ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิวร้าน"รสดีเด็ด The Steakhouse"บุฟเฟ่ต์สเต็กเนื้อ Dry-Aged และอาหารกว่า 30 เมนูจ่ายเพียงคนละ 850฿

อัพเดตเมื่อ: 2 วันที่แล้ว



ร้าน"รสดีเด็ด The Steakhouse"ตอนนี้เขาจัดบุฟเฟ่ต์กับ Hungry Hub มีบุฟเฟ่ต์สเต็กเนื้อ Dry-Aged ทำจากโคขุนสายพันธุ์ไทยและอาหารอื่นๆรวมกว่า 30 เมนู นั่งทานได้ไม่อั้นตลอด 2 ชม. จ่ายแค่เพียงคนละ 850 บาท และยังมีโปรโมชั่นจอง 9 คนขึ้นไปลดเหลือราคาคนละ 750 บาท ส่วนใครที่อยากดื่มเบียร์เย็นๆคู่กับสเต็กเนื้อวัวชั้นดีก็จ่ายแค่ 899 ส่วนใครที่ทานไม่เยอะเขายังมีชุดอาหารราคาไม่แรงให้ได้จองก่อนเข้าไปใช้บริการได้อีกเพียบ ดูเมนูต่างๆที่เสิร์ฟพร้อมกับสำรองที่นั่งก่อนเข้าใช้บริการที่ร้านได้ตามลิงค์นี้ >>> https://bit.ly/2uEsf0w <<< ตัวร้านก็หาไม่ยากตั้งอยู่บนถนนพระราม 4 ถ้ามาด้วยรถยนต์ส่วนตัวเขามีลานจอดรถหลังร้าน(เลี้ยวเข้าซอยจุฬา 36) ส่วนถนนหน้าร้านไม่สามารถจอดรถได้นะครับไม่งั้นคุณตำรวจอาจจะถามหาระหว่างนั่งทานอยู่ได้ ถ้ามาด้วย MRT ให้ลงสถานีหัวลำโพงแล้วต่อแท๊กซี่มาที่ร้านจะสะดวกกว่ามาจากสถานีสามย่าน เรามาถึงในช่วงค่ำร้านเปิดแสงไฟสลัวๆดูแล้วเหมาะกับการนั่งชิลล์กินสเต็กเนื้อนุ่มเคล้าเครื่องดื่มเย็นๆแบบสุดๆ ถึงเวลาที่เราจองไว้แล้วรีบเข้าไปกันเลยครับ

เดินเข้ามาในร้านสิ่งที่โดดเด่นกว่าบรรยากาศคือเนื้อวัวครับที่นี่เข้ามีตู้โชว์เนื้อทั้งแบบปกติและแบบ Dry-Aged จากเนื้อวัวทั้งของไทยและอเมริกา โดยเนื้อในตู้นี้จะมีความพรีเมี่ยมกว่าเนื้อที่เสิร์ฟในเมนูบุฟเฟ่ต์ มีให้เลือกอยู่หลากหลายระดับราคาขึ้นอยู่กับชนิด/ส่วนและปริมาณไขมันแทรก เริ่มต้นที่ขีดละ 190-680 บาท ใครที่อยากทานเนื้อวัวรสชาติและคุณภาพประมาณไหน ก็สามารถสอบถาม/ส่องดูแล้วสั่งให้น้องพนักงานนำย่างเสิร์ฟที่โต๊ะได้เลยครับผม

บรรยากาศภายในร้านมีกลิ่นอายของความเป็น Vintage ย้อนยุคนิดๆผสมกับ Loft ที่นั่งแบ่งออกเป็นโซโซฟาไว้นั่งชิลล์และรับประทานอาหารแบบจริงจัง และครัวของที่ร้านก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือครัวกระจกแบบเปิดโล่งสำหรับย่างเมนูสเต็กเป็นเหมือนครัวที่เป็นกึ่งโชว์การย่างเนื้อที่เป็น Signature ของที่ร้าน ส่วนอีกครัวเอาไว้สำหรับปรุงเมนูอื่นๆที่ไม่ใช่สเต็กอยู่บริเวณหลังร้านโดยแยกกันเป็นสัดส่วน เมื่อเรามานั่งที่โต๊ะพนักงานก็จะนำชุดมีด/ส้อม/เกลือหิมาลายัน/พริกไทยดำ/ซอสพริกทาบาสโก้มาวางเตรียมเอาไว้ให้ที่โต๊ะ มื้อนี้เราสั่งเป็นชุดบุฟเฟ่ต์ 850 บาทมีเครื่องดื่มให้อย่างเดียวคือน้ำเปล่า มาถึงพนักงานก็จะวางเมนูของ Hungry Hub เอาไว้ให้เราสั่ง (เป็นเล่มสีแดงเมนูด้านในเป็นแบบเดียวกับในลิงค์ที่แนบมาในตอนแรก) สั่งอาหารให้เรียบร้อยแล้วรบกวนขอดูเล่มเมนูที่ร้านหน่อยครับ

