ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิว Peninsula Korean BBQ Buffet ปิ้งย่างและอาหารเกาหลีบุฟเฟ่ต์เพียงคนละ 299฿ สาขาดอนเมือง-สรงประภา

อัพเดตเมื่อ: มิ.ย. 14



ครั้งก่อนเราเคยไปรีวิวบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างและอาหารเกาหลีกันที่ร้าน "Peninsula Korean BBQ Buffet" สาขาโครงการบางกอกสแควร์บนถนนพระราม 3 ซึ่งพี่สาวของผมนั้นเป็นสายเกาหลีตัวยงเห็นบทความแล้วอยากตามไปทานบ้างแต่บ้านอยู่แถวรามอินทราและมีธุระต้องไปรับหลานสาวช่วงเย็นต่อ เลยหาโอกาสเหมาะๆนัดมาทานอาหารเกาหลีด้วยกันที่ร้านเดิมแต่เป็นสาขาดอนเมืองตั้งอยู่บนถนนสรงประภา เป็นบุฟเฟ่ต์ปิ้งย่างราคา 299 บาทเช่นเคยแต่มีเมนู-รสชาติและความหลากหลายแตกที่ต่างกันอยู่หลายจุดเลยตัดสินใจว่าหยิบกล้องขึ้นมาถ่ายรีวิวดีกว่า การเดินทางมาที่ร้านหากขับรถยนต์ส่วนตัวให้ปักหมุดตาม Google Maps เริ่มจากเส้นทางที่สะดวกได้ด้วยตัวเอง ส่วนพื้นที่จอดรถมีให้บริการด้านหลังร้านเป็นลานกว้างขนาดใหญ่รองรับได้หลายสิบคัน หากเดินทางมาด้วยบริการขนส่งสาธารณะให้ใช้บริการรถไฟฟ้าสายสีแดงลงที่สถานีดอนเมืองแล้วเรียกรถเข้าไปถนนสรงประภาผ่านวิทยาลัยเทคนิคดอนเมืองแล้วเตรียมเลี้ยวซ้ายเข้า "@สรงประภา Night Market" เข้ามาประมาณ 60 เมตรร้านจะอยู่ด้านซ้ายมือ เป็นบ้านล้อมรอบด้วยบานกระจกหลังคาทรงสามเหลี่ยมมีหน้าจั่วขนาดใหญ่เขียนชื่อร้านพื้นสีขาวมองเห็นได้ชัดจากระยะไกลพร้อมป้ายสีแดงเขียนว่า 299 บาทและขวดโซจูวางเรียงเป็นชั้นสวยงามแบบนี้แสดงว่ามาถูกร้านแล้วครับ

เปิดประตูเข้ามาด้านในค่อนข้างกว้างขวางเป็นห้องปรับอากาศเปิดแอร์เย็นฉ่ำล้อมรอบด้วยกระจกบานใหญ่รับแสงสว่างจากธรรมชาติได้มาก มีโต๊ะไม้เรียงกันเป็นแนวยาวจนถึงหลังร้านส่วนเก้าอี้เป็นโครงเหล็กแข็งแรงทาด้วยสี Rose Gold ดูหรูหราแบบเดียวกับสาขาพระราม 3 ส่วนเตาย่างมีเปลี่ยนจากกระทะร้อนพร้อมช่องที่ให้ใส่น้ำซุปตรงกลางวางบนเตาแก๊สพกพาเป็นเตาย่างไฟฟ้าอินฟาเรดไร้กลิ่นและควันแทน บรรยากาศการนั่งทานของสาขานี้จะไม่มีส่วนของ Out Door ให้นั่งชิลล์/ไม่มีน้ำซุปให้เลือกและต้องย่างหมูด้วยตัวเอง 100% ไม่เหมือนกันหลายจุดเลยครับ

