ค้นหา
  • เสพติดการกิน

รีวิวบ้านขนิษฐา-Moon Glass Bistro & Grill และ The Missing Piece Cafe ทั้ง 3 ร้านอยู่ในซอยสุขุมวิท 53

อัปเดตเมื่อ มิ.ย. 14



น้าชายผมเพิ่งกลับมาจากการทำงานที่ต่างประเทศทำการกักตัวและเข้าตรวจเชื้อ Covid-19 ภายในโรงแรมที่รัฐบาลจัดหาให้จนครบ 14 วันเสร็จเรียบร้อย หลังจากนั้นก็รบกวนให้เราช่วยหาร้านอาหารไทย-นานาชาติที่อร่อยๆจะได้พากันไปทานยกทั้งครอบครัว (ส่วนเรื่องราคานั้นไม่เกี่ยงเพราะมื้อนี้น้าผมเป็นคนเลี้ยงเอง) จำได้ว่าภายในซอยสุขุมวิท 53 ใกล้ๆกับร้านที่ผมเคยไปรีวิวมีร้านอาหาร 3 แห่งอยู่ภายในรั้วเดียวกันก็คือ Baan Khanitha - Moon Glass Bistro & Grill และ The Missing Piece Cafe มีทั้งเมนูอาหารไทยแท้ขึ้นชื่อ/อาหารฝรั่ง-นานาชาติและคาเฟ่เครื่องดื่ม-ขนมหวานครบทุกๆอย่างจบได้ในที่เดียวเรียกว่าตอบโจทย์มื้อนี้มากที่สุด วิธีการเดินทางมาที่ร้านถ้ามาด้วยรถยนต์ส่วนตัวมีลานจอดรถกว้างขวางพร้อมต้นไม้ใหญ่ปกคลุมเกือบเต็มพื้นที่ไม่ต้องกลัวร้อนหรือถ้ามาด้วยบริการขนส่งสาธารณะให้ที่สถานีทองหล่อแล้วเดินย้อนกลับมาเข้าซอยสุขุมวิท 53 เดินมาประมาณ 250 เมตร ก็จะเจอป้าย 3 ร้านอาหารเรียงกันเป็นแนวยาวแบบนี้แสดงว่ามาถึงแล้วครับ วันนี้ผมนัดเจอคนละครึ่งทางโดยฝั่งเรานั่ง BTS มารอก่อนที่ร้านได้สะดวกมากๆ แต่ฝั่งน้าผมต้องขับรถมากับครอบครัวคนอื่นๆตรงมาจากรามอินทราทำให้ยังมีเวลาถ่ายรูปเก็บบรรยากาศร้านตามมุมต่างๆกันก่อน จะสวยงามขนาดไหนเดี๋ยวเราไปชมด้านในพร้อมกันเลยครับ

เดินเข้ารั้วมาก็จะพบกับร้านแรกติดริมถนนคือ The Missing Piece Cafe ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าเป็นร้านเครื่องดื่ม-ขนมหวานบรรยากาศชวนนั่งสบายๆ โดยแบ่งปลีกย่อยไปอีก 3 โซนคือ Outdoor ด้านนอกนั่งใต้ต้นไม้ใหญ่ฟังเสียงน้ำพุรับลมเย็นตามธรรมชาติ Indoor ห้องแอร์เย็นฉ่ำล้อมรอบด้วยกระจกพร้อมเก้าอี้บุนวมนุ่มชวนให้นั่งนานสบายๆพร้อมถ่ายรูปกับน้องตุ๊กตาหมีที่เป็นมาสคอตของที่ร้าน สุดท้ายคือโซน Grab & Go มีประตูเชื่อมกับถนนในซอยสุขุมวิท 53 เป็นครัวหลักขายกาแฟ/เครื่องดื่ม/ขนมหวานและขนมอบต่างๆ มีโต๊ะเล็กๆให้นั่งติดริมกระจกชมวิวต้นไม้กับน้ำพุกลางร้านหรือถ้ารีบมากก็สั่งเครื่องดื่ม-ของหวานจากจุดนี้ไปทานต่อนอกร้านได้ทันทีสะดวกดีครับผม

