ค้นหา
  • Food Addicts - เสพติดการกิน

รีวิว "Sushina Cafe" ร้านอาหารและขนมหวานญี่ปุ่นบรรยากาศสุดชิลล์อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาใกล้สะพานกรุงธน



ถ้าพูดถึงร้านอาหารที่ตั้งอยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาหลายๆคนมักจะคิดว่าเป็นเรือนไทยเก่าแก่หรือบ้านสไตล์ฝรั่งสุดหรูชื่อเสียงโด่งดังราคาแพง แต่วันนี้เราดูโฆษณาผ่านๆตาเห็นว่ามีคาเฟ่เปิดใหม่ชื่อ "Sushina Cafe" สายกินตัวจริงต้องคุ้นเพราะมีอีก 2 สาขาอยู่ที่ตึก Fortune Town พระราม 9 และตึก MS Siam Tower พระราม 3 ซึ่งมีชื่อเสียงและประสบการณ์ทางด้านอาหารญี่ปุ่นโดยเน้นความสดอร่อย/ให้ปริมาณเยอะจุใจจนกลายเป็นขวัญใจของชาวออฟฟิศในย่านนั้นมาอย่างยาวนาน โดยสาขาใหม่นี้มีการเปลี่ยนรูปแบบจากภัตตาคารธรรมดามาเป็นคาเฟ่ชวนให้นั่งชิลๆตั้งอยู่ติดริมสะพานซังฮี้หรือมีอีกชื่ออย่างเป็นทางการว่าสะพานกรุงธน เสิร์ฟอาหารกับขนมญี่ปุ่นและเครื่องดื่มพร้อมมองวิวแสนสงบรับลมธรรมชาติเย็นๆติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาในราคาเริ่มต้นแค่ 50 บาทเท่านั้น ส่วนวิธีการเดินทางให้ปักหมุดมาที่ร้านขนาบน้ำโดยใช้ประตูทางเข้าตรงซอยเล็กๆข้างร้านฟีนิกซ์คลินิกเฉพาะทางไตเทียมก็จะพบกับลานจอดรถขนาดใหญ่ฟรีเฉพาะลูกค้าเท่านั้น (ถ้าคนนอกมาใช้บริการคิดราคาชั่วโมงละ 20 บาท) วิธีเดินทางด้วยรถสาธารณะให้ลง MRT สถานีสิรินธรแล้วเรียกแท็กซี่ให้ขับมาตามจุดหมายอีกประมาณ 1 กิโลเมตรถึงแล้วก็จะพบกับบ้านเรือนไม้พร้อมลานกว้างขนาดใหญ่อยู่ติดริมแม่น้ำเจ้าพระยาพร้อมโต๊ะและเก้าอี้เรียงกันเป็นระเบียบแบบนี้แสดงว่ามาถูกแล้ว ซึ่ง "Sushina Cafe" ตั้งอยู่ชั้น 2 ของร้านขนาบน้ำที่ตอนนี้แดดร้อนมากๆเรารีบเดินขึ้นไปกันเลยครับ

ใต้บ้านเรือนไทยขนาดใหญ่ตรงกลางมีบันไดไม้ทาสีขาวสะอาดราวกับเป็นการเชิญชวนให้เราขึ้นไปที่ชั้น 2 จะพบกับร้าน "Sushina Cafe" ดูสะอาดเปิดพัดลมเพดานและตั้งพื้นผสานกับสายลมธรรมชาติได้อย่างเย็นฉ่ำ โดยสิ่งที่โดดเด่นสุดก็คือเคาน์เตอร์บาร์ไว้เตรียมอาหาร/เครื่องดื่ม/รับออเดอร์ตรงใจกลางห้องขนาดใหญ่ทาด้วยสีขาวพร้อมเปิดหน้าต่าง-ประตูรับแสงสว่างสบายตาจากทุกทิศทางให้เข้ามาภายใน ถ้าใครเคยแวะไปสาขาตึก Fortune Town พระราม 9 หรือตึก MS Siam Tower พระราม 3 น่าจะคุ้นกับโลโก้วงกลมพื้นสีเหลืองที่ตรงกลางเป็นใบหน้าเด็กผู้หญิงมัดผมทรงจุกดูน่ารักแบบนี้ผ่านตากันมาบ้าง (สอบถามพนักงานได้ความว่าเป็นรูปวาดเหมือนลูกสาวคนโตของเจ้านายเขา) ซึ่งได้รับเสียงกล่าวสวัสดีและต้อนรับเป็นอย่างเป็นมิตร ก่อนที่เราจะไปดูรายการอาหารต่างๆขอถ่ายรูปและเก็บบรรยากาศโดยรอบกันก่อนเพราะเห็นเพจสายรีวิวคาเฟ่คนอื่นๆโพสต์ไว้ดูสวยงามน่าสนใจหลายมุมมากครับ