เดินมาดูไลน์อาหารของสาขาดอนเมือง-สรงประภานี้มีเมนูบางอย่างที่ถูกตัดออกและเพิ่มเข้ามาใหม่ (คาดว่าน่าจะปรับเปลี่ยนไปตามพื้นที่และกลุ่มลูกค้า) เริ่มจากของสดสำหรับย่างโดยรวมแล้วคล้ายๆกันคือมีผักสำหรับย่างทั้งเห็ดนางรมหลวง (เห็ดออเร็นจิ)/เห็ดเข็มทอง/หัวหอมใหญ่/ฟักทอง/พริกชี้ฟ้าเขียว ส่วนเนื้อสัตว์มีให้ตักมากมายทั้งสันคอหมูสไลด์สด/หมูสามชั้นสไลด์สด/หมูสามชั้นสไลด์หมักโคชูจัง/เนื้อไก่หมักโคชูจัง/สันคอหมูสไลด์หมักซีอิ๊วดำ /เนื้อไก่หมักซีอิ๊วดำและหมูสามชั้นสไลด์หมักซีอิ๊วดำ ส่วนน้ำจิ้มสาขานี้มีให้ทานเพียง 3 สูตรคือซอสซัมจัง/ซอสซีฟู๊ดและซอสซีอิ๊วดอง (ไม่มีซอสเต้าเจี้ยวให้บริการ) ปรุงรสเพิ่มความเผ็ดแซ่บได้ด้วยพริก-กระเทียมสด พร้อมหัวไชเท้าดองสีม่วงช่วยลดความเลี่ยนไขมันเนื้อและกระเทียมสไลด์สอดไส้กับผักห่อเนื้อเพิ่มความฉุนสดชื่นก็มีให้บริการครับ

โซนต่อมาเป็น Hot Dish อาหารเกาหลีปรุงสำเร็จลงหม้ออุ่นร้อนพร้อมตกทานได้ทันที มองผ่านๆด้วยสายตาดูสีเข้มข้นยิ่งกว่าสาขาพระราม 3 เริ่มจาก "เนื้อหมูผัดบูลโกกิ" เป็นเนื้อหมูสไลด์ผัดกับหอมใหญ่และแครอทใส่โคชูจังปรุงรสเค็ม-หวานหอมกลิ่นน้ำมันงาเข้มข้นเหมาะสำหรับทานกับข้าวสวยมากกว่าทานเปล่าๆ เมนูต่อไปนั้นก็คือ "ขาหมูซอสเผ็ด" เป็นขาหมูตุ๋นในน้ำพะโล้จนเนื้อและหนังนุ่มก่อนจะหั่นเป็นชิ้นเต๋าแล้วนำไปคลุกลงในซอสเกาหลีเข้มข้นรสชาติหวาน-เผ็ดหอมกลิ่นน้ำมันงาทานอร่อยสุดๆ หม้อต่อไปคือ "ผัดปลาหมึกซอสเกาหลี" ร้านใช้ปลาหมึกวงนำมาผัดกับโคชูจังและใส่ผักต่างๆปรุงให้รสเผ็ดหอมกลิ่นน้ำมันงาทานกับข้าวสวยเข้ากันได้ดีสุดๆ เนื่องจากสาขานี้เตาย่างไม่มีช่องใส่น้ำซุปแต่ทางร้านก็ทำแยกออกมาต่างหากให้ตักทานเป็นเมนู "ต๊อกบกกี" เส้นต๊อกโฮมเมดทำเองยาวเรียวต้มกับผัก/ลูกชิ้นในซุปปลา/โคชูจังปรุงรสให้หวาน-เผ็ดดีงามไม่ต่างจากเสิร์ฟในเตาที่สาขาพระราม 3 เลยครับ

หมวดต่อมาก็ยังคงเป็น Hot Dish อาหารเกาหลีกับเมนู "ตีนไก่จี๊ดจ๊าด" สูตรของที่ร้านนี้ทำมาซอสเข้มข้นไม่มีน้ำนองเต็มหม้อทานอร่อยแต่ตุ๋นตีนไก่ไม่ค่อยเปื่อยเท่าไหร่ถ้าเพิ่มเวลาต้มให้นานอีกนิดจะดีมากๆเลยครับ จานต่อไปที่สาขาพระราม 3 จะเสิร์ฟแบบแยกน้ำซอสแต่ร้านนี้ราดมาให้พร้อมทานคือ "โบซัม" หรือหมูสามชั้นตุ๋นหั่นเป็นชิ้นไว้ทานกับกิมจิที่สูตร Original คือสามชั้นต้มเปล่าๆทานกับกิมจิแต่ที่นี่ราดซอสรสหวาน-เค็มหอมกลิ่นน้ำมันงาเอาใจคนไทยที่ชอบทานรสจัดจ้านก็อร่อยไปอีกแบบครับผม จานต่อไปเป็นเมนูสามัญประจำร้านอาหารเกาหลีคือ "ผัดวุ้นเส้นเกาหลี" รสชาติเหมือนผัดวุ้นเส้นไทยแต่เส้นที่ใช้หนา-เหนียวนุ่มมากกว่าหอมกลิ่นน้ำมันงาทานเพลินๆดีครับผม ต่อกันด้วยเมนูยอดนิยมอันดับต้นๆในเกาหลีอย่าง "ข้าวห่อสาหร่าย" สูตรของที่ร้านนี้อัดมาไส้แน่นหั่นเป็นชิ้นใหญ่มีซอสรสเปรี้ยวเค็มหอมกลิ่นน้ำมันงาเอาไว้ทานคู่ด้วยกันอีกเช่นเคยหรือทานคู่กับเนื้อย่างเป็นคำๆก็เป็นไอเดียที่ดีครับ