ติดๆกันเป็นร้านอาหารฝรั่ง-นานาชาติชวนนั่งดื่มชิลล์ๆอย่าง Moon Glass Bistro & Grill บรรยากาศคล้ายกับเรือนกระจกแบ่งออกเป็น 4 โซนคือ 1. Outdoor รับลมธรรมชาติภายใต้ชายคาร้านโต๊ะที่ใช้เป็นหินอ่อน/เก้าอี้ไม้เบาะสีน้ำเงินหนานุ่มพร้อมหมอนสีเหลืองเหมาะสำหรับนั่งดื่มสบายๆ 2. Indoor ชั้น 1 อยู่ภายในบ้านเรือนกระจกที่มีการตกแต่งดูหรูหราสไตล์ยุโรปมีบาร์เครื่องดื่มและเวทีสำหรับเล่นดนตรีสด เหมาะกับการพาคู่รักมานั่งดินเนอร์ 3. Indoor ชั้น 2 ขึ้นบันไดมาอีกชั้นก็จะได้บรรยากาศเป็นแบบโมเดิร์นดูทันสมัยพื้นไม้สีเข้มตัดกับเฟอร์นิเจอร์สมัยใหม่เหมาะกับการพาผู้ใหญ่มานั่งทานข้าวคุยกับครอบครัวแบบเงียบๆแต่ละโต๊ะเว้นห่างกันทำให้รู้สึกไม่อึดอัดมากจนเกินไป 4. ระเบียงสวนชั้น 2 เป็นโต๊ะสำหรับคู่รักที่ต้องการความเงียบสงบเป็นลานหญ้าเทียมสีเขียวแต่ดูร่มรื่นเพราะอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ของร้าน The Missing Piece ฟังเสียงน้ำพุไหลเบาๆตอนกลางคืนเปิดไฟสีส้มชวนโรแมนติกน่าดูครับ

ร้านที่อยู่ด้านในสุดคือบ้านขนิษฐาที่หลายๆคนมักจะมีภาพจำเก่าๆว่าแพงและลูกค้าหลักของที่ร้านนี้คือชาวต่างชาติเท่านั้น ซึ่งเราขอบอกตามตรงว่าไม่เคยทานร้านนี้มาก่อนแต่เห็นตอนนี้ทางร้านจัดบุฟเฟ่ต์ราคาเริ่มต้นที่ 590++ ถึง 1,790++ แต่ละสาขาก็จัดอาหารแตกต่างกันออกไป ส่วนสาขานี้มีบุฟเฟ่ต์ซีฟู๊ดมื้อเย็นราคาคนละ 999++ เริ่มตั้งแต่ 17.30 น. เป็นต้นไปนั่งทานได้ 2 ชั่วโมงเต็ม ส่วนรายละเอียดอื่นๆถ้าหากสนใจลองดูที่ Facebook ของทางร้านแทนนะครับ ภายนอกร้านนั้นดูเหมือนเป็นบ้านปูนโบราณส่วนภายในนั้นดูมีความเป็นไทยผสมยุโรปคล้ายกับการตกแต่งบ้านในสมัยรัชกาลที่ 4-5 บรรยากาศแตกต่างจาก 2 ร้านที่เดินผ่านมาอย่างสิ้นเชิง เพราะที่ร้านนี้เขาเน้นไปที่เมนูอาหารไทยโบราณโต๊ะ-เก้าอี้-พื้นทำจากไม้สีเข้มตัดกับผนังสีครีมเบาะนั่งสีแดงดูน่าเกรงขาม ส่วนชั้น 2 ที่ร้านเปิดให้บริการเป็นห้องส่วนตัวที่ต้องจองล่วงหน้าจึงไม่อนุญาตให้ขึ้นไปถ่ายข้างบน ตอนนี้ครอบครัวผมเดินทางใกล้จะถึงกันแล้วเราไปขอเปิดดูเล่มเมนูของทั้ง 3 ร้านกันครับว่ามีเมนูอะไรที่น่าทานและราคาจะแพงอย่างที่คิดเอาไว้มั้ย

