ค้นหา
  • Food Addicts - เสพติดการกิน

รีวิวเที่ยวโตเกียวแดนอาทิตย์อุทัย 4 วัน 3 คืน ฉบับมือใหม่หัดเที่ยวญี่ปุ่นด้วยตัวเองประจำปี 2019 !!!

อัปเดตเมื่อ 10 ก.พ. 2019


"ประเทศญี่ปุ่น" เป็นประเทศในฝันของใครหลายคน ต่างก็อยากจะไปเยือนที่นี่สักครั้งในชีวิต ด้วยความที่เราเป็นคนสายกิน ชอบเปิดดูรายการท่องเที่ยวญี่ปุ่นหลากหลายรายการ ทำให้เห็นว่า อาหารที่ญี่ปุ่นมีทั้งราคาถูกและแพง อีกทั้งการแข่งขันด้านร้านอาหารที่นั่นค่อนข้างดุเดือด ทำให้มีการแข่งกันทั้งด้านราคา คุณภาพ และปริมาณ แถมส่วนใหญ่ต่างบอกว่า อาหารที่นั่นรสชาติต่างจากที่ไทยแบบสิ้นเชิงเออน่าสนใจนะ เป็นการอัพเกรดลิ้นของตัวเองไปด้วยในตัว แต่ตั๋วเครื่องบินเดินทางไปก็ไม่ได้ถูก จนกระทั่งหลังปีใหม่ที่ผ่านมามีโปรโมชั่นโปรไฟไหมขายตั๋วไปญี่ปุ่นราคาถูกมากจากบริษัททัวร์เจ้านึง ไป- กลับ 2 คน 12,XXX บาทเอง แต่อีก 3 วันต้องเดินทางแล้ว ฉุกละหุกมาก ต้องทำแผนเที่ยวเองทั้งหมด ทั้งที่ไม่เคยไปมาก่อน เลยต้องแยกหน้าที่เป็น 2 ฝั่งกับแฟนผม โดยคนนึงทำแผนเที่ยวตั้งแต่วันแรกจนจบทริป อีกคนเตรียมของที่จำเป็นทั้งหมด ต่างคนเตรียมทุกอย่างเสร็จแล้ว เราออกเดินทางกันเลย !!!

เริ่มจากเราต้องไปที่สนามบินดอนเมืองก่อน (15 ม.ค. 2562) เช็คอินที่สนามบินก่อนขึ้นเครื่อง 3 ชม. โดยวันนี้เราเดินทางด้วยสายการบิน Scoot เป็นสายการบินราคาประหยัดในเครือของ Singapore Airlines ต้องขึ้นเครื่องเวลา 23.45 น. เป็นการใช้บริการสายการบินนี้ครั้งแรก เดี๋ยวจะรีวิวให้ชมไปด้วยในตัว ว่าการบริการจะดีแค่ไหนกัน แต่ว่าตอนนี้มีเวลาว่างอีก 2 ชม. กว่าๆ ไปหาอะไรทานก่อนขึ้นเครื่องดีกว่าครับ เพราะอาหารบนสายการบินราคาประหยัดพวกนี้ราคาแพงแน่นอน

โดยเราจะไม่เข้าไปทานด้านในบริเวณที่ผ่านตม.ไปก่อน เพราะตรงนั้นอาหารราคาแพงเว่อร์ ร้านประจำของผมก่อนออกไปเที่ยวต่างประเทศทุกครั้ง (ครั้งนี้ทานเป็นรอบที่ 2 ) รอบที่แล้วไปเกาหลีใต้ก็ทานร้านนี้รู้สึกว่าอร่อยดี ราคาไม่แพงเกินไป ปริมาณที่ให้ก็เยอะสมราคาอาหารในสนามบิน ชื่อร้านว่าข้าวมันไก่ฮกลี้ มีทั้งข้าวมันไก่ต้ม ไก่ย่าง ไก่ทอด ราคาเริ่มต้นที่ 80 บาท เมนูที่ผมสั่งมาวันนี้เป็นข้าวมันไก่ไหหลำราคา 80 บาท ให้สะโพกไก่มาทั้งชิ้น ไม่มีตบไก่จนแบนดูหลอกลวง เนื้อไก่นุ่ม น้ำจิ้มใส่ขิงเยอะ โดยที่ร้านใช้ขิงอ่อนทำให้กลิ่นไม่แรงมาก แต่เนื้อขิงอ่อนกรอบ ทานกับข้าวมันหอมๆอร่อยกำลังดี ถึงแม้ว่าจะรสชาติเทียบร้านดังๆด้านนอกสนามบินไม่ได้ แต่ถ้าเทียบกับปริมาณ รสชาติที่ได้ และยังเปิดตลอด 24 ชม. เป็นหนึ่งตัวเลือกที่สามารถฝากท้องก่อนออกเดินทางได้กระเป๋าไม่ฉีก