บรรยากาศด้านในมีความเป็นเรือนไทยเก่าย้อนยุคแล้วจับเอามาทาสีใหม่พร้อมเปลี่ยนสไตล์เฟอร์นิเจอร์ต่างๆให้ดูสวยงามทันสมัยสมกับเป็นคาเฟ่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยามากขึ้น เริ่มต้นกันด้วยกำแพงทั้งหมดทาสีขาวคิ้วเพดานทองตัดขอบบานประตู-หน้าต่างทั้งหมดด้วยสีฟ้าสลับกับพื้นที่ยังคงใช้แผ่นไม้เดิมลงน้ำยาเคลือบเงาลื่นๆเรียบเดินสบาย สำหรับเฟอร์นิเจอร์ที่ร้านเลือกใช้โต๊ะหินอ่อนวางบนขาตั้งทำจากไม้แท้ขนาดใหญ่แข็งแรง/มั่นคง รวมไปถึงเก้าอี้ถูกบุด้วยฟูกปิดหนังมีพนักพิงทุกตัวชวนนั่งนานๆ เพิ่มความเป็น Vintage ย้อนยุคอีกหน่อยให้เข้ากับเรือนไทยด้วยโซฟายาวไร้พนักพิงสไตล์วิคตอเรียคลุมหนังสีดำเข้มสุดหรูหราชวนโพสต์ถ่ายรูปเก๋ๆวางตรงกลางร้านพร้อมผลงานศิลปะมีอายุต่างๆที่ใส่กรอบรูปประดับตกแต่งตามมุมผนังโดยรอบ สุดท้ายเติมความสดใสอีกเล็กน้อยเพื่อไม่ให้รู้สึกไร้ชีวิตชีวาจนเกินไปด้วยต้นไม้สีเขียวในกระถางขนาดเล็กกับดอกไม้ใส่แจกันวางที่โต๊ะหลากหลายสีสัน เอาจริงๆถ้าเราไม่รู้มาก่อนว่าร้านนี้คือคาเฟ่ขายอาหารและขนมญี่ปุ่นคงนึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของร้านขนาบน้ำด้วย เพราะหากลิ่นอายของความเป็นดินแดนอาทิตย์อุทัยแทบไม่เจอซึ่งก็แล้วแต่คนชอบ ส่วนตัวถือว่ามีเอกลักษณ์แปลกไม่เหมือนร้านอื่นดีครับ

ส่วนบรรยากาศริมแม่น้ำเจ้าพระยาตรงเฉลียงด้านนอกปูพื้นจากไม้เก่าแบบเดิมทาเคลือบเงาใหม่ให้กันแดดและฝนล้อมด้วยระเบียงเหล็กทาสีดำ พร้อมมุงหลังคาเป็นแบบใสที่ปล่อยให้แสงธรรมชาติลอดเข้ามาในชายคาทำให้ถ่ายรูปดูสวยละมุนยิ่งขึ้น โดยสามารถออกมานั่ง-ยืนชิลชมวิวได้รอบๆด้านได้แบบ 180 องศาที่มองด้านขวาเห็นสะพานซังฮี้ (สะพานกรุงธน) ตรงกลางเป็นแม่น้ำเจ้าพระยาที่มีเรือสัญจรแล่นผ่านไปมาและทางซ้ายที่มองไปไกลๆหน่อยจะเห็นอาคารสัปปายะสภาสถานหรือรัฐสภาใหม่ตั้งตระหง่านสวยงามจากมุมนี้ ซึ่งเฟอร์นิเจอร์ตรงโซนด้านนอกเปลี่ยนเป็นแบบ Outdoor เก้าอี้โครงเหล็กเชื่อม/หวายจักสานและโต๊ะทำจากไม้เคลือบน้ำยากันเชื้อราเพื่อให้คงทนต่อแดดและฝนของประเทศไทย สำหรับใครที่ชอบถ่ายรูปทางร้านได้ทำระเบียงตรงกลางให้ยื่นออกไปนอกเฉลียงเดิมอีกเล็กน้อยแล้วจัดเป็นมุมพิเศษล้มรอบด้วยเสาทรงไฟทรงยุโรปพันเถาวัลย์เลื้อยมีดอกไม้สีสันสดใสและเก้าอี้ไม้ขนาดจิ๋วที่วางเอาไว้สำหรับถ่ายเป็นคู่หรือยืนโพสต์เก๋ๆตรงจุดกึ่งกลางก็สวยงาม นอกจากนี้ยังมีมุมดอกซากุระกับสะพานซังฮี้ริมแม่น้ำเจ้าพระยาให้กดชัตเตอร์ตามไอเดียของแต่ละคนได้อีกหลายรูป สายชิลฟีลรักธรรมชาติน่าจะถูกใจสิ่งนี้ครับ