เมนูของที่ร้านนี้ก็มีให้เลือกตั้งแต่เนื้อวัวขายเป็นขีดทั้งเนื้อไทย-เนื้ออสเตรเลีย-เนื้ออเมริกัน-เนื้อญี่ปุ่นเริ่มราคาที่ขีดละ 190-680 บาท สปาเก็ตตี้ผัดกะเพราที่ใช้เนื้อวัวหลากระดับราคา 350-550 บาท เมนูข้าวกะเพราไข่ดาวที่เริ่มตั้งแต่หมูคุโรบูตะจนไปถึงเนื้อวากิวราคา 250-550 บาท เครื่องเคียงสำหรับทานคู่กับเนื้อราคาเริ่มต้นที่ 30-120 บาท เมนูเรียกน้ำย่อย(ของทอดต่างๆ)ราคา 180-280 บาท เมนูสปาเก็ตตี้สไตล์ยุโรปราคา 200-250 บาท ซุปมีเมนูเดียวคือซุปเห็ดแชมปิญองพร้อมน้ำมันทรัฟเฟิล 180 บาท เมนูสลัดราคา 180-280 บาท เมนูไว้ทานเริ่มก่อนมื้ออาหาร (เฟรนซ์ฟราย/ออเนี่ยนริงส์/ขนมปังกระเทียม) ราคา 80-120 บาท ซอสต่างๆเอาไว้ทานคู่กับสเต็กไม่มีราคาบอกว่าถ้วยละเท่าไหร่ แต่ถ้าสั่งสเต็ก 1 ที่จะสามารถเลือกได้ 1 ซอสอยู่แล้ว สเต็กหมูคุโรบูตะราคา 220- 260 บาท สเต็กปลาแซลมอนและกระพงราคา 450-480 บาท เครื่องดื่มเริ่มต้นที่ 25-120 บาท โดยรวมแล้วก็ถือว่าราคาค่อนข้างสูง แต่ร้านนี้เขาจัดโปรโมชั่นบ่อยแวะมาทานได้เรื่อยๆอีกทั้งโปรโมชั่น Hungry Hub ช่วยทำให้เราประหยัดเงินไปได้หลายบาทอยู่นะ ใครที่รู้ตัวว่าทานเยอะอยู่แล้วอยากกินเนื้อหนำใจหน่อยผมว่าคุ้มสุดๆเลยครับ

เมนูแรกมาเสิร์ฟแล้วT-Bone Steak (Thai Beef) หรือ สเต็กทีโบน (เนื้อไทย) ถึงจะจัดเป็นแบบบุฟเฟ่ต์แต่ก็ไม่ได้มาแบบเป็นเศษเนื้อ(เหมือนร้านบุฟเฟ่ต์สเต็กอื่นๆในอดีต) เขายกส่วนทีโบนมาให้ทั้งชิ้นย่างถ่านมาสุกหอมแบบ Medium Rare เนื้อนุ่มฉ่ำน้ำส่วนรสชาติเนื้อเข้มข้น(แต่ไม่เท่าแองกัส)ทานง่ายๆ นี่ขนาดไม่ใช่เนื้อ Dry-Aged ยังมีรสเข้มข้นขนาดนี้ถือว่าทำได้ดีสุดๆเลยครับ อีกส่วนเป็น Sirlion Steak (Thai Beef) หรือ สเต็กเนื้อสันนอก (เนื้อไทย) เป็นส่วนเนื้อติดมันที่ย่างแต่ตรงเนื้อแดงมีไขมันน้อย ย่างมาสุกแบบ Medium Rare เนื้อในฉ่ำแต่ส่วนไขมันถูกย่างจนเกรียมหอมรสชาติเข้มข้น ใครที่ชอบทานไขมันโดนไฟย่างมากรอบเกรียมๆจานนี้ถือว่าตอบโจทย์สุดๆเลยครับ