เดินเข้ามาด้านใน Gate โดยวันนี้ผมจะขึ้นที่ Gate 26 ระหว่างทางเดินก็มีทั้งร้านค้า Duty Free ร้านอาหารราคาแพงเว่อร์ โดยวันนี้เราไม่ประมาทที่จะเตรียมขวดเปล่าสำหรับใช้กรอกน้ำภายในสนามบินก่อนขึ้นเครื่องด้วย เดชะกรรม ด้านในมีจุดกรอกน้ำที่เดียว ไหลช้าแถมคนต่อคิวยาวมาก ไปต่อสักพัก สงสัยว่าทำไมมันนาน แหม่น้ำไหลอย่างกับปัสสาวะแมว ไม่เหมือนที่สุวรรณภูมิมีจุดให้กินน้ำเย็นชื่นใจก่อนขึ้นเครื่องตั้งหลายจุด แถมยังไหลแรงสะใจ เลยต้องจำใจซื้อน้ำมา 1 ขวด โดยร้านที่แนะนำเป็น Dairy Queen ราคาถูกสุดแล้ว ร้านอื่นน้ำดื่ม 500 มล. 40 บาท แต่ร้านนี้ 35 แถมมีขวดใหญ่ 700 มล. ราคา 55 บาท เอามาคนละขวด เพราะบนเครื่องอากาศแห้งมาก ขาดน้ำเหมือนกำลังจะตาย กลืนน้ำลายเหนียวคอตลอดเวลา อีกอย่างสายการบินนี้ไม่มีบริการน้ำเสิร์ฟฟรีนะจ๊ะ ซื้อติดตัวไปเถอะ ไม่งั้นมีหวังหิวน้ำไม่ได้นอนตลอดคืนแน่ แถมน้ำดื่มบนเครื่องราคาแพงกว่านี้เยอะ

วันนี้เราบินเครื่องใหม่เครื่องใหญ่ ที่นั่งเป็นแบบ 3-3-3 หน้าต่างเป็นแบบรุ่นใหม่ ไม่มีม่านแต่เป็นระบบไฟฟ้าหมุนให้หน้าต่างทึบแทน คนตัวเล็กน่าจะนั่งสบาย แต่คนตัวใหญ่อย่างผม (สูง 177 น้ำหนัก 160) อึดอัดไปหน่อย เวลาขึ้นเครื่องเลยแอบยกที่วางแขนที่ติดบริเวณทางเดินเพื่อเอี้ยวตัวบ้าง พอมีสัญญาณรัดเข็มขัดก็เอาลง ด้านขวามือมีปุ่มเปิดไฟ ปิดไฟ และเรียกพนักงาน อาหารบนเครื่องรับเป็นเงินเยนและสิงคโปร์ดอลลาร์ ถ้าคุณไม่ได้แลกมาไม่ต้องตกใจ บนเครื่องมีบริการรับบัตรเครดิต มีบริการ WIFI และดูหนังบนเครื่องบิน (ราคาแพงมาก) ห้องน้ำมีให้บริการหลายห้อง แอร์และสจ๊วดส่วนใหญ่เป็นชาวสิงคโปร์ (เพราะลำนี้บินมาจากสิงคโปร์ก่อนไปนาริตะ) โดยรวมแล้วบริการดี คอยเดินดูแลเป็นพักๆ เข็มขัดเสริมขอฟรี (ไม่เหมือน Eastar Jet ต้องเสียเงิน) ยิ้มแย้มแจ่มใส สมกับเป็นเครือของสายการบิน Singapore Airlines ที่ขึ้นชื่อเรื่องบริการอันดับต้นๆของโลก

โดยเมื่อเครื่องออกสักพักพนักงานต้อนรับก็จะแจกใบผ่านตม.ของประเทศญี่ปุ่น มีตั้ง 2 ใบแถมตั้ง 2 หน้ากระดาษ แต่ไม่ต้องตกใจ เพราะเราแคปหน้าจอวิธีการเขียนใบนี้ก่อนเข้าตม.ที่ญี่ปุ่นเรียบร้อยแล้ว โดยวิธีการเขียนนั้น เราเอามาจากเพจของคุณ BeamSensei ลิงค์นี้ https://bit.ly/2SJrdKI แล้วอย่าลืมพกปากกาส่วนตัวไปด้วยคนละแท่ง จะได้รีบเขียนบนเครื่องแล้ววิ่งตรงไปที่ตม. ได้ทันที เพราะแผนของเราคือรีบรับกระเป๋าแลกตั๋วรถไฟ Skyliner และเข้าสู่ย่าน Ueno อย่างรวดเร็ว