เดินถ่ายรูปกับคุณแฟนโพสต์ท่าตามมุมต่างๆจนพอใจแล้วก็ต้องมาอุดหนุนทางร้านต่อเพื่อเป็นการพักเหนื่อยไปในตัวเลยขอเล่มเมนูจากน้องพนักงานมาเปิดดูกันก่อนว่ามีอะไรให้เราสั่งบ้าง โดยหน้าแรกชื่อเขาก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นคาเฟ่จึงต้องเน้นเครื่องดื่มต่างๆก่อนเป็นอันดับแรกมีทั้งร้อน-เย็นและปั่นแบ่งออกเป็นหมวดต่างๆ เริ่มต้นกันที่กาแฟสดราคาแก้วละ 50-120 บาท/เมนูเครื่องดื่มอื่นๆที่ไม่ใช่กาแฟราคาแก้วละ 60-145 บาท/ชาเขียวมัทฉะจากญี่ปุ่นราคาแก้วละ 80-120 บาท/อิตาเลียนโซดาราคาแก้วละ 75-100 บาทกับชาเย็นกลิ่นหอมอโรม่าต่างๆราคาแก้วละ 75 บาท หน้าต่อไปเป็นรายการอาหารญี่ปุ่นโดยเน้นเฉพาะเมนูง่ายๆและเข้ากันได้ดีกับหมวดเครื่องดื่ม ซึ่งจะมีความแตกต่างจากสาขาอื่นๆของ Sushina ที่เน้นปริมาณเยอะเต็มอิ่มแต่ยังคงราคาสุดคุ้มค่าเอาไว้เช่นเคย มาเริ่มต้นกันที่ซาชิมิจากปลาต่างๆเสิร์ฟเป็นจานเล็กทานสะดวกราคา 60-185 บาท ถ้าใครกำลังหิวก็มีอาหารจานหลักแบบดงบุริเน้นชามเดียวอยู่ท้องราคา 100-260 บาท หรือจะมานั่งทำงาน-ปล่อยใจรับลมชิลๆพร้อมสั่งเมนูทานเล่นมากินด้วยนิดหน่อยราคาเริ่มต้นที่จานละ 85-120 บาท ส่วนใครที่เป็นสายหวานตัวจริงห้ามพลาดขนมญี่ปุ่นสูตรต้นตำรับและร่วมสมัยต่างๆราคาเริ่มต้นที่ 65-85 บาท ภาพรวมถือว่าอยู่ในระดับปกติของคาเฟ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาทั่วไปครับผม

หน้าสุดท้ายสำหรับคนที่ไม่ถนัดขนมหวานสไตล์ญี่ปุ่นเขาก็มีเมนูฝรั่งแบบที่เสิร์ฟกันในคาเฟ่ทั่วไปให้สั่งด้วยราคาเริ่มต้นจานละ 70-145 บาท อยากทานรายการไหนบ้างก็แค่เขียนตัวเลขลงในช่องจำนวนของใบสั่งอาหารพร้อมกับหมายเลขโต๊ะตรงด้านบนสุดขวามือของกระดาษจากนั้นเดินเอาไปยื่นให้กับน้องๆพนักงานตรงหน้าเคาน์เตอร์ที่เหลือก็แค่รออาหารมาเสิร์ฟบนโต๊ะครับ นอกจากนี้ใครเป็นสายมาเร็วไปด่วนทางร้านก็เขียนรายการเครื่องดื่มเอาไว้คร่าวๆบนกระจกข้างบันไดทางขึ้นสุดเก๋เหมือนตัวอักษรลอยอยู่ในอากาศให้ออเดอร์ได้เลยทันที ถ้าอยากได้ความหวานเย็นสดชื่นนอกจากขนมเค้ก-โมจิกับเครื่องดื่มเย็น/ปั่นแล้วยังมีไอศครีมยี่ห้อ ETE เป็นถ้วยมาวางไว้เป็นตู้มีให้เลือกกว่า 11 รสชาติทั้ง ฮอกไกโดมิลค์/มะม่วง/แมคคาดาเมียบริทเทิ้ล/เจลลี่ปาร์ตี้/กะทิรวมมิตร/สตรอว์เบอร์รี่ชีสเค้ก/วนิลาช็อกชิพ/ฮาเซลนัทครีม/ช็อกโกแลตมาร์ชเมลโลว์/เชอร์เบตมะนาวกับทุเรียนขนาด 80 มล. ราคาถ้วยละ 75 บ.ครับ

