสชาติมัน หอมหวานกลิ่นสาเกและโชยุ สมกับฉายาฟัวกราแห่งท้องทะเลเลยครับ รสชาติไม่ต่างกันเลย ต่างกันแค่ไม่มีกลิ่นเหม็นเหมือนกากข้าวโพดแบบฟัวกรา ทำให้อร่อย มัน สดชื่นกว่า

เมนูที่ 27 คัมเปียวมากิแบบไม่ทานกับข้าว รสหวานกรอบ หอมโชยุอ่อนๆ เสิร์ฟมาเย็นๆ สดชื่นดีครับ และอย่างสุดท้ายเมนูที่ 28 ลูกพลับญี่ปุ่นเนื้อแน่น เย็นหวานกรอบ เป็นของหวานปิดท้ายมื้อแสนพิเศษนี้ครับ พอทานครบทุกอย่างแล้วทางร้านจะเสิร์ฟเครื่องดื่มอีกครั้ง รอบนี้ผมเลือกเป็นชาเขียวร้อนครับ จากนั้นไปจ่ายเงินกัน มื้อนี้ 2 คนค่าเสียหายอยู่ที่ 12,960 เยน คิดเป็นเงินไทย 3,888 บาท ถูกเกิ๊น ราคานี้หาทานที่ไทยได้กินแค่ไม่กี่คำเองครับ แต่ที่นี่จัดเต็มมาก มีทั้งเมนูที่รสชาติดี และรสชาติเฉยๆ แต่ส่วนใหญ่ออกไปทางดี และใช้วัตถุดิบที่ราคาแพงแต่จ่ายเพียงน้อยนิด ได้คิดเกือบทุกเมนูที่เป็น Highlight ของประเทศญี่ปุ่นด้วยราคาที่ไม่เจ็บตัวจนเกินไป ใครจะมาก็จองก่อนในเว็บไซต์ จากนั้นเดินทางมาได้ตามพิกัดนี้เลย : https://goo.gl/maps/xZWKYsNPjeG2

อิ่มแล้วก็กลับไปนอน ตอนนี้ใช้รถไฟใต้ดินที่ญี่ปุ่นคล่องละ เดินไปที่สถานี Hibiya H7 ไปลง Ginza H8 แล้วนั่งสายสีส้ม Ginza Line G9 ไปลง G16 Ueno เดินอีกหน่อยก็ถึงโรงแรมเราแล้ว มีชื่อว่า Ueno Hotel ที่ Reception มีที่ให้นั่งทำงาน รับประทานอาหาร บริการกาแฟสด น้ำร้อน ชาเขียว น้ำดื่ม ไมโครเวฟให้อุ่นอาหารพร้อม โรงแรมเล็กแต่สะอาดสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน ก่อนอื่นเราไปรับกระเป๋าที่ฝากไว้ก่อนครับ

พอรับกระเป๋าแล้วจะได้รับคีย์การ์ดเข้าห้องมาเรียบร้อย ขึ้นลิฟต์มาก็ยังหนีไม่พ้นตู้กดเหรียญนี่กะว่าอยู่โรงแรมไม่ต้องออกไปซื้อของข้างนอกเลยนะ เปิดประตูห้องมาก็แค่เท่าที่เห็นนี้แหละ เล็กมาก เตียงคู่ขนาดไม่ใหญ่มาก แต่นุ่มนอนสบาย หมอนเป็นแบบเม็ดฟูกนุ่ม ระบายอากาศเย็นๆ นอนสบายมาก มีที่แขวนเสื้อและวางกระเป๋าปลายเตียง ทีวีจอจิ๋ว ในตู้เย็นมีน้ำ 2 ขวด ไม่พอทานก็ลงไปกรอกด้านล่างฟรี มีอ่างล้างมือด้านนอก ถัดไปเป็นชักโครกแบบมีระบบล้างก้นอัตโนมัติ และห้องอาบน้ำที่น้ำแรงสุดๆ อาบน้ำสะใจมาก ก่อนอื่น รีบเก็บของแล้วรีบนอนเพราะพรุ่งนี้เรามีแผนจะไปดูภูเขาไฟฟูจิกัน โดยเราต้องไปขึ้นรถบัสที่ชินจูกุ ต้องนั่ง JR Line แบบเร่งด่วนกันแต่เช้ามืด