ใช้เวลาเดินทาง 6 ชม. ถึงแล้วสนามบินนาริตะประเทศญี่ปุ่น รีบเปิดเครื่อง Wifi ที่เราเช่ามาจาก Wise World Wifi โดยแพคเกจสำหรับใช้อินเตอร์เน็ตที่ญี่ปุ่นราคาถูกมาก แค่วันละ 99 บาท เป็นแบบใช้ได้ทั่วประเทศญี่ปุ่นจะออกนอกโตเกียวก็ไม่หวั่น ต้องจองล่วงหน้าผ่านลิงค์นี้เท่านั้น https://bit.ly/2DPI2LI รับเครื่องที่ประเทศไทย บริเวณตึกไทม์สแควร์ชั้น 2 ตรงข้ามโรบินสันอโศก เดินทางง่ายลง BTS. สถานีอโศก เมื่อไปถึงจ่ายเงินค่ามัดจำ 1,000 บาท พร้อมค่าแพ็คเกจรายวันตามจำนวนวันที่เราไป พนักงานจะสอนวิธีการเปิดเครื่องและเชื่อมต่อให้เรียบร้อยไม่ต้องกลัวเด๋อด๋า มาถึงเปิดเครื่อง รอสัญญาณ เชื่อมต่อให้เสร็จก็ใช้ได้เลยจ้า ปรับเวลาในมือถือให้เรียบร้อย เวลาที่นี่เร็วกว่าที่ไทย 2 ชม. สภาพอากาศวันนี้ 1 องศา !!! อุทานแบบหยาบคายในใจ เตรียมเสื้อกันหนาวมาตัวเดียวซะด้วย ก็ลองดูว่าจะอยู่รอดไหมในทริปนี้ ได้ใช้ไขมันที่สะสมมาทั้งชีวิตก็คราวนี้นี่แหละ

โดยวันนี้เราเลือกใช้บริการรถไฟด่วนพิเศษ Skyliner ที่แวะแค่ 2 สถานีคือ Nippori และ Ueno แบบไปกลับสนามบินและใช้ Tokyo Subway ได้อีก 72 ชม.ราคา 5400 เยน (คิดเป็นเงินไทย 1620 บาท) ตกค่าเดินทางวันละ 540 บาท หลงได้ไม่จำกัด เนื่องจากเราเป็นมือใหม่เอาแพคเกจนี้แหละ จองมากจากไทยเรียบร้อยจากลิงค์นี้ https://bit.ly/1RS92Ls พิมพ์ใบจองมาพร้อมยื่นให้เจ้าหน้าที่ที่ Skyliner Information แล้วก็จะได้ตั๋วมาสำหรับใช้ทั้งทริปนี้ ส่วนตารางการเดินรถเข้าเมืองเนื่องจากเรามีเวลาจำกัด อยากเสียเวลาหลงให้น้อยเที่ยวให้เยอะที่สุดก็ดูตารางรถออกจากสนามบินได้ที่นี่ https://bit.ly/2t2nxFx เพื่อจะได้จัดการตารางเที่ยวได้อย่างถูกต้องมากขึ้น และแผนที่รถไฟใต้ดินสำหรับใช้ในโตเกียวแบบหลงไม่จำกัด https://bit.ly/2Uw6Pdg แนะนำว่าอย่าเซฟในมือถือทิ้งเอาไว้ เผื่อมือถือหายหรือไม่มีสัญญาณเราจะได้ไม่หลง ปริ้นเก็บเอาไว้ติดตัวคนละชุดเผื่อฉุกเฉินดีที่สุด

เมื่อได้ตั๋วแบบนี้มาวิธีการดูว่าเราจะขึ้นสายไหน เช่น Skyliner (มองหาสีฟ้าที่จอแบบนี้บริเวณทางเข้า แล้วบัตรสีชมพูใช้วิธีเสียบเข้ามา) ขึ้นเวลาไหน (09.17) รถไฟคันที่เท่าไหร่ (Train 6) เดินตามป้ายมารอที่ชานชะลา ขบวนของตัวเอง (Car4) ที่นั่ง (Seat 13 A) แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวหลงแล้วรอขึ้นรถไฟไปด้วยกันเลย

เข้ามาในขบวนรถไฟของเราขบวนที่ 4 ที่ชานชะลาจะไม่บอกนะว่าตู้ไหนจอดตรงไหน ต้องสังเกตเลขตู้เอาเองวางกระเป๋าใบใหญ่ตรงประตู แล้วไปนั่งที่เราได้เลย โดยที่นั่งกว้างขวาง มีช่อง USB ให้ชาร์จไฟ แล้วถ้าใครมากับเพื่อนเยอะๆอยากนั่งแบบหันหน้าคุยกัน ก็เอาเท้าเหยียบที่ปุ่มเล็กๆแล้วบิดที่นั่งมาชนหน้ากัน ก็นั่งเม้าท์กันได้ตลอดทริปละจ้า สะดวกสบาย ใช้เวลาเดินทางแค่ 42 นาทีก็ถึงแล้ว เวลารถไฟที่ญี่ปุ่นนี่ตรงเป๊ะเว่อร์