ระหว่างนั่งรออาหารและเครื่องดื่มที่เราสั่งไปมาเสิร์ฟก็เล่นมือถือนั่งชิลรับลมเย็นโชยเบาๆอย่างผ่อนคลาย ส่วนใครที่เห็นบรรยากาศแล้วอยากมานั่งทำงานยาวๆทางร้านมีสัญญาณ Wifi พร้อมช่องเสียบปลั๊กไฟให้บริการฟรีตามมุมเสาต่างๆภายในตัวบ้าน และถ้าอยากนั่งตรงเฉลียงติดระเบียงริมแม่น้ำเจ้าพระยาแนะนำว่าให้พกปลั๊กสามตาสายยาวๆมาพ่วงแล้วลากออกไปข้างนอกหลัง 15.00 น. (เพราะแดดกำลังเปลี่ยนทิศทางไปฝั่งตะวันตกทำให้เย็นสบายสุดๆ) โดยมีการเปิดเพลงไทยกับสากลร่วมสมัยคลอเบาๆเพื่อไม่ให้ร้านดูเงียบจนเกินไป สักพักพนักงานก็ยกสิ่งนี้เอามาวางไว้บนโต๊ะก่อนคือ 1. วาซาบิที่ใส่ฝาปิดแบบติดช้อนนำออกมาจากตู้เย็นใหม่ๆรักษาอุณหภูมิก่อนเสิร์ฟได้อย่างดี 2. ขวดใส่แก้วโชยุที่ตอนแรกก็งงว่าทำไมเทไม่ออกเพราะต้องกดปุ่มยางด้านบนให้ซอสค่อยๆไหลออกมาอย่างเป็นจังหวะจึงควบคุมปริมาณได้ง่ายและสะอาดกว่าขวดโชยุปกติที่ใช้ในร้านอาหารญี่ปุ่นทั่วไป ส่วนใครกำลังกังวลว่าเขามีแอลกอฮอล์ล้างมือให้บริการไหมก็บอกได้เลยว่าวางเอาไว้ทุกโต๊ะเฉพาะมุมในเรือนเท่านั้นเพื่อป้องกันประสิทธิภาพในการกำจัดเชื้อโรคต่างๆลดลงเมื่อถูกแดดโดยตรง นั่งคุยเล่นๆกับคุณแฟนไปแค่ครู่เดียวเครื่องดื่มเย็นที่เราสั่งเอาไว้ก็ถูกยกออกมาเสิร์ฟบนโต๊ะก่อนเป็นอันดับแรก รีบย้ายไปถ่ายรูปจัดฉากสวยๆที่ริมระเบียงข้างนอกกันดีกว่าครับผม

แก้วแรกเริ่มจากเครื่องดื่มสีแดงซึ่งเป็น Signature ของทางร้านที่แนะนำว่าต้องลองคือ "Yukari" ราคา 145 บาท เลือกใช้ใบชิโสะหรือโอบะแดงญี่ปุ่นซึ่งมีกลิ่นหอมและสรรพคุณทางยามากกว่าใบสีเขียวปกติเอามาหมักกับผลบ๊วยญี่ปุ่นจนกลายเป็นสีแดงสวยงามตามธรรมชาติ มีรสชาติเปรี้ยวนำเค็มกลมกล่อมบดเนื้อบ๊วยผสมกับโซดาใส่น้ำแข็งก่อนเสิร์ฟและตกแต่งด้านบนด้วยดอกไม้ที่สีสันสดใสอีกเล็กน้อย เหมาะสำหรับนั่งดื่มชิลๆในวันที่อากาศร้อนจัดเนื่องจากมีสรรพคุณทางยาหลากหลายชนิดที่ดีต่อสุขภาพมากครับ แก้วต่อไปสั่งเป็น "Yuzu Matcha" ราคา 100 บาท ใช้ผงมัทฉะของแท้ 100% เอามาละลายน้ำผสมกับไซรัปส้มยูสุรสชาติหวานอมเปรี้ยวและมีกลิ่นหอมเฉพาะตัวปนความขมของของชาเขียวอีกเล็กน้อยเสิร์ฟแบบใส่น้ำแข็งเย็นๆดื่มแล้วสดชื่นได้ความเป็นญี่ปุ่นสุดๆ รอบแรกที่เราสั่งมาดื่มหมดแล้วเลยออเดอร์มาเพิ่มอีกเป็น "Yuzu Honey Soda" ราคา 100 บาท ทำจากไซรัปรสส้มยูสุผสมน้ำผึ้งแท้ๆละลายให้เข้ากันก่อนเทตามด้วยโซดาและน้ำแข็งสีเหลืองอมส้มสลับชั้นสีขาวสวยงามชวนดื่ม แก้วสุดท้ายคือ "Yuzu Coffee Mix" ราคา 100 บาท เป็นอเมริกาโน่ที่ใช้เมล็ดกาแฟแบบคั่วกลางกลิ่นหอมแบบเบอร์รี่เปรี้ยวติดที่ปลายลิ้นนิดๆเข้ากันได้ดีกับไซรัปรสส้มยูสุ โดยทุกเมนูจัดเสิร์ฟมาในแก้วพลาสติกวางบนที่รองกันโต๊ะเลอะเทอะเต็มไปด้วยน้ำส่วนเกินไหลนองอีกทั้งถ้ายังดื่มไม่หมดก็สามารถยกกลับบ้านไปได้ทันทีซึ่งถือว่าสะดวกและเอาใจใส่ดีครับ