เช้าวันที่ 2 แห่งการเดินทาง ตื่นตั้งแต่ 04.30 ต่างคนต่างอาบน้ำแต่งตัว ออกจากโรงแรม 05.30 เตรียมขึ้นรถไฟให้ทันขบวน 06.04 ใช้บริการ JR สถานี Ueno ไปลงที่ Shinjuku ให้ทันก่อนเวลารถออก 06.45 เพื่อไป ฟูจิโกโกะ วิธีการซื้อตั๋วของ JR ก็เหมือนกับบ้านเรา สอดเงินหรือหยอดเหรียญ กดราคาของสถานีปลายทาง จากนั้นรับตั๋วแล้วเสียบ วิ่งไปตามชานชะลาที่เราต้องการไป สังเกตจากป้ายไฟเหมือนเดิม รีบหน่อยเดี๋ยวจะไม่ทัน !!!

ออกมาจากสถานีชินจูกุ รีบข้ามถนนขึ้นไปเลยที่ตึกฝั่งตรงข้าม ชั้น 4 จะมีป้ายบอกอยู่ว่าเป็นที่จอดรถทัวร์ด่วนออกนอกเมือง ขณะนี้ 06.30 แล้วรีบขยับน่องด่วนเลยจ้า เพราะตั๋วที่เราซื้อมากำหนดเวลาไว้แล้ว ใช้เที่ยวอื่นไม่ได้ตามเงื่อนไขที่บอกด้านล่างตั๋ว มีจุดขึ้นรถเพื่อไปภูเขาไฟฟูจิหลากหลายเส้นทางในโตเกียว ตรวจสอบสถานีรถบัส ราคา ตารางการเดินรถ และจองตั๋วล่วงหน้าที่นี่ https://bit.ly/2MtqWby

หน้าตาตั๋วที่เราซื้อมาจากประเทศไทย จะเป็นแค่กระดาษธรรมดาที่มี QR Code คนขับจะสแกนแล้วทำการบอกที่นั่งให้เรา ถ้าสงสัยว่าขึ้นคันไหน ไม่ต้องเลยครับ มีอยู่คันเดียวเวลานี้ แถมจะออกแล้วด้วย ถามคนขับแค่ว่า Fuji ? ก็เอาตั๋วให้แล้วขึ้นได้เลยครับ ต่อจากนี้ไป อย่าถามบรรยากาศข้างทาง เพราะเวลาที่นี่เดินเร็วกว่าไทย 2 ชม. นั่นหมายความว่า ถ้าเราตื่นที่นี่ 4.30 เท่ากับเวลาที่ไทยเวลานี้ 02.30 เหนื่อยมากครับขอหลับไปเลยละกัน คร่อก....

ตื่นขึ้นมาในตอนที่คนในรถกำลังแตกตื่น วันนี้ฟูจิซังปรากฏร่างให้เราเห็นแบบชัดเจนไร้เมฆบดบังเลย ซึ่งเราก็ไม่แปลกใจนักเพราะพยากรณ์อากาศที่นี่มันแม่นจนขนลุก ที่เราต้องมารอบเช้าเพราะพยากรณ์บอกว่า บ่ายจะมีเมฆ อ่ะเดี๋ยวลองมาดูกัน จุดจอดรถของรถบัสคันนี้จะมี 2 จุดนะครับ จุดแรกเป็นโรงแรม ไม่ต้องรีบลงแต่อย่างใด แต่เป็นจุดที่ใครมาพักโรงแรมนี้สามารถไปเที่ยวแบบไปกลับได้ด้วย จะได้ซึมซับบรรยากาศแบบเต็มๆ จุดที่เราต้องลงคือ Fujigoko ค่าโดยสารรถบัสคนละ 1,750 เยนครับ