เดินออกมาจากขบวนรถไฟ ก็เปิดแผนที่ Google Maps เอากระเป๋าไปฝากไว้ที่โรงแรมก่อน โดยโรงแรมที่เราพักนี้มีชื่อว่า Ueno Hotel ไกลจากสถานีรถไฟ 900 เมตร เดินไกลมาก ! แต่แฟนบอกว่าไม่รู้เห็นชื่อว่า Ueno เลยจองมา อีกอย่างอยู่ใกล้สถานีรถไฟ แต่เป็น JR ไม่ใช่ Subway ซะนี่ แถมจองไปแล้วตั้ง 2 วัน ช่างเถอะถือเป็นประสบการณ์ อากาศตอนนี้ 5 องศา ก็เย็นนะแต่ทนได้ แต่พอลมมานี่ทนไม่ไหวจริงๆ หนาวมือสุดๆ เนื่องจากเราไม่ได้แลกเงินมาจึงใช้บริการกดเงินที่ตู้ ATM แทน ตู้ ATM ที่นี่แนะนำให้ใช้ของ Seven Bank เพราะตู้รองรับภาษาไทย มีเสียงภาษาไทยด้วย แถมใบเสร็จออกมาก็เป็นภาษาไทย เรากดมาก่อน 30,000 เยน (คิดเป็นเงินไทย 9000 บาท) เอามาใช้ก่อน ถ้าไม่พอค่อยวิ่งไปกดใน 7-11 ต่อ ทำทุกอย่างเสร็จแล้ว ออกเที่ยวกันเลย !

มาถึงก็ขอหาอะไรกินก่อน เดินเข้ามาในตลาด Ameyogo ก็จะพบกับร้านอาหารราคาถูกและแหล่งช็อปปิ้งราคาถูก แต่จุดหมายของเราไม่ใช่ข้าวหน้าอาหารทะเลราคาถูกแต่อย่างใด แต่เป็นร้านนี้ Nadai Unatoto ร้านปลาไหลย่างตัวเบิ้มราคาถูกที่ไปเปิดสาขาในประเทศไทยแถวสุขุมวิทด้วย มาถึงร้านเพิ่มเปิดตอนนี้ 11.00 พอดี ไม่มีคนต่อคิวเลยสักคน โชคดีจัง เห็นรีวิวก่อนๆคนต่อคิวยาวมาก ผมเป็นลูกค้าคนแรกสำหรับวันนี้ครับ เข้าไปทานกันเลย

เป็นร้านสไตล์ญี่ปุ่นเล็กๆ มีครัวขนาดไม่ใหญ่มาก ด้านในตกแต่งด้วยลายไม้ดูขึงขัง ราคาอาหารก็ไม่แพงครับราคาเริ่มต้นที่ 500 เยน แถมราคาร้านนี้รวมภาษี 8 % ไปแล้วเรียบร้อย ถูกไปอีก !!! สั่งมากินให้หายสงสัยสักหน่อย ว่าปลาไหลญี่ปุ่นย่างซอสแท้ๆแบบต้นตำรับ รสชาติเป็นอย่างไรกันแน่ ? (เพราะผมชอบทานปลาไหลย่างมาก !)

พนักงานที่นี่ยิ้มแย้มแจ่มใส มาถึงก็ยกชาเขียวร้อนมาให้ก่อนเลย นี่มันสวรรค์ชัดๆ อากาศหนาวๆซดชาเขียวร้อนๆ บนโต๊ะก็จะมีผักดองสีม่วง พริกป่น พริกไทย และน้ำซอสปลาไหลให้ราดเพิ่มได้ตามใจอีกด้วย



ปลาไหลที่นี่ย่างแบบใช้ตะแกรง ดูเป็นแบบปลาไหลที่ปรุงรสมาพร้อมย่างแล้ว ไม่ได้แล่ย่างซอสสดๆในร้าน ถ้าแบบนั้นคงเป็นอีกราคานึงแหละ ปลาไหลตัวอ้วน ใหญ่โต ย่างไฟแรง ไขมันหยดลงบนไฟเกิดเป็นควันเสียงดังฟู่ฟ่า ชวนกลืนน้ำลายมาก ณ จุดนี้ มองเขาย่างไป กลืนน้ำลายไป อยากกินแล้ว !



นั่งกลืนน้ำลายแปปเดียวก็มาเสิร์ฟ ข้าวหน้าปลาไหลแบบยกตัว 2,000 เยน (คิดเป็นเงินไทย 600 บาท) ปลาไหลย่างตัวใหญ่ หอมกลิ่นย่างเกรียม เนื้อหนาฉ่ำ หน้าตาและกลิ่นดีมาก ส่วนรสชาตินั้นถ้าคุณเคยกินข้าวหน้าปลาไหลย่างในประเทศไทยแล้ว ให้เอาความคิดนั้นทิ้งไป รสชาติที่นี่แตกต่าง เป็นซอสรสเค็มนำ หอมกลิ่นโชยุและซุปปลาอ่อนๆ ไม่หวานเลย ปลาไหลมีความหอมเฉพาะตัวจากการย่างให้เกรียม เนื้อฟูนุ่ม ด้านนอกกรอบนิดๆ