พนักงานยกเล่มเมนูออกมาให้รวมทั้งหมด 3 เล่มใหญ่และ 3 เมนูเล่มย่อย เริ่มเปิดจากเล่มของบ้านขนิษฐาสีส้มดูสดใสหน้าแรกบ่งบอกความเป็นมาของร้าน/ผักที่ใช้ส่งมาจากบ้านพนาลัยเขาใหญ่ที่ทางร้านปลูกแบบสะอาดปลอดสารพิษส่งให้กับร้านบ้านขนิษฐาและ Moon Glass ทุกสาขาทั่วทั้งกรุงเทพมหานคร หมวดแรกเป็นเมนูเรียกน้ำย่อยสไตล์ไทยราคาเริ่มต้นที่ 220 แพงสุดเป็นชุดของทอดรวมใหญ่ราคา 630 บาท หมวดต่อมาเป็นเมนูยำไทยราคาเริ่มต้นที่ 210 แพงสุดคือส้มตำกุ้งลายเสือราคา 790 บาท ราคาถูก-แพงขึ้นก็อยู่กับความพรีเมี่ยมของวัตถุดิบที่ใช้ครับ

หมวดต่อไปเป็นเมนูอาหารไทยจานผัดต่างๆราคาเริ่มต้นที่ 210 แพงสุดคือหมึกไข่คั่วพริกเกลือราคา 490 บาท หมวดต่อมาเป็นต้มยำ/แกงส้ม/แกงจืด มีขนาดให้เลือก 3 ไซส์คือ S/M/L เริ่มต้นที่ 240 บาท แพงสุดคือต้มยำและต้มข่ากุ้งนาง (กุ้งแม่น้ำ) หม้อใหญ่ไซส์ L ราคา 940 บาท ซึ่งถือว่าเป็นเมนู Signature ที่ใครๆมาร้านบ้านขนิษฐาก็ต้องสั่งทุกคน หมวดต่อไปเป็นแกงเผ็ดมีทั้งสูตรของภาคกลาง/ภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศไทยรวมอยู่ในร้านนี้ที่เดียวราคาเริ่มต้นที่ 160 บาทกับเมนูแกงคั่วสับปะรดกุ้ง แพงที่สุดคือแกงคั่วปูทะเลใส่ใบชะพลูราคา 1,200 บาท เคยทานเมนูนี้แพงสุดหม้อละ 650 บาท (เนื้อปูม้า) แต่ร้านนี้ใช้เนื้อปูทะเลที่อร่อยกว่าก็ต้องขึ้นราคาอย่างที่เห็น

หมวดต่อไปเป็นเมนูที่ทำจากปลากระพง/ปลาสำลีและปลาหิมะขายเป็นแบบทั้งตัว (ยกเว้นปลาหิมะที่ตัดเป็นชิ้นใหญ่) สำหรับปลากระพงทุกเมนูราคา 640 บาท ปลาสำลีทุกเมนูราคา 690 บาท ส่วนปลาหิมะที่ราคาแพงสุดนำมาปรุงราคาจานละ 940 บาท นอกจากนี้ยังมีเมนูปลาเก๋า/ปลาจาระเม็ด/ปูนิ่มและปูทะเล สำหรับปลาเก๋าทุกเมนูที่ร้านขายตัวละ 840 บาท ปลาจาระเม็ดเสิร์ฟทั้งตัวราคาเมนูละ 790 บาท เมนูอาหารไทยปรุงจากปูนิ่มขายราคาจานละ 640 บาท แพงสุดคือปูทะเลหรือที่เรียกอีกชื่อว่าปูดำ/ปูเนื้อ/ปูป่าชายเลนที่ร้านนี้ขายตัวละ 1,200 บาททุกเมนูครับ