มาถึงแล้ว สถานีรถบัส Fujigoko ตอนลงจากรถอย่าเผลอทิ้งตั๋วรถบัสเมื่อกี้นะครับ เพราะเมื่อถึงเวลาลงคนขับเขาจะเก็บตั๋วไปนั้นไปด้วย จะได้ไม่เสียเวลาตอนลงรถ มาถึงก็มองหาที่ซื้อตั๋วรสบัสไปเที่ยวรอบภูเขาไฟฟูจิ แล้วซื้อตรงไหน ? เดินเข้าไปในสถานีเจอแต่ร้านขายข้าว ซุปเปอร์มาร์เก็ต เดินมาอีก อ้าวที่นี่เป็นสถานีรถไฟด้วย มองมาทางขวามือ อยู่นี่เองบูธขายตั๋วรถบัสกับรถไฟใช้ที่เดียวกันครับ เดินวนหาอยู่ตั้งนาน เราก็เข้าไปซื้อตั๋วในห้องนี้กันเลย

ตั๋วที่สถานีนี้มีหลายแบบ ทั้งแบบเที่ยวเดียว ลงตามสถานี หรือตั๋วเรือพร้อมเคเบิลคาร์ ตอนแรกกะว่าจะเอาตั๋วรถบัสสายสีแดง เพราะเราดูมาแล้วว่าวันนี้จะเที่ยวแต่สีแดง พร้อมตั๋วขึ้นเรือและเคเบิลคาร์ เดชะกรรมวันนี้เคเบิลคาร์ปิดปรับปรุง (เสียใจ) เอาแต่ตั๋วรถบัสสายสีแดงมาอย่างเดียวก็ได้ ค่อยหาที่เที่ยวที่อื่นเอา โดยพนักงานขายตั๋วที่นี่ถึงแม่ว่าจะพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ แต่ก็พยายามสื่อสารกับเราว่าวันนี้เคเบิลคาร์ปิดอยู่ตั้งนาน อ่ะ ซื้อตั๋วแล้ว ราคาคนละ 1,500 เยน ใช้ได้ 2 วันจ้า ใครอยากเที่ยวเก็บบรรยากาศภูเขาไฟฟูจิให้จุใจก็หาที่พักเลย เที่ยวได้ตลอดคุ้ม ! และถ้าใครอยากสัมผัสธรรมชาติของที่นี่แบบเต็มๆล่ะก็ ลองดูแผนที่เดินรถของที่นี่ดู กว้างใหญ่มาก แวะเที่ยวทั้งอาทิตย์ก็ยังไม่หมด ไม่เบื่อแน่นอน http://bus-th.fujikyu.co.jp/heritage-tour/detail/id/1/

เรามารถบัสเที่ยวแรกของวัน รถยังไม่ออกเลย ซื้อกาแฟจากตู้หยอดเหรียญเพิ่มพลังหน่อย เห็นหลายคนบอกว่ากาแฟยี่ห้อ Georgia อร่อยนักหนา เอามาลองคนละกระป๋อง สรุปรสชาติเหมือนกันเลย รสชาติกาแฟใสๆ ไม่หอมมาก ดื่มง่าย สูตรสีฟ้าเหมือนไม่ใส่นม ส่วนสีเหลืองมีความหอมนมเล็กน้อย เป็นกาแฟที่ทานง่ายดีครับ หวานน้อย ทานตอนอุ่นๆแบบนี้ มันได้แรงดีนัก เพราะที่นี่ลมแรงกว่าโตเกียวอีก พัดตัวทีหนาวสะท้านไปหมด

ตอนแรกก็หาอยู่ตั้งนานว่าตั๋วเราขึ้นสถานีไหนกันแน่ เพราะตรงนี้มี 3 สถานี ลองมองที่พื้นดู อ้าวตรงนี้เอง มายืนต่อคิวขึ้นรถเลย สักพักคุณเจ้าหน้าที่ก็เริ่มนำป้ายพลาสติกที่เขียนว่า Red Line มาวาง มองไปที่ป้ายรถเมลล์อ้าว วันนี้ไม่ปิดปรับปรุงทั้งวันนี่นา เปิดอีกทีตอน 14.30 น. แต่ก็ช่างเถอะเพราะเราจะต้องกลับโตเกียวเวลา 15.00 อีกอย่างพยากรณ์อากาศบอกว่าหลัง 13.00 ไปแล้ว เมฆครึ้ม ไม่ซื้อเพิ่มก็ได้ แค่ได้ดูรอบๆก็พอใจแล้ว