ไขมันปลารสเข้มข้นแต่ไม่เลี่ยน พอทานกับข้าวสวยญี่ปุ่นที่หอมนุ่มแล้วเข้ากันสุดๆ นี่แหละปลาไหลย่างที่แท้ทรู แล้วปลาไหลย่างที่กินมาเกือบค่อนชีวิตที่ไทยคืออะไร หวานๆเนื้อหยุ่นๆ กลิ่นไขมันและความหอมไม่ชัดเจนเท่าที่นี่เลย สรุปคืออร่อยกว่าที่ไทยเยอะมาก ประทับใจครับ ตอนนี้ลิ้นอัพเกรดละ เหมือนเปิดโลกแห่งรสชาติใหม่เลย

ส่วนจานนี้เป็นชุดข้าวน้ำชาปลาไหลย่าง 800 เยน (คิดเป็นเงินไทย 240 บาท) ในจานนี้เท่าที่เคยดูรายการญี่ปุ่นมาสามารถทานได้ 3 แบบ คือ 1.ทานเปล่าๆ แบบข้าวหน้าปลาไหล 2.คลุกกับสาหร่ายและใบงาตามด้วยวาซาบิ ทานแบบสมุนไพร เพิ่มความหอมสดชื่น และ 3.ราดซุปชาที่เป็นซุปกระดูกปลาและชาเขียงลงบนข้าว เหมือนกำลังทานข้าวต้ม ก็อร่อยได้กิน 3 แบบในชามเดียวคุ้มค่ามากครับ ราคามื้อนี้ 2800 เยน (840 บาท) อิ่มคุ้มค่า เปิดประสบการณ์ใหม่ครับ ใครจะเดินทางมาเปิดแผนที่ตามมาที่ลิงค์นี้ : https://bit.ly/2UDL0sp

อิ่มแล้วเดินทางไปเที่ยวต่อโดยใช้ Tokyo Subway เดินทางไปที่วัดเซ็นโซจิ เปิด Google Maps ค้นหาปลายทางที่จะไป ก็จะบอกเลยว่าเดินไปขึ้นรถตรงไหน สถานีอะไร แต่พอถึงใต้ดิน GPS จะไม่สามารถทำงานได้ ต้องใช้วิธีสังเกตป้าย และสีของเส้นทางรถไฟเอา โดยใช้แผนที่ๆเราเตรียมมา แต่ละสถานีจะมีตัวย่อเช่น Ginza line ก็จะใช้สีส้ม ตัวอักษรย่อ G ก็ไล่ตามแผนที่ไปเลย เช่นเราอยู่ G16 Ueno ไปลง Asakusa G19 ที่ชานชะลาจะมีบอกว่าสถานีต่อไปเป็น G อะไร เราก็สังเกตเส้นที่รถวิ่งไปทานเลขมากขึ้นก็จะไม่หลงแล้ว อีกอย่างบัตรสีเขียวหลงไม่จำกัดที่ได้มาใช้วิธีการเสียบเข้าสถานีนะครับ ผมแตะเข้าได้บ้าง ไม่ได้บ้าง รำคาญ เสียบเอานี่แหละง่ายสุดละ

เมื่อถึงแล้ว ออกประตูไหน Google Maps จะบอกคุณเอง (อย่าลืมเลือกวิธีการเดินทางเป็นการใช้ขนส่งสาธารณะด้วยล่ะ) หรือเมื่อออกจากประตูรถไฟแล้ว ไม่ต้องรีบออกจากสถานี จะมีป้ายเหลืองๆที่ชานชะลาบอกเลยว่า จะไปสถานที่ใดออกประตูไหน แล้วก็ออกตามนั้น มีภาษาอังกฤษกำกับทุกป้ายไม่ต้องกลัวหลงเลย ประตูที่ผมออกมาเป็นตลาดครับ เดินเข้าไปกลางตลาดเจอสี่แยกเลี้ยวขวาตรงยาวก็จะถึงวัดแล้ว

เดินเข้ามาในซอยเรื่อยๆ ก็จะพบกับร้านค้า ร้านชาแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม และสิ่งที่น่าสนใจที่สุด ตู้กดน้ำแบบหยอดเหรียญ (ทริปนี้เราหมดไปกับเจ้านี่เยอะมากเพราะอากาศหนาว) ป้ายสีฟ้าคือเย็น ป้ายสีแดงคือร้อน ใส่เงินเข้าไปแล้วกดออกมาเลยกาแฟร้อนยี่ห้อ Fire ร้อนสมชื่อ แต่อากาศหนาวแบบนี้ได้เจ้านี่มาช่วยเนี่ยดีมาก เดินอังมือไปทานไป กาแฟที่นี่ไม่ค่อยเข้มข้น เป็นรสกาแฟใสๆ กลิ่นนมใสๆ หวานน้อย ทานแล้วสดชื่นไม่หนักหน่วง แปลกใหม่ดีครับ ด้วยความที่เป็นกะเหรี่ยงไม่เคยมาที่ญี่ปุ่น ข้างตู้หยอดเหรียญเขาจะมีถึงขยะให้ทานแล้วทิ้งเลย เพราะประเทศนี้หาถังขยะยากมาก หากคุณคิดจะเดินทาน เตรียมถุงขยะใส่กระเป๋ามาด้วยนะครับ ค่อยเก็บไปทิ้งที่โรงแรมแทน