ทานเนื้อไปสักพักรู้สึกเริ่มเลี่ยนเลยสั่ง Ceasar Salad (ซีซาร์สลัด) เป็นผักคอสสีเขียวกรุบกรอบนำไปคลุกกับน้ำสลัดซีซ่าร์จนเคลือบทุกใบอย่างทั่วถึง ท๊อปปิ้งด้วยขนมปังกรอบ/เบคอนทอดกรอบและพาเมซาชีส รสชาติเข้มข้นมีหลายสัมผัสในจานเดียว ตอนแรกเห็นว่าเป็นร้านสเต็กก็ไม่ได้คาดหวังว่าเมนูอื่นๆจะอร่อยขนาดนี้โดยเฉพาะเบคอนเขาทอดมาไม่กรอบแห้งจนเคี้ยวแล้วเมี่อยกรามทำได้ดีเกินคาดครับ อีกเมนู Stir-Fried Spaghetti with dried chilli & Bacon สปาเก็ตตี้ผัดพริกแห้งและเบคอน จานนี้คือรสชาติแบบคนไทยที่แท้จริงเผ็ดและเค็มกำลังดี มีกลิ่นเครื่องสมุนไพร (ใบกะเพรา/พริกแห้ง/กระเทียม) หอมเตะจมูก เบคอนกรุบกรอบทานคู่กับเส้นสปาเก็ตตี้เส้นกลมสุกเคี้ยวหนึบกำลังดี ใครไม่ทานเผ็ดอยากให้ระวังพริกแห้งในจานนี้หน่อยเพราะเผ็ดมาก แต่ส่วนตัวแล้วชอบมากๆครับ

เมนูต่อมาเป็นเนื้อวัวแบบ Dry-Aged ที่อยู่ในหมวด PREMIUM MENU ของ Hungry Hub เลือกได้แค่จานเดียวจากทั้งหมด 6 รายการ เรามากัน 2 คนเท่ากับว่าเราสั่งได้ทั้งหมด 2 จานเลยเลือกเป็น Ribeye (Dry-Aged) 250g.+Grilled Vegetables หรือเนื้อวัวส่วนริบอายขนาด 250 กรัมเสิร์ฟพร้อมกับผักย่างใครที่ชอบทานเนื้อวัวแทรกไขมันนุ่มๆให้สั่งจานนี้ เราสั่งมาเป็นแบบ Medium Rare เนื้อวัวมีความฉ่ำน้ำแต่รสชาติเนื้อเข้มข้นกว่าเนื้อไทยเมื่อเทียบกับจานแรกที่เราได้ลองทาน และ Sirloin (Dry-Aged) 250g.+Grilled Vegetables หรือเนื้อวัวส่วนสันนอก 250 กรัมเสิร์ฟพร้อมกับผักย่างย่างมาแบบ Medium Rare รสชาติเนื้อไม่ต่างจากจานแรกแต่ไขมันตรงที่ขอบเนื้อมีการโดนไฟจนสุกหอม จึงทำให้มีรสชาติของไขมัน้นื้อที่เข้มข้นกว่า ทั้ง 2 จานที่เราสั่งมามีการรองด้านล่างด้วยถ่านไม้ทำให้มีกลิ่นเหมือนรมควันและได้ทานสเต็กเนื้ออุ่นๆจนถึงคำสุดท้าย สมกับเป็นเมนูพรีเมี่ยมมากเลยครับ ส่วนผักย่างที่ใส่มาข้างจานไม่ใช่แค่ของประดับเฉยๆ มีทั้งฟักทองญี่ปุ่นเนื้อหวานมันเปลือกบาง มะเขือเทศเชอรี่ลูกเล็กๆย่างจนรสหวานอมเปรี้ยวและผักซูกินี่ย่างมาสุกสัมผัสคล้ายกับน้ำเต้า รวมแต่ของดีเอาไว้ในจานเดียวเลยครับ