เนื่องจากเราไม่ใช่สายคาเฟ่แต่เป็นคนหิวที่กินทุกอย่างแบบจริงจังเลยออเดอร์อาหารมาอีกเพียบ เริ่มต้นจากเมนูแรกก็คือ "ข้าวหน้าปลาดิบรวม (บาระชิราชิ)" ราคา 260 บาท เป็นข้าวสวยญี่ปุ่นแท้เมล็ดอ้วนทรงกลมนำมาปรุงรสให้เปรี้ยวอมหวานแบบซูชิใส่เครื่องท็อปปิ้งหั่นเป็นลูกเต๋าสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านบนอย่างล้นหน้าทั้ง แซลมอน/มากุโร่/ทาโกะ/ซาบะดอง/ปลาช่อนทะเล/ไข่หวานและปูอัด เพิ่มความกรุบกรอบให้ชามนี้พิเศษยิ่งขึ้นด้วยแตงกวาญี่ปุ่นที่เอาไส้ตรงกลางออกกับไข่ปลาบินปรุงรสสีส้มสดใสแตกระเบิดในปากเวลาเคี้ยวพร้อมโรยหน้าสาหร่ายโนริหั่นเป็นเส้นๆอีกนิดเพื่อให้สวยงามน่าทานยิ่งขึ้น วิธีการทานสามารถทำได้ 2 แบบคือ 1. คีบเอาวัตถุดิบที่ชอบปาดวาซาบิ/จิ้มโชยุเล็กน้อยก่อนเอาเข้าปากแล้วตามด้วยข้าวปรุงรสด้านล่าง 2. ผสมวาซาบิในซอสโชยุแล้วละลายให้เป็นเนื้อเดียวกันก่อนจะราดด้านบนให้ทั่วทั้งชามแล้วตักทานแบบดงบุริสไตล์ญี่ปุ่นแท้ๆ ซึ่งทางร้านมีให้บริการทั้งช้อน-ส้อมแบบพลาสติกและตะเกียบไม้หักครึ่งก่อนใช้งานเลือกกันได้ตามสะดวก โดยรวมทางร้านใช้วัตถุดิบสดคุณภาพสูงชิ้นใหญ่เคี้ยวเต็มคำพร้อมปรุงข้าวมาให้เข้ากันได้เป็นอย่างดี ในช่วงปลานำเข้าจากต่างประเทศราคาพุ่งสูงแบบนี้ถือว่าไม่แพงเลยครับ

อีกเมนูจานหลักที่ถือว่าเป็น Signature อีกอย่างนั่นก็คือ "เบนโต๊ะ" หรือข้าวกล่องสไตล์ญี่ปุ่นสูตรทำเองของทางร้านราคากล่องละ 145 บาท ด้านล่างสุดอัดแน่นไปด้วยข้าวสวยญี่ปุ่นหุงสุกเมล็ดอ้วนกลมมีกลิ่นหอมธรรมชาติเคี้ยวหนึบสู้ฟัน ส่วนด้านบนเต็มไปด้วยเครื่องต่างๆทั้ง กุ้งเทมปุระแป้งสีเหลืองกรอบบางเบาใช้กุ้งตัวใหญ่เนื้อเด้งๆ/ไส้กรอกรมควันหนังกรอบคุณภาพดีเอามาผ่าตรงกลางแล้วทอดให้เหมือนปลาหมึกสี่หนวด/ไก่คาราเกะชิ้นใหญ่ทอดมาสีเหลืองทองหอมกลิ่นขิงอ่อนๆเคี้ยวชุ่มฉ่ำสู้ฟันเพราะใช้ส่วนสะโพกติดหนังแบบเน้นๆ/ไข่ต้มสมุนไพรที่คล้ายๆกับพะโล้เปลือกด้านนอกสีน้ำตาลเข้มข้างในสุกซึมซับรสชาติหวานเค็มอ่อนๆผ่าครึ่งเรียงให้สวยงามก่อนเสิร์ฟ เพิ่มสีสันให้สวยงามยิ่งขึ้นด้วยแตงกวาญี่ปุ่นและมะเขือเทศเชอร์รี่แดงลูกจิ๋วๆ กินคู่กับซอสสไปซี่มาโยสูตรทำเองของทางร้านรสชาติเปรี้ยวหวานมันเผ็ดสะดุ้งลิ้นด้วยพริกป่นละเอียดที่ใส่ลงไปจำนวนมากจนกลายเป็นซอสสีส้มอมแดง ส่วนเราจะเริ่มกินจากจุดไหนก่อนก็ได้ไม่มีวิธีการที่ถูกหรือผิด ซึ่งอาหารต่างๆภายในชุดนี้เน้นความเป็นญี่ปุ่นแท้แบบเดียวกับที่เราเคยเห็นในอนิเมะก็คือเน้นเมนูปรุงสุกเตรียมตอนเช้าโดยคุณแม่บ้านไว้กินที่ทำงานหรือโรงเรียนในมื้อเที่ยง ซึ่งไม่เหมือนกับเบนโต๊ะที่เน้นหลากหลายเมนูในกล่องเดียวกันเหมือนภัตตาคารอาหารญี่ปุ่นร้านอื่นในประเทศไทยครับผม