เดินมาเรื่อยๆ ก็จะพบกับซุ้มประตูวัด Sensoji คนหลากหลายเชื้อชาติเสียงดังวุ่นวายมากแถวนี้ แต่ก่อนเข้าไปทีี่ซุ้มประตูตรงขวามือเจอนักท่องเที่ยวชาวจีนกำลังถ่ายสิ้งนี้อยู่ "ดอกซากุระ" เพิ่งเห็นเป็นครั้งแรกในชีวิต ถึงแม้ว่ามันจะขึ้นน้อยก็เถอะ ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ซากุระทุกต้นไม่มีดอกหมดเลย ยกเว้นต้นนี้ สวยงามมาก โชคดีจริงๆ

ปกติเราไม่ใช่คนเที่ยววัด แต่ไหนๆก็มาโตเกียวแล้ว ใครๆเหมือนเป็นภาคบังคับ ก็อ่ะลองมาก็ได้ มาถึงก็จะพบกับซุ้มประตูและโคมไฟยักษ์ที่ใครๆก็มาถ่ายรูป เดินเข้าไปก็จะมีวิหาร และจุดเสริมดวงเสี่ยงเซียมซี ไปไหว้กันเถอะ อย่าถามนะว่าเริ่มอะไรก่อนหลัง เราพยายามหาข้อมูลวิธีการเริ่มไหว้ที่ถูกต้องละหาไม่เจอ เอาเป็นว่าเห็นคนส่วนใหญ่อะไรก็ทำให้ครบก็แล้วกัน ก่อนหรือหลังอันนี้เราไม่ซีเรียสเนอะ

เดินมาถึงเห็นบูทเสี่ยงเซียมซีก็เอาก่อนเลย 100 เยน ถังเซียมซีที่นี่ไม่เหมือนบ้านเรา ไม่ต้องเขย่าให้เสียงดัง เป็นรูเล็กๆพอไม้ลอดออกอันเดียว หยอดเหรียญ 100 เยน แล้วเขย่านิดหน่อยจากนั้นคว่ำถังลง เลขที่ออกมาจะเป็นอักษรญี่ปุ่น ลองเทียบอักษรกับหน้าตู้เอา หยิบคำทำนายออกมา ไม่ต้องกลัวว่าจะอ่านไม่ออก ที่นี่เขามีคำทำนายภาษาอังกฤษจ้า ถ้าไม่เก่งอังกฤษอีก Google แปลภาษาช่วยคุณได้ ถ้าโชคไม่ดีก็มาผูกใบเซียมซีไว้ตามราวที่เขาเตรียมไว้ เป็นอันเสร็จพิธี อ่านแล้วจำด้วยนะว่าเราโชคร้ายด้านใด และอยากโชคดีด้านไหน แล้วค่อยไปซื้อเครื่องรางมาแก้กันจ้า ที่นี่เครื่องรางมีให้เลือกเยอะมาก ทั้งการงาน การเงิน คนรัก การเรียน สารพัดที่คุณอยากจะโชคดีมีครบ

จากนั้นใครจะซื้อธูปมาจุดก็แล้วแต่สะดวกนะครับ แต่เห็นส่วนใหญ่ไม่ซื้อแต่กวักเข้าหาตัวกันทั้งนั้น จากนั้นไปล้างมือที่บ่อน้ำเย็นเจี๊ยบ นักท่องเที่ยวบางคนกินและบ้วนปาก อย่าทำนะครับมีป้ายเตือนภาษาอังกฤษอยู่นะ คาดว่าน่าจะไม่ได้สะอาดขนาดนั้น เราล้างพอเป็นพิธีครับ เพราะมือจะแข็งเอาซะก่อน

เดินขึ้นไปภายในวิหารใหญ่ คนญี่ปุ่นก็จะใช้เหรียญ 5 เยน (เหรียญที่มีรูตรงกลาง) ไหว้ โยน ตบมือ หน้าบ่อที่เป็นตะแกรงแบบนี้ เพราะเหรียญ 5 เบยในภาษาญี่ปุ่นไปพ้องเสียงกับคำว่าโชคดี จึงนิยมไหว้กันครับ ส่วนด้านบนไม่แน่ใจว่าเป็นพระหรือเทพอะไร ผมแค่ขึ้นไปถ่ายรูปครับ ไม่ได้ไหว้อะไรเดินลงมา แล้วก็พบกับน้องหมาของคนญี่ปุ่น น่ารักมาก พุดเดิ้ลทอยตัวนิดเดียว ขนสวยเงางาม หมาเจอในทริปนี้เจอพุดเดิ้ลซะเยอะครับ เหมือนคนโตเกียวมีพื้นที่จำกัดในการเลี้ยงสัตว์ ทำให้หมาตัวเล็กขนยาวแบบนี้ได้รับความนิยมมากกว่าหมาตัวใหญ่ นานๆจะเจอชิบะสักตัว