หมดเมนูสเต็กแล้วมาต่อกันด้วย Signature อย่าง Stir fried Beef with chilli, Sweet Basil & Fried Egg with Rice หรือผัดกะเพราเนื้อเสิร์ฟพร้อมกับกับไข่ดาวทอดกรอบและข้าวสวย เป็นผัดกระเพราเนื้อสไลด์รสหวาน-เค็มกลมกล่อมหอมกลิ่นพริกสด/กระเทียมและใบกะเพรา ผัดมาแห้งรสชาติเข้มข้นทานคู่กับไข่เป็ดดาวทอดจนกรอบฟูแต่ไข่แดงยังไม่สุกบนข้าวสวยหอมมะลินุ่มๆ เวลาทานแนะนำว่าให้ราดพริกน้ำปลาลงบนไข่ดาวฟูน้ำปลาจะแทรกซึมเข้าไปตามร่องฟูๆของไข่ดาว ทานกับข้าวสวยและกระเพราเนื้อนุ่มๆ บอกเลยว่าถึงนิพพานแห่งกระเพราโดยแท้จริงครับผม แต่ใครไม่ชอบกระเพราะรสติดหวานนิดๆอาจจะไม่ชอบจานนี้แต่ส่วนตัวผมชอบมากๆครับ จานต่อมาเป็นอาหารทานเล่นเราสั่งเป็น Buffalo Wings หรือปีกไก่บัฟฟาโลวิงส์ เป็นปีกกลาง+ปีกบนไก่ชุบแป้งทอดเคลือบด้วยซอสฮันนี่บาร์บีคิวรสหวานนำทานคู่กับซอสครีมชีสรสเปรี้ยวมีกลิ่นเหมือนผสมบลูชีสบางๆช่วยลดความมันเลี่ยนของไก่ทอดแต่เป็นอย่างดี ถ้าไม่คุ้นกับกลิ่นเอกลักษณ์ของ Blue Cheese แนะนำว่าเลี่ยงเมนูนี้ดีกว่าครับ

จานนี้คุณนพเจ้าของร้านอยู่ประจำที่นี่ก็พบเราพอดี เห็นว่าเข้ามารีวิวที่ร้านจึงเข้ามาทักทายพร้อมกับยกเมนูนี้มาให้เป็นสเต็กเนื้อส่วนเซอร์ลอยด์ไทยวากิว ราคาขีดละ 560 บาทจานนี้ 2 ขีดมูลค่า 1,120 บาท เพื่ออยากให้เรารู้ถึงความแตกต่างกับเนื้อสเต็กแบบ Dry-Aged ในบุฟเฟ่ต์ที่เราได้ทาน ย่างมาความสุกระดับ Medium Rare ไขมันมีการแทรกอย่างสวยงามละเอียดนุ่มแทบไม่ต้องออกแรงกรามเวลาเคี้ยว เนื้อมีรสชาติอ่อนกว่าแต่มีความหอมละมุนมากกว่า ไขมันเนื้อส่วนที่โดนย่างก็กลิ่นไม่รุนแรงเท่าเนื้อแบบปกติ เป็นเนื้อที่เหมือนกับว่ากิวของญี่ปุ่นแต่มีรสเนื้อที่หนักมากกว่าใส่แค่เกลือกับพริกไทยเล็กน้อยก็อร่อยโดนใจแล้ว ถือว่าดีสมกับเป็นร้านของผู้รอบรู้ด้านเนื้อจริงๆครับ