ข้างกันเป็นเครื่องเคียงอื่นๆอย่างกิมจิที่มีให้เลือกถึง 3 ประเภทก็คือกิมจิแตงกวาไทย/กิมจิมะละกอและกิมจิผักกาดขาว (โดยรวมแล้วที่นี่ถือว่ามีเครื่องเคียงและผักสดต่างๆให้ทานน้อยกว่าสาขาพระราม 3 เพราะตัดเรื่องหม้อไฟออกไป) แต่รสชาติโดยรวมก็ยังคงเป็นกิมจิรสเปรี้ยวเค็มเข้มข้นทานอร่อยเช่นเคย หม้อขนาดใหญ่สีดำแบบนี้ดูก็รู้ว่าเป็นซุปร้อนๆมี 2 สูตรคือ "ซุปสาหร่าย" สูตรร้านนี้เข้มข้นหอมกลิ่นสาหร่ายสดกับปลาแห้งแถมใส่เต้าหู้ชิ้นเล็กๆเพิ่มความมันอร่อยไปอีกขั้นดีงามสุดๆ "ซุปกิมจิหมูสามชั้น" สูตรที่ร้านนี้ใส่ปริมาณหมูสามชั้นเยอะกว่าเนื้อกิมจิแน่นหม้อรสชาติเปรี้ยวเผ็ดเหมือนแกงส้มซดแล้วสดชื่นสุดๆ ส่วนอาหารปรุงสำเร็จพร้อมทานอื่นๆยังคงมีเหมือนเดิมนั่นคือหัวหอมทอดและปลากระพง แพนเค้กต้นหอมกับกิมจิที่ร้านนี้ทำแผ่นใหญ่-หนาและรสชาติเข้มข้นกว่าและไก่ทอดที่ร้านพระราม 3 จะอยู่ในหมวดของ Hot Dish แต่สาขานี้ทำมาวางไว้ข้างกับของทอดชิ้นใหญ่เคี้ยวเต็มคำดีสุดๆเลยครับ

เมนูต่อมาหน้าตาอลังการเพราะเป็นอาหารชาววังฉบับเกาหลีที่มีเฉพาะสาขานี้นั่นคือ "คูจอลพัน" หรือเจ้าหญิงนพเก้า เป็นแผ่นแป้งสาลีบางๆทานกับเครื่องทั้งไข่-เนื้อสัตว์และผักต่างๆรวม 9 ชนิด อยากทานอะไรเยอะน้อยหรือแป้งกี่แผ่นก็หยิบไปได้ตามใจ (แต่อย่าลืมตักน้ำจิ้มไปด้วยนะ) สุดท้ายคือผักสดสำหรับห่อเนื้อที่ร้านมีให้บริการอยู่ 3 ชนิดนั่นก็คือผักกาดหอม/ผักกาดขาวและผักคอสราคาแพง กลับมาที่โต๊ะจะได้รับยำผักรสเปรี้ยว-เผ็ดหอมน้ำมันงาอ่อนๆไว้ทานคู่กันอีกโต๊ะละ 1 ที่เช่นเคย (หากทานหมดแล้วก็สามารถขอเติมได้อีก) สาขานี้เขาใช้เตาไฟฟ้าอินฟาเรดไร้ควันแบบไม่ต้องกลัวผมกับหัวเหม็นนำเข้าจากประเทศเกาหลีก็ตักเนื้อสัตว์ที่อยากทานไปไว้บนโต๊ะอันดับแรกครับ