อ่านดวงเมื่อกี้แล้วอยากเสริมอะไรก็มาเลือกก่อนกลับครับ ของที่ขายดีที่สุดเหมือนจะเป็นกระดิ่งที่หมดแทบทุกบูธ เราได้บูธสุดท้ายติดกับวิหารที่ไหวเมื่อกี้เหลืออยู่ที่เดียว เลยได้มาพกติดตัว กับเครื่องรางอีกอันที่เสริมเรื่องการเงินครับ ไหนๆก็ไปแล้วลองซื้อกลับมาหน่อย เพราะวัสดุที่ใช้ก็ดูดีไม่น่าเกลียด ใช้เป็นเครื่องประดับก็ได้ครับสวยงาม

พอเดินออกมาอีกทาง อ้าวนี่เป็นถนนทางเข้าวัดนี่นา แปลว่าเมื่อกี้เราเข้าทางหลังวัด ก็มาเจอกับร้านนี้ครับ ซาลาเปาทอดเจ้าดังวัด Sensoji คนต่อคิวยาวมาก ผมสั่งเป็นไส้ชาเขียวกับซากุระครับ ซาลาเปาแป้งด้านนอกกรอบ ด้านในนุ่มเหนียว ไส้ชาเขียวเข้มข้นหวานกำลังดี อร่อยครับ ส่วนไส้ซากุระเป็นใบซากุระดองเปรี้ยวเค็ม มีกลิ่นหอมเฉพาะตัว ทานกับไส้หวานๆอร่อยแบบแปลกๆครับ แถมแป้งด้านนอกไม่อมน้ำมันด้วย สมเป็นร้านดังครับ

เดินมาสุดทาง ซึ่งตลอดเส้นทางนี้เป็นของกิน ของฝาก ของใช้ ส่วนใหญ่ราคาค่อนข้างสูงทีเดียว เช่นตะเกียบ พัดญี่ปุ่น มีดทำครัว ขนมโบราณของญี่ปุ่น แต่ก็เหมือนว่าจะเป็นของที่หาได้เฉพาะย่านนี้เท่านั้น ใครอยากซื้อกลับไปฝากคนที่ประเทศไทยก็ดูดีเลยครับ เดินออกมาก็เจอซุ้มประตูใหญ่ นี่คนก็มาถ่ายรูปเยอะไม่แพ้กัน ต่อไปเราจะไปตลาดซึกิจิเก่ากันครับ เดินนานต้องเพิ่มพลังด้วย ฮันนี่เลมอนร้อน ทั้งเปรี้ยว ทั้งหวาน เอาผสมน้ำเปล่าทานได้อีกขวดเลย ไม่ค่อยชอบครับ ระหว่างทางไปขึ้นรถไฟก็เหมือนกับเจอร้านดังที่คนญี่ปุ่นต่อแถวเพียบ น่าสนใจ แต่ไว้โอกาสหน้าเนอะ เพราะแพลนการเดินทางของเรามีเวลาจำกัด ไปสถานี Asakusa A18 ย้อนไป Ningyocho A14 เปลี่ยนไปเส้นสีเทา H Line วิธีการเปลี่ยนสายคือเดินตามป้ายสีเทาไปเรื่อยๆ ไม่ต้องออกจากตัวสถานีแล้วแตะบัตรออก สามารถเดินไปเปลี่ยนสายได้ทันที อยู่ภายในสถานีนั่นแหละ แต่ถ้าเผลอแตะไปแล้วก็เข้าออกได้เรื่อยๆ เพราะบัตรเราหลงไม่จำกัดอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวล จากนั้นเดินทางจาก H13 Ningyocho ย้อนไปH10 Tsukiji ก็ถึงแล้วจ้า

เดินมาด้านนอกตรงเกือบสุดตลาดเราก็จะพบกับร้านดังเป็นข้าวหน้าเนื้อต้มในมิโสะเข้มข้น เป็นหนึ่งในของดีตลาด Tsukiji เคยดูมาจากรายการ "สุโก้ยเจแปน" จะเดินผ่านไปเฉยๆคงไม่ได้ ขอสั่งมาลองสักชามแล้วกันครับ