หมวดต่อไปเป็นกุ้งนาง(กุ้งแม่น้ำ)/กุ้งลายเสือ/หอยเชลล์และอาหารทะเลนำมาปรุงเป็นอาหารไทย เริ่มจากเมนูกุ้งนางราคาจานละ 640 บาท เมนูอาหารไทยที่ปรุงจากกุ้งลายเสือราคาจานละ 790 บาท ห่อหมกทะเลราคา 980 บาท แพงสุดคือรวมมิตรทะเลเผาชุดใหญ่ยักษ์ราคา 2,500 บาท (ดูจากรูปในเมนูแล้วยิ่งใหญ่อลังการสมราคาครับ) หมวดต่อไปเป็นกุ้งอยุธยาและกุ้งมังกรภูเก็ตที่เราสอบถามกับน้องพนักงานร้านได้ความมาว่าเอามาจากต้นกำเนิดไม่นำจากแหล่งอื่นมาขายแทนที่ร้าน (ถึงขนาดแยกเมนูกุ้งนางกับกุ้งอยุธยาออกจากกันแสดงว่าต้องแตกต่าง) ราคานั้นก็พุ่งทะยานไปมาก ทั้งกุ้งมังกรภูเก็ตทุกเมนูราคาตัวละ 3,200 บาท กุ้งมังกรแคนาเดียน (แบบเดียวกับที่เสิร์ฟตามโรงแรม) ราคาตัวละ 1,900 บาท ส่วนตัวเคยทานมาทั้ง 2 แบบแนะนำว่ากุ้งมังกรบ้านเราอร่อยกว่าเยอะ เมนูที่ปรุงจากกุ้งอยุธยาที่ร้านเสิร์ฟจานละ 1 กิโลกรัมคัดขนาดพิเศษมาให้ราคาจานละ 1,100 บาท ราคาสูงกว่าร้านริมแม่น้ำเจ้าพระยาเล็กน้อยเมื่อเทียบกับค่าน้ำมันรถแล้วยอมจ่ายได้ครับ หมวดต่อไปเป็นน้ำพริกจิ้มผักสดๆมีให้เลือกทั้งหมด 4 เมนูราคาเริ่มต้นที่ 320 บาท แพงสุดคือน้ำพริกกุ้งเผาราคา 360 บาท มาพร้อมผักชุดใหญ่/กุ้งเผาสมราคาดีครับ

หมวดต่อมาเป็นก๋วยเตี๋ยวและข้าวผัดที่ร้านบ้านขนิษฐามีเมนูขึ้นชื่ออยู่อีกอย่างนั่นก็คือ"ผัดไทยกุ้งสด"ราคาจานละ 320 บาท นอกนั้นเป็นผัดไทยหมู/ไก่/เนื้อ/ข้าวผัดและข้าวอบต่างๆราคาเริ่มต้นที่ 240 บาท มีไซส์ S/M/L เมนูที่แพงสุดคือ"ผัดไทยกุ้งลายเสือ"ราคา 790 บาท นอกจากนี้ยังมีหมวดอาหารมังสวิรัติสำหรับคนที่งดทานเนื้อสัตว์หลากหลายเมนูเริ่มต้นที่ 260 บาท แพงสุดคือต้มยำเห็ดหม้อใหญ่ไซส์ L ราคา 390 บาท หมวดสุดท้ายในเล่มนี้คือขนมหวานของร้านนี้เน้นไปที่ไอศครีมและขนมไทยราคาเริ่มต้นที่ 120-230 บาท แพงที่สุดก็คือชุดผลไม้สดๆไซส์ L ราคา 290 บาท นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนูย่อยที่เพิ่มเมนูอาหารใหม่เข้ามาแต่ขายราคาถูกลงทั้งออเดิร์ฟ/ยำ/ทอด/ตำ/แกง/ผัด/น้ำพริก/อาหารจานเดียว/เมนูเด็ด/ขนมหวานเครื่องดื่มราคาเริ่มต้นแค่เพียง 75 บาท สำหรับเมนูขนมหวานแพงสุดคือปลาช่อนนานึ่งจิ้มแจ่วผักลวกราคาตัวละ 395 บาท เรียกได้ว่าถูกกว่าในเล่มเมนูปกติเกือบครึ่งครับ

เมนูเล่มหลักต่อไปมาจากร้าน Moon Glass ที่เน้นเป็นอาหารฝรั่ง/ฟัวชั่น/กับแกล้มต่างๆไว้ทานคู่กับเครื่องดื่มแอลกอฮออล์ หน้าแรกบอกความเป็นมาของร้านแบบเดียวกับในเล่มของบ้านขนิษฐาเพราะผักสดปลูกและถูกส่งมาจากแหล่งเดียวกัน หมวดแรกเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยและอาหารทานเล่นราคาเริ่มต้นที่ 150 บาทสำหรับเมนูผักโขมอบชีส แพงที่สุดคือเมนูหอยเชลล์ฮอกไกโดอบซอสไวท์ทรัฟเฟิลออยล์ราคา 390 บาท (แค่เมนูราคาเริ่มต้นก็ถูกกว่าร้านบ้านขนิษฐาแล้วครับ) หน้าต่อไปเป็นสลัดผักสดต่างๆราคาเริ่มต้นที่ 180 บาท สำหรับเมนูซีซ่าร์สลัดแบบดั้งเดิมเพิ่มเติมด้วยมะเขือเทศตากแห้ง ส่วนเมนูที่แพงสุดคือปูนิ่มทอดกรอบบนผักสดเสิร์ฟกับฮันนี่มัสตาร์ตและอิตาเลียนเดรสซิ่งราคา 320 บาท นอกจากนี้ยังมีเมนูพาสต้าผัดร้อนๆเริ่มต้นที่ 220-320 บาท พิซซ่าหน้าต่างๆราคาเริ่มต้นที่ถาดละ 220-320 บาท และพรีเมี่ยมเมนูอย่างสปาเก็ตตี้หน้าแคนาเดียนล๊อบสเตอร์ย่างราคาตัวละ 1,900 บาท