ตักอาหารอื่นๆที่อยากทานมาไว้บนโต๊ะอย่างละนิดหน่อย โดยอาหารส่วนใหญ่ของที่ร้านนี้รสชาติค่อนข้างเข้มข้นเอาใจคนไทยไม่เหมือนกับสาขาพระราม 3 ที่ปรุงรสชาติมาค่อนข้างอ่อนทำให้ทานได้ง่ายๆเรื่อยๆไม่รู้สึกหนักลิ้นมากเกินไป ถึงขนาดพี่สาวผมต้องไปตักข้าวสวยเอามาคลุกกับเมนูอาหารเกาหลีที่ตักมาแทบจะทานเป็นอาหารจานเดียวได้เลย เรียกได้ว่ามีความแตกต่างกันมากๆจนต้องยกกล้องขึ้นมาถ่ายเก็บภาพรีวิวกันอีกรอบ ส่วนผักสดของสาขานี้มีให้เลือกน้อยกว่าแต่คุณภาพดีใบใหญ่จนต้องฉีกครึ่งก่อนห่อเนื้อและที่นี่ไม่มีหม้อไฟจึงได้ตัดผักส่วนนั้นออกไปครับ

ซุปที่ร้านนี้ก็หนักเครื่องทั้งสาหร่าย-หมูสามชั้นใส่ให้แบบเน้นๆปรุงรสมาเข้มข้นซดร้อนๆสะใจสุดๆ ก่อนจะมาเริ่มย่างเนื้อสัตว์ต่างๆขอลองชิม "คูจอลพัน" หรือเจ้าหญิงนพเก้า ซึ่งวิธีการทานก็คือนำเครื่องทั้ง 8 อย่างหรือคัดเฉพาะที่ชอบวางลงบนแผ่นแป้งสีขาวก่อนจะราดหรือจิ้มซอสรสเค็มหวานอมเปรี้ยวหอมกลิ่นน้ำมันงากลมกล่อม รสชาติก็เหมือนกับทานผักสลัดใส่เนื้อสัตว์ที่ห่อด้วยแป้งหนึบๆได้ความสดชื่นและเคี้ยวสนุกจากสัมผัสที่แตกต่างของวัตถุดิบที่หลากหลายในคำเดียวกันแต่ตัวซอสที่ใช้ทานคู่กันค่อนข้างเหลวทำให้ควบคุมยากไปหน่อยนอกนั้นก็ถือว่าดีครับผม

มาถึงพนักงานก็ทำการเปิดเตาไฟฟ้าอินฟาเรดอุ่นเอาไว้ให้โดยเครื่องนี้ถือว่าสะดวกมากๆเพราะมีปุ่มให้ปรับซ่อนอยู่ด้านข้างทำให้เร่ง-ลดไฟเองได้ตลอดเวลา อีกทั้งไขมัน-น้ำเนื้อส่วนเกินจากของย่างจะไหลลงไปด้านล่างไม่พบกับแท่งเหล็กทำความร้อนหรือถ่านไม้แต่เป็นอินฟาเรดจึงทำให้ไม่เกิดควันหัวเหม็น กระทะที่ใช้เป็นแบบเทฟลอนเคลือบดีลื่นไหลไม่มีไหม้ติดตะแกรงแถมทำความสะอาดง่ายมากๆเพียงแค่ให้พนักงานเช็ดด้วยผ้าเบาๆก็สะอาดเหมือนเตาปิ้งใหม่แล้ว ไม่ว่าจะปิ้งของหมักซอสแล้วชวนไหม้ขนาดไหนก็ไม่หวั่นถือว่าเป็นสวรรค์ของการปิ้ง/ย่างเกาหลีที่แท้ทรูเลยครับ (ต่างจากอีกสาขาเป็นกระทะเหล็กคราบซอสติดเตาต้องเปลี่ยนใหม่อย่างเดียว) จัดการลงวัตถุดิบต่างๆที่ตักมาย่างจนสุกก่อนจะตัดเป็นชิ้นเล็กๆพอดีคำด้วยกรรไกรเหล็กสุดคมกริบแล้วลดไฟอุ่นให้พร้อมทานอยู่เสมอเพียงเท่านี้ก็เตรียมพร้อมที่จะรับความอร่อยสไตล์เกาหลีแท้ๆสู่ปากกันแล้ว ตักน้ำจิ้มให้ครบทั้ง 3 สูตรมาเริ่มลุยกันเลยครับผม