รถบัสมาแล้ว ! วิธีการขึ้นรถบัสของที่นี่คือ ขึ้นด้านหลัง ลงด้านหน้า จะลงสถนีไหนก็กดกริ่งก่อนลง ไม่งั้นเขาจะไม่จอด และก็ไม่ลืมที่จะไปกดโกโก้ร้อนกระป๋องมาลอง เหมือนทานนมหอมๆที่มีกลิ่นโกโก้เบาบาง แต่ก็อร่อยดีครับ

ด้วยความที่เราไม่รู้ดูข้อมูลท่องเที่ยวจากที่อื่นมา เดินลงสถานีที่ 5 ชีวิตเคว้งคว้างมาก "เนี่ยเขาบอกว่าลงสถานีนี้แล้วเดินขึ้นไปถ่ายรูปฟูจิซังบนสะพานอ่ะสวย" ไหนสวย ? แถมต้องเดินขึ้นสะพานไกลมาก และมีลมเย็นพัดตลอดทาง โอ้โหทรมานสุดๆ ต้องเดินข้ามมาป้ายรถเมล์สีแดงจุดที่ 13 เพื่อมาถ่ายรูปแทน สวยมาก ถ้ามีดอกซากุระนะ ตอนนี้มีแต่กิ่งไม้แห้งๆ แต่ลองจินตนาการดูว่าถ้ามาช่วงฤดูใบไม่ผลิ ตรงนี้จะสวยงามอลังการขนาดไหน ?

ระหว่างทางเดินย้อนกลับเพื่อไปขึ้นรถบัสป้ายสีแดงสถานีที่ 12 ก็พบกับสิ่งที่น่าสนใจคือ ฝาท่อของเมืองนี้ เป็นรูปสะพานที่เราเดินผ่านมา มีภูเขาไฟฟูจิอยู่ด้านล่าง สวยงามมาก อีกอย่างที่เราเจอคือคุณแมวญี่ปุ่น ตัวอ้วน ขนแน่น แถมไม่กลัวนักท่องเที่ยวเลย จ้ำม่ำน่ารักมาก ใครทาสแมวต้องใจละลายแน่นอน

บริเวณป้ายรถบัสสถานีที่ 12 มีโรงแรมและออนเซ็นล้อมรอบบริเวณนี้อยู่เยอะเลย ลองจินตนาการว่าตื่นเช้าขึ้นมา เจอภูเขาไฟฟูจิสวยๆ หรือแช่ออนเซ็นร้อนๆ พร้อมมองฟูจิซังแบบเพลิดเพลิน มีทั้งราคาถูกและแพง เลือกได้ครับ

จากนั้นเรานั่งรถเมล์มาที่สถานีสุดท้ายของเส้นทางรสบัสสายสีแดง เป็นจุดถ่ายรูปภูเขาไฟฟูจิที่ได้รับความนิยมที่สุด เพราะจะมีสวน และต้นดอกหญ้าช่วยทำให้ฟูจิซังสวยยิ่งขึ้น รวมถึงมีร้านขายของฝากและของที่ระลึกด้วย ถ่ายรูปเก็บบรรยากาศให้จุใจ จากนั้นเราจะเข้าไปดูกันครับว่าในร้านค้านี้มีอะไรน่าสนใจบ้าง ?