เมนูต่อมาเป็นดงบุริเสิร์ฟในถ้วยขนาดเล็กสำหรับกินเล่นหรือรองท้องเบาๆนั่นคือ "ข้าวหน้าปลาไหลญี่ปุ่น" หรือ Unagi Don ราคาชามละ 145 บาท ข้าวสวยญี่ปุ่นหุงสุกเรียงเมล็ดเหนียวนุ่มท็อปปิ้งด้านบนด้วยอูนางิย่างถ่านราดซอสรสหวานเค็มกลมกล่อมแบบชุ่มฉ่ำโรยงาขาวเพื่อความสวยงาม เพิ่มสีสันให้ชามนี้ดูสดใสน่าทานยิ่งขึ้นด้วยซาชิมิไข่หวานสีเหลือง/ใบโอบะและยอดพาร์สลีย์สีเขียว วิธีการทานก็คือตักข้าวกับเนื้อปลาไหลย่างซอสเข้าปากเป็นคำถ้ารู้สึกเริ่มเลี่ยนให้ตัดความเผ็ดฉุนขึ้นจมูกอีกนิดด้วยการปาดวาซาบิลงไปด้านบนอีกเล็กน้อยก่อนกิน ปิดท้ายเพื่อล้างกลิ่นคาวในช่องปากด้วยขิงดองน้ำผึ้งหวานๆที่วางไว้ข้างถ้วยอีกนิดก็พร้อมสำหรับลุยจานถัดไปได้ทันที เมนูกินเล่นๆตามมาเสิร์ฟอีกอย่างคือ "โอโคโนมิยากิ" หรือพิซซ่าญี่ปุ่นราคาจานละ 100 บาท เสิร์ฟมาเป็นวงกลมแป้งหนานุ่มอัดแน่นไปด้วยผักกะหล่ำปลีซอยและเนื้อปลาหมึกทาโกะชิ้นใหญ่หวานฉ่ำเคี้ยวเด้งๆสู้ฟัน ราดด้วยซอสพิซซ่าสูตรพิเศษกับมายองเนสหอมมันกลมกล่อมวาดเป็นลายตารางอย่างสวยงามทั่วทั้งชิ้น โรยหน้าด้านบนก่อนเสิร์ฟด้วยแผ่นคัตสึโอะบูชิหรือปลาโอตากแห้งขูดชนิดกลิ่นหอมละมุนมีสีขาวอมชมพูและสาหร่ายโนริแบบเส้นอย่างสวยงามหั่นแบ่งเป็นแบบ 4 ชิ้นใหญ่พร้อมคีบทานได้ทันที โดยรวมถึงแม้ว่าจะไม่ใช่ร้านโอโคโนมิยากิแต่ก็ทำออกมาได้อร่อยไม่แพ้กันครับ

สำหรับใครที่มาคาเฟ่แต่อยากทานนิกิริต่างๆทางร้านก็มีให้บริการเริ่มต้นกันด้วย "ทูน่าซูชิ" เสิร์ฟเป็นชนิดครีบสีเหลืองส่วนเนื้อแดงหรืออากามิ 2 ชิ้นราคา 75 บาท / "แซลมอนซูชิ" ใช้สายพันธุ์นอร์เวย์เนื้อส้มสดสลับกับชิ้นไขมันแทรกสีขาวเรียงกันสวยงาม 2 ชิ้นราคา 75 บาท / "ซาบะซูชิ" หรือหน้าซาบะดองรสชาติเปรี้ยวเค็มกลมกล่อมเสิร์ฟชิ้นหนาแบบติดหนังสีเงินสะท้อนแสงสวยงามฉ่ำไขมันหอมๆแตกระเบิดในปากเวลาเคี้ยว 2 ชิ้นราคา 60 บาท วางในจานสีเหลี่ยมจัตุรัสขนาดเล็กพร้อมใบโอบะยอดพาร์สลีย์สีเขียวสดใสและขิงดองน้ำผึ้งรสหวานเผ็ดฉุนขึ้นจมูกไว้ล้างกลิ่นคาวปลาในปากหลังทานเสร็จ ส่วนวิธีการทานที่ถูกต้องก็คือปาดวาซาบิลงบนชิ้นปลาแล้วพลิกด้านเนื้อจุ่มลงในโชยุเล็กน้อยก่อนเข้าปากก็จะได้ความเค็มกลมกล่อมหอมสดชื่นวาซาบิเข้ากับข้าวรสหวานอมเปรี้ยวและปลาแล่สดๆได้เป็นอย่างดี โดยรวมถึงแม้จะราคาสูงแต่เสิร์ฟชิ้นใหญ่คุณภาพดีซึ่งสอดคล้องกับราคาปลานำเข้าที่แพงขึ้นครับผม

นอกนั้นก็เป็นอาหารทานเล่นสำหรับนั่งกินเพลินๆได้ทุกเพศ-ทุกวัยเสิร์ฟมาในถาดทำจากกระดาษย่อยสลายเองตามธรรมชาติ มาเริ่มต้นกันที่ "ทาโกะยากิ" หรือขนมครกญี่ปุ่นราคา 100 บาท ทำจากแป้งสูตรพิเศษทอดในกระทะทรงหลุมให้เป็นวงกลมแบบกรอบนอกและเนื้อเป็นครีมละเอียดข้างใน สอดไส้ตรงกลางด้วยปลาหมึกยักษ์ชิ้นใหญ่ๆเคี้ยวเต็มคำกับต้นหอมซอยพร้อมราดน้ำซอสสูตรพิเศษและมายองเนสแบบเดียวกับโอโคโนมิยากิจานก่อนหน้านี้ลงไปอย่างกระหน่ำ เพิ่มความหอมสไตล์ญี่ปุ่นด้วยแผ่นปลาคัตสึโอตากแห้งขูดและสาหร่ายโนริแบบเส้นวางบนกะหล่ำปลีซอยและใบผักสลัดสีเขียวอย่างสวยงาม ถาดต่อไปถึงแม้จะไม่ใช่อาหารญี่ปุ่นแต่เห็นในเพจของทางร้านแนะนำว่าต้องลองก็คือ "เอบิโรล" หรือขลุ่ยกุ้งทอดราคา 100 บาท ทำจากเนื้อกุ้งเด้งสับให้ละเอียดผสมรากผักชี/กระเทียม/พริกไทยและน้ำมันงาเหมือนทอดมันกุ้งแล้วกันด้วยแผ่นแป้งเปาะเปี๊ยะทอดกรอบสีเหลืองทอง ปกติที่ร้านอื่นๆมักจะเสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มบ๊วยเจี่ยสไตล์จีนแต่สำหรับ "Sushina Cafe" นี้เปลี่ยนเป็นมายองเนสผสมชีส รสหวานมันเค็มอมเปรี้ยวนิดๆหอมเชดด้าชีสเข้มข้นเข้ากับเอบิโรลทอดมาใหม่ได้เป็นอย่างดีสมกับเป็นอีกหนึ่งเมนูแนะนำครับผม