นอกจากจะมีเกลือ/พริกไทยไว้ทานเพื่อเพิ่มรสชาติของเนื้อแล้วที่นี่ยังมีซอสให้เลือกถึง 4 สูตรคือน้ำจิ้มแจ่วสูตรอีสานรสเปรี้ยวอมหวานหอมกลิ่นข้าวคั่ว มีความกลมกล่อมไม่จี๊ดจ๊าดเกินไปทำให้ไม่รบกวนรสชาติที่อร่อยของเนื้อที่ดีมากนัก ซอสต่อมาเป็นพริกไทยดำรสชาติเค็มอ่อนๆมีความเผ็ดร้อนพริกไทยช่วยลดความเลี่ยนจากไขมันเนื้อวัวได้เป็นอย่างดี ตามมาด้วยซอสไวน์แดงรสชาติหวานอมเปรี้ยวมีกลิ่นหอมขององุ่นและไม้หมักไวน์แดงอ่อนๆเข้ากันได้ดีกับเนื้อวัวชั้นดี สุดท้ายคือซอสเห็ดที่ดูเหมือนจะไม่มีจุดเด่นแต่ความหอมของเห็ดช่วยแก้เลี่ยนได้ดีไม่แพ้ทานกับซอสอื่นเลยครับ(เหมาะสำหรับคนที่อยากได้ซอสที่มีกลิ่นหอมสดชื่นแต่ไม่มีความเผ็ด) โดยซอสทั้งหมดนั้นทางร้านจะไม่ได้ทำรสชาติเข้มข้นจนกวนรสชาติที่ดีของเนื้อ เป็นการคำนวณรสชาติมาเป็นอย่างดีแล้วทานซอสอะไรคู่กันสเต็กก็ดีไปหมดเลยครับ ส่วนอาหารที่ช่วยแก้เลี่ยนเราสั่งมาทาน 2 เมนูคือ Mashed Potato Salad หรือ สลัดมันฝรั่งบดเราคาดหวังว่ารสชาติจะเหมือนกับที่ร้านรสดีเด็ดปิ้งย่างที่ใส่มายองเนส+แตงกวา+แครอทปรุงรสมาหวานมัน แต่ที่นี่เสิร์ฟมาเป็นมันบดร้อนปรุงรสชาติด้วยเกลือ+พริกไทยมีกลิ่นเนยอ่อนๆ เป็นมันฝรั่งบดธรรมดามากกว่าจะเป็นสลัดอีกจานเป็น Stir-fried mushroom with Garlic Butter หรือ ผัดเห็ดเนยกระเทียม เห็ดนางรมหลวงชิ้นโตผัดกับเนยที่เจียวกระเทียมจนมีกลิ่นหอม ปรุงรสด้วยเกลือ+พริกไทยรสเค็มได้รสหวานจากตัวเห็ดและความกลมกล่อมจากกระเทียมเจียวตามธรรมชาติ ดีงานเกิดคาดมากๆครับ (จานนี้แนะนำให้สั่งเลยจ้า) กินจนอิ่มแทบเดินไม่ไหวแล้วแต่ที่นี่เขายังมีขนมหวาน 2 เมนูคือ Palm fruit with syrup หรือลูกตาลลอยแก้ว (แต่ว่าวันนี้หมดเกลี้ยง) เลยสั่งมาเป็น Pineapple with syrup and passion fruit juice หรือสับปะรดลอยแก้วในน้ำเสาวรสมาแทน มันก็คือเนื้อสับปะรดผสมกับเสาวรสในน้ำเชื่อมแช่แข็งมาจนเป็นเกล็ดน้ำแข็งแล้วนำมาใส่ถ้วยเสิร์ฟ รสชาติเปรี้ยวอมหวานกรอบน้ำแข็งเย็นสดชื่นหอมกลิ่นเสาวรสได้เคี้ยวเนื้อสับปะรดหนึบๆไม่เปรี้ยวจนเกินไป เป็นขนมหวานที่ไม่เคยทานที่ร้านไหนมาก่อน สั่งเบิ้ลไปคนละ 2 ถ้วยเลยครับถูกใจมากๆ ขนาดของที่เหลือยังอร่อยขนาดนี้ลูกตาลลอยแก้วน่าจะไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน มื้อนี้ตอนแรกเรากะว่าจะมาทานเป็นปกติแต่คุณนพขอเลี้ยงมื้อนี้ให้เราแถมยังให้เนื้อชั้นดีแก่เราทานอีกถึงแม้ว่ามื้อนี้คุณนพจะไม่เลี้ยงก็ถือว่าอร่อยประทับใจมากๆครับ ไม่แปลกใจเลยที่มีคนทานแน่นร้านขนาดนี้ สำหรับร้านนี้รับคะแนนความอร่อยและความคุ้มค่า 5 ดาวเต็มอย่างไม่ต้องสงสัยใดๆเลยครับ 🌟🌟🌟🌟🌟

พิกัด : เลขที่ 857 ถนนพระรามที่ 4 แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330

ร้านเปิดทุกวัน 11.00-24.00 น. โทร. 061-289-5165

Facebook : https://www.facebook.com/roddeededbynop/

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share ให้เพื่อนๆอ่าน

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 4,281 ครั้ง0 ความคิดเห็น