สูตรแรกเป็นน้ำจิ้มซีฟู๊ดไทยพริกสีแดงรสเปรี้ยวอมหวานเผ็ดหอมกลิ่นกระเทียมอ่อนๆไม่จัดจ้านมากเกินไปจึงทำให้เข้ากับหมูย่าง-ไก่ย่างหมักซอสสูตรต่างๆได้โดยง่ายถึงแม้ที่ร้านนี้จะไม่มีซีฟู๊ดให้ปิ้งย่างก็ตามแต่มีไว้รองรับชาวไทยที่อาจจะไม่คุ้นเคยกับน้ำจิ้มเกาหลี สูตรต่อมาเป็นน้ำจิ้มซัมจังสูตรของที่ร้านนี้รสเค็มนำอมหวานอ่อนๆมีกลิ่นหอมของโคชูจังผสมเต้าเจี้ยวกลมกล่อมทำให้จิ้มทานกับเนื้อเปล่าๆโดยไม่ต้องห่อผักก็ยังอร่อย และน้ำจิ้มสูตรสุดท้ายนั่นก็คือซีอิ๊วดองที่ใช้ในการทำไข่ต้มดองเกาหลี/กุ้งดองเกาหลี/แซลมอนดองเกาหลีรสชาติเปรี้ยว-หวานเค็มกลมกล่อมสัมผัสบางเบาพอเคลือบตัวเนื้อสัตว์ทำให้ทานง่ายยิ่งขึ้น ส่วนวิธีการทานแบบเกาหลีแท้ก็คือการนำเนื้อสัตว์ที่ย่างจนสุกมาวางบนผักก่อนจะใส่วัตถุดิบที่ชอบลงไปแล้วราดด้วยน้ำจิ้มซัมจังปรุงรสพิเสษ แนะนำว่าสูตรของร้านนี้ให้ราดลงไปท่วมหน่อยเพราะค่อนข้างเจือจางไปนิดนึงแต่ยังคงความอร่อยได้เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงจากที่เคยทานครับ

ทานเนื้อย่างหมักเข้มข้นจนเข้าเนื้อนุ่มกับห่อผักและอาหารเกาหลีจนอิ่มสะใจแล้วก็ได้เวลาของหวานที่ไม่ได้แตกต่างจากสาขาพระราม 3 มากนักก็คือ "มันหวานเคลือบน้ำตาล" เป็นมันหวานสีม่วงทอดในน้ำมันก่อนจะเคลือบด้วยน้ำตาลกรุบกรอบคล้ายมันฉาบแต่ชิ้นใหญ่เคี้ยวเต็มคำมากกว่าผลไม้สดตัดแต่งพร้อมทานทั้งมะละกอสุกและแตงโม ส่วนเครื่องดื่มที่ร้านมีน้ำอัดลมที่ยกมาเป็นเครื่อง (ไม่เหมือนสาขาพระราม 3 ที่ต้องเทเองจากขวด) และเครื่องกรองน้ำเป็นแบบอัตโนมัติเลือกได้ว่าจะทานน้ำเย็น/ร้อน/อุ่ม ซึ่งเราใช้ไม่เป็นแต่มีน้องพนักงานคอยสอนวิธีการใช้งานแปปเดียวก็คล่องแคล่วครับ (แก้วที่ใช้ก็ยังเป็นทรงสั้นแบบเกาหลีเหมือนเดิม) สุดท้ายคือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มีทั้งโซจู/ม็อกกาลีนำเข้าจากประเทศเกาหลีหลายหลายรสชาติและเบียร์ ถ้าสนใจจะดื่มให้สอบถามราคากับที่ร้านก่อนนะครับ

มื้อนี้ผมมากับพี่สาว 2 คนจ่ายค่าอาหารไปคนละ 299 บาท รวมทั้งหมดเป็น 598 บาท (ไม่มี Vat.7% และ Service Charge10% มากวนใจ หากต้องการเตาปิ้งย่างอินฟาเรดที่สะดวกสบายและอาหารเกาหลีรสชาติเข้มข้นถูกปากสายชอบทานรสจัดแนะนำสาขาดอนเมือง-สรงประภา ถ้าหากต้องการนั่งปิ้งย่างชิลล์รับลมธรรมชาติมีอาหารเกาหลีให้เลือกเยอะ-ไม่ต้องปิ้งเองและรสชาติเบาๆทานง่ายๆแนะนำให้ไปที่สาขาพระราม 3 ยังคงอร่อยและคุ้มค่าเช่นเดิมแบบนี้ได้รับคะแนนไป 5 ดาวเต็มเลยครับผม 🌟🌟🌟🌟🌟


พิกัด : เลขที่ 427 ถนนสรงประภา แขวงสีกัน เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 10210

เปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุดตั้งแต่เวลา 11.30-22.00 น. โทร. 084-548-9317

Facebook : https://www.facebook.com/peninsulakoreanbbq

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share ให้เพื่อนๆอ่าน

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 518 ครั้ง0 ความคิดเห็น