อาหารทานเล่นอย่างต่อไปก็ยังคงอยู่ในหมวดของทอดคือ "ไก่คาราเกะ" ราคาถาดละ 85 บาท ทางร้านเลือกใช้เฉพาะส่วนสะโพกติดหนังเอามาหมักกับมิริน/สาเก/โชยุและขิงจนเข้าเนื้อแล้วชุบแป้งบางๆ ก่อนนำลงในกระทะร้อนที่มีน้ำมันเดือดๆจนกลายเป็นสีน้ำตาลทองสวยงามกรอบนอกแต่ข้างในชุ่มฉ่ำ โดยใน 1 ถาดให้มาถึง 5 ชิ้นใหญ่ๆวางเสิร์ฟบนกะหล่ำปลีซอย 2 สีพร้อมใบผักสลัดสีเขียวตัดกันอย่างสวยงาม ซึ่งปกติร้านอื่นๆมักจะเสิร์ฟคู่กับดอกเกลือและมะนาวซีกแบบญี่ปุ่นหรือน้ำจิ้มไก่สูตรสวีทชิลลี่สไตล์ไทยแท้ๆ แต่ที่นี่เปลี่ยนเป็นซอสทงคัตสึผสมมายองเนสแทนจึงได้ความหอมมันรสชาติเข้มข้นเข้ากันได้ดีกับของทอดสไตล์ญี่ปุ่นมากกว่าอีกทั้งถ้าเหลือก้นถ้วยสามารถราดลงไปบนผักแทนน้ำสลัดได้อีกเมนูครับผม ของคาวอย่างสุดท้ายสั่งมาเป็น "ชีสบอล" ราคา 85 บาท เป็นมอสซาเรลล่าชีสปั้นก้อนคลุกกับไข่และเกล็ดขนมปังทอดกรอบราดซอสเชดด้าชีสเข้มข้นลงไปอีกขั้น กัดลงไปได้ทั้งความหอมมันของชีสทั้งสองชนิดที่ทางร้านอัดแน่นลงไปอย่างจัดเต็มแต่ค่อนข้างเลี่ยนนิดหน่อย จึงขอแนะนำให้สั่งเครื่องดื่มที่มีรสชาติเปรี้ยวหวานมาคู่กันช่วยให้เข้ากับเมนูนี้ได้เป็นอย่างดี แล้วอย่าลืมเว้นพื้นที่ในกระเพาะส่วนหนึ่งไว้ลุยขนมด้วยนะครับ

ขนมหวานอย่างแรกจัดมาเป็นชุดใหญ่ดูพรีเมี่ยมสมราคาคือ "ซากุระโมจิกับชาเขียวร้อน" 145 บาท เป็นการทำโมจิแบบฝั่งคันไซแท้โดยวิธีการทำให้นำข้าวเหนียวไปนึ่งตาก-แห้งแล้วนึ่งจนสุกอีกครั้งก่อนเอาไปบดด้วยมือกับแป้งซากุระจนได้โดวก้อนสีชมพูสวยงาม นำมาปั้นเป็นลูกกลมขนาดพอดีคำแล้วสอดไส้ถั่วแดงกวนหวานห่อใบโอบะดองเค็มอมเปรี้ยวกลิ่นหอมฉุนขึ้นจมูกนิดๆช่วยตัดรสชาติกันได้อย่างดี มีเอกลักษณ์อันโดดเด่นไม่เหมือนใครอยู่ที่ข้าวยังคงความเป็นเมล็ดเล็กๆอยู่ซึ่งเรียกว่า "โดเมียวจิ" เสิร์ฟคู่กับชาเขียวญี่ปุ่นนำเข้าจากจังหวัดชิซึโอกะผสมน้ำร้อนๆใส่มาในกาพร้อมถ้วยขนาดเล็กจิบหลังจากกินโมจิซากุระหวานๆเข้ากันได้เป็นอย่างดี ถ้าดื่มชาจนหมดกาแล้วก็สามารถบอกน้องพนักงานขอให้เติมน้ำร้อนได้อีกเรื่อยๆจนกว่าจะเริ่มจืดหรือใสแจ๋ว ถือเป็นชุดน้ำชาพร้อมขนมหวานที่เข้ากับคาเฟ่สไตล์ญี่ปุ่นที่ทางร้านวางแนวทางเอาไว้ได้เป็นอย่างดี เหมาะสำหรับสั่งมาเมนูเดียวนั่งชิลๆหรือทำงานยาวๆครับ