หน้าต่อไปเป็นเมนูที่เพิ่มเติมมาจากหน้าที่แล้วทั้งเมนูทานเล่นราคาเริ่มต้นที่ 190-260 บาท เมนูเรียกน้ำย่อยแต่กึ่งๆจานหลักราคา 250-590 บาท เมนูสลัดเพิ่มเติมอีก 2 เมนูรายการละ 290 บาท ซุปข้นสไตล์ฝรั่งราคาถ้วยละ 180-220 บาท เบอร์เกอร์หมูชิ้นละ 320 เนื้อวัว 370 บาท พิซซ่ามีเพิ่มเติมมาอีก 2 หน้าราคาเริ่มต้นที่ 220-360 บาท เมนูพาสต้ากับข้าวอบราคา 250-550 บาท เมนู Main Dishes จานหลักหลากหลายเมนูราคาเริ่มต้นที่ 290 -990 บาท พรีเมี่ยมเมนูเพิ่มเติมอีกรายการคือกุ้งแม่น้ำอยุธยาอบชีสราคาตัวละ 1,300 บาท หน้าต่อมาเป็นหมวดจานหลักเพิ่มเติมราคาเริ่มต้นที่ 250 บาทสำหรับเมนู Fish & Chips แพงสุดคือชุดสเต็กเนื้อนิวซีแลนด์เซอลอยด์/แซลมอน/หอยแมลงภู่นิวซีแลนด์/หอยเชลล์ฮอกไกโด/กุ้งนางย่างพร้อมซอส 3 อย่างเสิร์ฟลงในจานรวมขนาดใหญ่ราคา 1,400 บาท หน้าสุดท้ายคือเมนูเครื่องดื่ม-ขนมหวานร้าน The Missing Piece ค่อยไปดูในเล่มใหญ่กันครับ

เมนูย่อยของร้าน Moon Glass Bistro & Grill เป็นแผ่น 2 หน้ากระดาษเน้นไปที่เมนูอาหารกับแกล้มรสแซ่บเอาใจนักดื่มราคาเริ่มต้นเพียง 100 บาท สำหรับเมนูทาโร่กรอบและคางกุ้งทอดกรอบ แพงสุดที่คือหอยแมลงภู่สีฟ้าซอสครีมเห็ด+เฟรนซ์ฟรายส์ราคา 380 บาท นอกจากนี้ยังมีเมนูอาหารยุโรป/อาหารเม็กซิกันราคาสุดคุ้มให้เลือกสั่งอีกมากมาย โดยเมนูอาหารของทั้ง 3 ร้านนี้สามารถสั่งข้ามไปมากันได้อย่างอิสระเลือกบรรยากาศกันเองได้เลยครับ

มาต่อกันด้วยเมนูของร้านสุดท้ายอย่าง The Missing Piece Cafe ที่นอกจากเครื่องดื่ม-ขนมหวานแล้วก็ยังมีเมนูอาหารเช้าแบบ All Day ให้เลือกสั่งถึง 6 ชุดราคาเดียว 280 บาท มีทั้ง American Breakfast / English Breakfast / Egg Benedict & Smoked Salmon / Pancake Or Waffle / ข้าวต้มและไข่กระทะแบบไทยๆก็มีให้สั่ง ทุกชุดสามารถเลือกเครื่องดื่มได้ 1 อย่างทั้งกาแฟร้อน/ชาร้อน/โกโก้ร้อนหรือน้ำส้มก็มีให้บริการทั้งวันครับ