ราคาชามนี้ 700 เยนครับ (210 บาทไทย)ในชามประกอบด้วย เนื้อวัว เครื่องในวัว และบุกก้อนญี่ปุ่น ต้มในมิโสะเข้มข้น โรยหน้าด้วยต้นหอมญี่ปุ่น พร้อมชาร้อน 1 แก้ว (ชาร้อนถ้าไม่พอไม่เติมได้ฟรีครับ) โดยวิธีสั่งนั้น เนื่องจากพนักงานคุยภาษาอังกฤษไม่ได้ ผมเลยใช้วิธีชี้ไปที่ชามของคนที่กำลังทานอยู่แทน จากนั้นพ่อครัวก็จะตักเนื้อในหม้อใส่ชามให้วางในถาด จะนั่งทานที่หน้าบาร์ หรือยืนทานก็ได้ ส่วนรสชาตินั้นบอกเลยว่าไม่เคยทานที่ไหนมาก่อน เนื้อวัวและเครื่องในนุ่ม ไม่มีกลิ่นสาบ ซอสมิโซะมีความหอมเข้มข้นตามด้วยรสกลมกล่อมทาน ไฮไลท์ที่สุดของจานนี้น่าจะเป็นก้อนบุกสไตล์ญี่ปุ่นรสชาติแตกต่างจากที่ไทยเพราะเนื้อบุกนุ่มเหนียวซึมซาบน้ำซอสเข้าไปด้วยไม่เหมือนกับบุกที่เคยผ่านมาก่อนหน้านี้ที่มักจะไม่มีรสชาติ แข็งกระด้าง ทานพร้อมกับข้าวสวยในวันที่อากาศเย็นจัดแบบนี้ ไม่แปลกใจเลยว่าร้านนี้ทำไมชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวมาทานเยอะ เดินเข้าออกตลอดวัน

เดินเข้ามาในตลาดวันนี้เนื่องจากอากาศหนาวและฝนกำลังตกทำให้ร้านค้าต่างๆเหมือนเปิดยังไม่ครบเท่าไหร่และนักท่องเที่ยวก็มาเดินกันจำนวนน้อยไม่แน่ใจว่าเรามาเดินในช่วงเที่ยงด้วยหรือเปล่า ตลาดวายเกือบหมดแล้ว แต่ไหนๆก็มาแล้วลองเดินสำรวจราคาอาหารทะเลที่นี่ซะหน่อยก็แล้วกันเห็นว่าถูกนักหนา เผื่อได้ลองซื้อไปลองชิมบ้าง

เริ่มสำรวจราคาอาหารทะเลในตลาดกันเริ่มจากมากุโร่ ไม่ว่าจะเป็นส่วนอาคามิ จูโทโร่และโอโทโร่ ในแพ็คสวยงามชิ้นใหญ่ราคาไม่ค่อยต่างกันมากนัก เริ่มต้นที่ 1,400 ถึง 1,900 เยนคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 400-600 บาทไม่แพงเลย แถมคุณภาพดีมาก ส่วนไข่ปลาแซลมอนแบบเป็นพวงสีแดงสวยงามหมักเกลือพร้อมทาน ราคาเริ่มต้นที่พวงละ 1,000 เยนถ้าพวงใหญ่หน่อยก็ 2,000 เยนคิดเป็นเงินไทยประมาณ 300-600 บาท และเมนไทโกะราคาเริ่มต้นที่พวงละ 1,000 เยน นอกจากนี้ยังมีหอยนางรม เนื้อปูพร้อมของทะเลอีกหลายอย่างในราคาที่ไม่แพงมาก (ถ้าเทียบราคากับที่ประเทศไทย) ด้วยความที่ส่วนใหญ่เป็นของสด ทำให้เราไม่กล้าซื้อได้แต่ส่องราคาดูเฉยๆ เพราะไม่รู้ว่าซื้อแล้วจะเอาไปทานที่ไหน ร้านอาหารพร้อมทานเลยก็มีนะ แต่ราคาไม่ถูกเลยถ้าเทียบกับที่ Ueno

เดินเข้ามาในตลาดเรื่อยๆก็จะพบกับร้านขายไข่เจียวสไตล์ญี่ปุ่นหรือทามาโกะยากิ ร้านนี้เป็นเจ้าดังมีขายตั้งแต่เสียบไม้ไม้ละ 100 เยนรวมถึงก้อนใหญ่ ราคาตั้งแต่ 450 ถึง 1,250 เยน ด้วยความที่กลัวว่าจะไม่อร่อยเลยสั่งเป็นไม้เล็กมาลองชิมก่อนแล้วกันที่ร้านนี้มีครัวหน้าร้านทำให้สดใหม่คนมารอรุมกันซื้อเพียบ ตอนซื้อคนขายจะถามว่าเอาแบบหวานหรือไม่หวาน(คิดในใจถ้าไม่หวานก็เท่ากับกินไข่เจียวธรรมดาสิ)เลยสั่งแบบหวานมาลอง 1 ไม้ รสชาตินั้นหวานมากไม่มีกลิ่นความหอมของไข่ไก่ หรือความกลมกล่อมจากน้ำซุปใดๆเหมือนกำลังกินไข่เชื่อมเสียบไม้ แต่เนื้อสัมผัสเด้งนุ่มอร่อยกว่าที่ไทยเยอะส่วนตัวคิดว่าร้านนี้ไม่อร่อยเลยครับจากบรรดาร้านทั้งหมดที่ทานในทริปนี้