ของที่ระลึกด้านในร้าน มักจะเกี่ยวข้องกับภูเขาไฟฟูจิ และมีขนมกล่องที่น่าสนใจหลายอย่าง ถ้าเห็นของที่ถูกใจรีบซื้อทันที เพราะเท่าสังเกตขนมที่ญี่ปุ่นนี่ไม่มีที่ไหนซ้ำกันเลย อยากลองแล้วอย่าสงสัย ซื้อไปก่อน ไม่อร่อยก็จำไว้คราวหลังไม่ต้องซื้อ ต่อไปเราจะไปสถานีที่ 15 Kawaguchiko Music Forest Museum เดี๋ยวเราจะบอกว่าที่นี่มันพิเศษอย่างไร ? แต่ตอนนี้ขอกดตู้ทานนมพุดดิ้งร้อนก่อน หวานอ่อนๆหอมกลิ่นพุดดิ้งและคาราเมล อร่อยดีครีบ

มาถึงแล้ว !!! แต่ว่าที่นี่มีอะไรอ่ะ ? ป่าดนตรี ? แล้วจะฟังรู้เรื่องหรอ ? เอาน่ามาแล้วลองเข้าไปดู ด้านในนี้เป็นเหมือนหมู่บ้านยุโรปให้ถ่ายรูปสวยๆ พร้อมโชว์การแสดงดนตรีสดตลอดทั้งวัน จะน่าสนใจแค่ไหนเข้าไปชมกันครับ

ราคาค่าเข้าคนละ 1,500 เยน สามารถดูโชว์ดนตรีได้ตลอดทั้งวัน โดยเราสามารถเลือกได้ว่า จะซื้อแค่ตั๋วค่าเข้าอย่างเดียว หรือว่าจะซื้อพร้อมอาหารราคาสุดคุ้ม (เฉพาะช่วงเวลาเที่ยง) แต่ว่าเรามีแพลนว่าจะไปทานอาหารญี่ปุ่นร้านอื่นแทน เพราะอาหารที่นี่เป็นสไตล์ยุโรป ก็มาเที่ยวญี่ปุ่นอ่ะเนอะ ยังไงก็อยากทานอาหารญี่ปุ่นมากกว่า ค่าตั๋วนี้จะได้ตารางโชว์แบบรายวัน เข้าดูได้ทุกรอบทุกการแสดงไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม ด้วยบรรยากาศที่สวยงามขนาดนี้ ใครอยากเป็นเจ้าหญิง เจ้าชาย ที่นี่ก็มีชุดให้เช่าถ่ายรูปด้วย สามารถอยู่เที่ยวในนี้ได้ทั้งวันไม่เบื่อแน่นอน

บรรยากาศภายในเหมือนเป็นหมู่บ้านยุโรปเล็กๆ เดินแปปเดียวก็รอบแล้ว คาดว่าฤดูใบไม้ผลิที่นี่น่าจะสวยมาก มีร้านค้า ร้านอาหาร โรงละคร พิพิธภัณฑ์ดนตรี แต่ว่าตอนนี้มีโชว์นึงที่กำลังเล่นอยู่ เดี๋ยวเราเข้าไปดูกันดีกว่า

โชว์นี้เป็นการแสดงดนตรีสดประกอบรูปภาพ ตอนแรกนึกว่าคนจะน้อย อ้าวนั่งดูโชว์กันอยู่ที่นี่หมดเลย พอมานั่งดูได้แปปเดียว การแสดงจบซะแล้ว เมื่อเปิดไฟดูแล้ว ที่นี่เหมือนเป็น Hall กึ่งพิพิธพัณฑ์ให้เข้ามาเดินดูได้ด้วย

เดินออกมาด้านนอกเข้าไปดูของที่ร้านค้าของที่นี่ มีให้เลือกตั้งแต่ขนมที่มีขายพิเศษเฉพาะที่นี่ (ขนมที่นี่อร่อยมาก แถมมีให้ชิมก่อนด้วย) ของใช้และของฝากกระจุกกระจิกที่หาได้เฉพาะที่นี่ สาวๆน่าจะชอบกันอย่างแน่นอน

เดินช๊อปเสร็จแล้วก็ออกมาชมบรรยากาศด้านนอกก่อนโชว์ต่อไปจะเริ่มเวลา 11.50 มีจุดให้ถ่ายรูปฟูจิซังสวยๆ นั่งทานกาแฟร้อนๆ ชามบรรยากาศสวนชิลล์ๆที่นี่ก็น่าสนใจ แต่ว่าตอนนี้ไม่มีเวลา โชว์จะเริ่มแล้วครับ รีบไปดูก่อนเพราะเดี๋ยวไม่คุ้มค่าตั๋ว อีกอย่างเรามีแผนจะไปหาโรงแรมแช่ออนเซ็นชมฟูจิซังสวยๆกันต่อ ไปเร็ว !!!