ส่วนเมนูเล่มใหญ่ของร้าน The Missing Piece Cafe จะเน้นไปที่ขนมหวาน/เครื่องดื่มเป็นหลัก หน้าแรกเป็น Apple Cinnamon Waffle ราคา 260 บาท เมนู Crumble ใส่แอบเปิ้ล-บลูเบอรี่ / ช็อกโกแลตลาวาอุ่นๆทานคู่กับไอศครีมเย็นๆ / เค้กซูเฟ่ลต์ช๊อกโกแลตอบร้อนๆทานกับไอศครีมและวิบครีมราคา 190-160 บาท Norwegian Omelet ราคา 260 บาท เครปมะม่วงสด / Poached Pear ราคา 260-295 บาท สโคนอบขายเพียงชิ้นละ 45 บาท มีทั้งเมนูราคาถูก-แพงปนกันไปแต่บางเมนูของหวานก็ไม่เคยเห็นขายที่ร้านอื่นถือว่าน่าสั่งมาลองมากๆครับผม

หน้าต่อไปเป็น Banana Fritters/ราสเบอรี่แพนนาคอตต้า ขายราคาเมนูละ 225 บาท Hazelnut Praline Crepe / Banana Flambe Crepe ราคาจานละ 260 บาท หน้าต่อไปเป็นเมนูน้ำแข็งใส Icy Blast มีให้เลือกสั่ง 4 เมนูไซส์ S ราคาถ้วยละ 175 บาท ไซส์ L ราคา 285 บาท ตามมาด้วยเค้กต่างๆที่เรียงอยู่ในตู้แช่เย็นราคาเริ่มต้นที่ 70-160 บาท Macarons ที่ร้านมีให้เลือกถึง 12 รสชาติราคาชิ้นละ 36 บาท ไอศครีมก็มีให้สั่งกว่า 14 รสชาติราคาลูกละ 75 บาท กาแฟสด-ชา TWG หลากหลายเมนูมีให้สั่งทั้งแบบร้อน/เย็น/ปั่นราคาเริ่มต้นที่ 60-205 บาท ใครชอบการดื่มชาผลไม้ที่นี่เขานำมาทำเป็นม๊อกเทลหวานเย็นดื่มแล้วสดชื่น 4 เมนูราคา 130 บาททุกรายการ หน้าสุดท้ายเป็นน้ำผลรวมไม้ปั่นสูตรของทางร้านราคาแก้วละ 110-115 บาท ตอนนี้มาครบทุกคนแล้วน้องพนักงานยกจาน/ช้อน+ส้อม+มีดสีทองบรรจุในห่อพลาสติกฆ่าเชื้อ/แก้วน้ำและผ้าเย็นสีชมพูม้วนมารูปน้องกระต่ายให้เราได้เช็ดมือกับหน้าเพื่อเพิ่มความสดชื่นก่อนจะทานอาหารกัน ตอนนี้อาหารที่เราสั่งไปเริ่มทยอยมาเสิร์ฟที่โต๊ะกันแล้วครับผม

เมนูแรกเป็น Signature ของร้านบ้านขนิษฐาคือ "ผัดไทยกุ้งสด" ราคา 320 บาท ผัดไทยเส้นจันทร์รสเปรี้ยวหวานหอมกลิ่นน้ำมะขามเปียกกลมกล่อมเส้นเหนียวนุ่มไม่เละ ใส่เครื่องมาทั้งเต้าหู้แข็งทอด/ไข่/ถั่วลิสงคั่วป่น/ไชโป้วสับ/ต้นกระเทียมและกุ้งสดเนื้อกรอบเด้ง ก่อนทานเพียงแค่บีบมะนาวแต่จุดที่ทำให้ผัดไทยจานนี้ไม่เหมือนใครก็คือเขาเสิร์ฟมาให้ทานคู่กับยำหัวปลีใส่น้ำพริกเผาเคี้ยวกรุบกรอบรสเปรี้ยวหวานจัดจ้านถึงเครื่องความเป็นยำไทย ช่วยลดความเลี่ยน-มันของผัดไทยได้เป็นอย่างดี เมนูต่อมาก็เป็นจานเด็ดที่เราควรสั่งนั่นคือ "ต้มยำกุ้งนาง" ไซส์ S ราคา 340 บาท เป็นต้มยำกุ้งแม่น้ำรสเปรี้ยวจี๊ดตัดหวานกลมกล่อมเค็มกำลัังดี หอมถึงเครื่องสมุนไพรไทยทั้งข่า/ตะไคร้/ใบมะกรูดและโรยด้วยผักชีฝรั่งซอย น้ำซุปสีแดงด้วยพริกเผาผสมมันหัวกุ้งแม่น้ำเข้มข้นซดแล้วสดชื่นคล่องคอ กุ้งนางหรือกุ้งแม่น้ำที่ใส่มาให้ในถ้วยไซส์ใหญ่พิเศษอัดแน่นเต็มชามถึง 2 ตัวคุ้มราคาสมกับเป็นเมนูแนะนำของที่นี่ครับ