เนื่องจากวันนี้เรามากัน 2 คนเลยสั่งขนมญี่ปุ่นมาเพิ่มอีกจานเพื่อมากินกับชุดน้ำชาเมนูก่อนคือ "ไดฟูกุชาเขียว" ราคา 85 บาท เป็นโมจิก้อนกลมทำจากแป้งข้าวเหนียวสอดไส้ถั่วแดงแบบบดละเอียดพิเศษเนื้อเนียน เคลือบเปลือกด้านนอกด้วยสีเขียวจากผงมัทฉะแท้ 100% ได้ความเคี้ยวหนึบหวานละมุนปนความขมนิดๆจากชาเขียวทำให้รู้สึกถึงประเทศญี่ปุ่นภายในปากอย่างเด่นชัดในทุกๆคำที่เคี้ยว เมนูก่อนหน้าที่สั่งมามีแต่ขนมสไตล์ Traditional ซึ่งเมนูนี้มีการผสมผสานความเป็นฝรั่งกับแดนอาทิตย์อุทัยลงไปใหม่กลายเป็น "ไดฟูกุไส้ครีมมะม่วง" เสิร์ฟแบบชิ้นใหญ่ราคา 70 บาท เป็นแป้งโมจิสีเหลืองเปลือกบางแต่เหนียวนุ่มพิเศษสอดไส้ครีมนมและแยมผสมเนื้อมะม่วงกวนรสหวานอมเปรี้ยวหอมมันลงตัว โดยทางร้านแช่ให้เย็นจัดก่อนเสิร์ฟเพื่อคงรูปทรงของไดฟูกุให้สวยงามทานแล้วสดชื่นดีครับผม

ขนมหวานอย่างสุดท้ายที่เราสั่งมานั่นคือ "ทีรามิสุ" ซึ่งทางร้านทำเป็นสูตรแบบญี่ปุ่นชั้นล่างสุดเป็นเค้กรสกาแฟแทนเลดี้ฟิงเกอร์จุ่มเอสเปรสโซ่ ส่วนตรงกลางเป็นครีมกับไข่แดงผสมมัสคาร์โปเน่ชีสและวานิลลารสชาติหอมหวานมันแต่ไม่ใส่เหล้ารัมจึงไม่มีกลิ่นเหม็นฉุนขึ้นจมูกทานง่ายๆ โรยด้านบนสุดด้วยผงโกโก้ไร้น้ำตาล 100% ให้เป็นชั้นหนาตัดเสิร์ฟชิ้นขนาดกำลังดีในราคา 85 บาท ซึ่งส่วนตัวถือว่าไม่แพงเพราะชิมแล้วทางร้านเขาใช้เฉพาะวัตถุดิบคุณภาพสูงให้สอดคล้องกัน ทานขนมต่างๆที่สั่งมาจนหมดพร้อมนั่งคุยเล่นกันไปสักพักจนรู้สึกว่าอิ่มแน่นท้องและยังได้ซึมซับบรรยากาศติดริมแม่น้ำเจ้าพระยารับลมโชยเย็นๆอย่างเต็มที่แล้วเรียกน้องพนักงานมาคิดเงินที่โต๊ะเรากันเลยครับผม

มื้อนี้ผมมากินกับคุณแฟนสองคน สั่งทั้งอาหาร-เครื่องดื่มและขนมญี่ปุ่นต่างๆอย่างเต็มที่รวมกว่า 22 เมนู จ่ายไป 2,175 บาท ไม่มี Vat.7% กับ Service Charge 10% เหมือนร้านอื่นมาบวกเพิ่ม โดยรวมนั้นถือว่าเป็นคาเฟ่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาที่บรรยากาศอบอุ่นชวนนั่งนานๆส่วนเรื่องอาหารก็วางใจได้เพราะแบรนด์ "Sushina" ขึ้นชื่อเรื่องความอร่อย-ราคาสมเหตุผลจนเป็นขวัญใจชาวออฟฟิศมาอย่างยาวนาน ขนมและเครื่องดื่มก็เป็นสไตล์ญี่ปุ่นที่ไม่ค่อยหวาน ดีครบแบบนี้รับคะแนนไป 5 ดาวเลยครับผม🌟🌟🌟🌟🌟


พิกัด : ร้านอาหารขนาบน้ำ ชั้น 2 เลขที่ 445 ถนนราชวิถี แขวงบางพลัด เขตบางพลัด กรุงเทพมหานคร 10700

เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา 11.00-19.00 น. (อาจมีการปรับเปลี่ยนตามนโยบายของรัฐบาล)

โทร. 081-557-5785

Facebook : www.facebook.com/sushinacafe

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share อวดเพื่อนๆของคุณ

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 95 ครั้ง0 ความคิดเห็น