เดินเข้ามาในตึกนี่มันเป็นพิพิธพัณฑ์ดนตรีผสมบ้านยุโรป ใครฝันอยากเป็นเจ้าหญิงเดินจากบันไดลงมาสวยๆ พร้อมชุดกระโปรงบานไสตล์ยุโรป มาถ่ายตรงนี้เลยครับ สวยถูกใจแน่ Hall การแสดงอยู่ที่ชั้น 2 วิ่งแล้วครับนาทีนี้

การแสดงโอเปร่าของที่นี่ ถึงแม้ว่าจะฟังไม่รู้เรื่องแต่ก็ไม่น่าเบื่อเลย เป็นการร้องโอเปร่าภาษาญี่ปุ่นกับเครื่องดนตรีที่มีกลไกต่างๆ เป็นการแสดงผสมกับการให้ความรู้เครื่องดนตรีโบราณไปในตัว ประทับใจมาก ฟังไปขนลุกไป เสียงสูงแล้ว สูงอีก ใครเคยฟังเพลงโอเปร่าประกอบเกมสยองขวัญแบบ Dark Souls ประมาณนั้นเลยครับ แต่มีการขยี้อารมณ์ แสดงออกทางสีหน้า ถ้าใครไม่เข้าใจว่าร้องอะไรมีภาษาอังกฤษกำกับครับ แค่โชว์นี้ก็คุ้มราคาตั๋วแล้ว

ออกมาจากการแสดงเมื่อกี้ก็เที่ยงกว่าแล้ว หาข้าวทานกันดีกว่า เมื่อกี้นั่งรถผ่านก็เจอกับร้านนี้ ไม่ทราบว่าชื่ออะไร แต่อยู่สถานีรสบัสสีแดงหมายเลข 8 เพราะเป็น Onsen Town จะได้ทานข้าวแล้วหาโรงแรมแช่น้ำไปด้วยเลย

เป็นร้านอาหารสไตล์ญี่ปุ่น มีทั้งโซนนั่งพื้นและโต๊ะนั่งสบาย พอมาถึงพนักงานก็จะถามว่าเป็นคนที่ไหน เราว่าคนไทย เขาก็หยิบเมนูภาษาไทยออกมาเลย แต่ว่าพนักงานร้านนี้คุยภาษาอังกฤษไม่เป็นนะครับ วิธีการสั่งอาหารคือ เราอ่านตามรูปเลย แล้วจะรับเมนูไหนก็ชี้บอกพนักงานเพื่อสั่งอาหารได้ทันที ส่วนน้ำดื่ม ชาเขียว ก็บริการตัวเองครับ

ตอนแรกสั่งมาแค่ 2 อย่าง ชุดเทมปุระโซบะ ราคา 1,200 เยน อร่อยมาก ! แป้งเทมปุระกรอบ กุ้งหวาน ผักและเห็ดก็หวาน ทานกับน้ำจิ้มเทมปุระกอมกลิ่นขิงมีความเค็มและหอมกว่าที่ไทย ส่วนโซบะเส้นเดียวนุ่ม น้ำซุปหอมปลาและโชยุ รสชาติกลมกล่อม แถมให้มาตั้ง 5 ถาด อร่อยจนต้องสั่งมาอีก 1 ชุดเลย ตามด้วยข้าวหน้าเนื้อไข่ออนเซ็น ราคา 1,000 เยน ให้เนื้อน้อยไปหน่อย แต่รสชาติอร่อยเค็มหวานนิดๆกลมกล่อมมาก เนื้อแทบไม่มีกลิ่นเลย ไขมันอร่อย เพิ่มความนุ่มนวลด่วยไ