หมดเมนูจานหลักของร้านบ้านขนิษฐาไปแล้ว (แค่ชิมนิดหน่อยๆเดี๋ยวค่อยไปจัดหนักบุฟเฟ่ต์แทนในโอกาสหน้า) มาต่อกันที่เมนูย่อยราคาพิเศษเฉพาะสาขาสุขุมวิท 53 เริ่มจาก "จ๊อปู" ราคา 295 บาท เป็นเนื้อหมูเด้งผสมกับสามเกลอและเนื้อปูอัดแน่นเต็มชิ้นห่อด้วยฟองเต้าหู้ทอดจนสีเหลืองกรอบ เสิร์ฟมาพร้อมกับน้ำจิ้มบ๊วยรสเปรี้ยวหวานๆหอมกลิ่นบ๊วยขึ้นจมูกผสมงาขาคั่วให้ความมันตัดรสเปรี้ยวแหลมลงจนอร่อยละมุนไม่เหมือนกับร้านไหนเลยครับผม เมนูต่อไปเป็นจานเด็ดที่ทางร้านแนะนำคือ "เมี่ยงหมูสามชั้นทอดน้ำปลา" ราคา 225 บาท เป็นผักสลัดออแกนิกส์ที่ร้านปลูกเองส่งตรงมาจากบ้านพนาลัยเขาใหญ่ เวลาทานก็นำมาห่อกับเส้นหมี่ขาวคลุกกระเทียมเจียว+หมูสามชั้นชุบแป้งทอดน้ำปลากรอบๆราดด้วยน้ำจิ้มซีฟู๊ดรสเปรี้ยว-เผ็ดจี๊ดจ๊าดถึงกลิ่นมะนาว/พริกสด/กระเทียมหอมพุ่งขึ้นจมูก เพิ่มกลิ่นสุดท้ายด้วยใบโหระพาสดก่อนเอาเข้าปากบอกได้คำเดียวว่าเด็ดมาก สมกับที่ทางร้านแนะนำว่าต้องสั่งครับ

เมนูต่อไปเป็นอาหารจานเดียวอย่าง "ก๋วยจั๊บน้ำข้นหมูสามเกลอ" ราคา 145 บาท ภายในชามประกอบไปด้วยหมู 3 อย่างตามชื่อคือหมูกรอบ/หมูสามชั้นต้มพะโล้และสันคอหมูตุ๋นชิ้นสีเหลี่ยม มาพร้อมกับไข่ต้มใสซุปสีเข้มๆและเส้นก๋วยจั๊บต้มผสมแป้งเปียกเคี้ยวหนึบๆเพิ่มความนัว น้ำซุปรสชาติเค็มนำหอมกลิ่นเครื่องสมุนไพรจีนหากต้องการเพิ่มรสชาติแบบ Street Food ที่ร้านก็มีเครื่องปรุงให้ครบชุด จุดเด่นของชามนี้คือเครื่องเยอะตักไปเจอแต่หมูต่างๆเต็มไปหมดสะใจดีครับ เมนูต่อไปหน้าตาเหมือนกระเพราแต่ว่ามันคือ "เนื้อแองกัสผัดพริกแห้งใบยี่หร่า" ราคา 295 บาท เป็นเนื้อวัวอเมริการสเข้มข้นผัดกับพริกแห้งเพิ่มความเผ็ดร้อนด้วยใบยี่หร่าเหมาะทานเป็นกับข้าวหรือกับแกล้มสุดๆเลยครับ เมนูต่อไปชื่อแปลกแต่อร่อยนั่นก็คือ "เห่าดงหมูคุโรบูตะ" ราคา 255 บาท เป็นสันนอกหมูคุโรบูตะหั่นเส้นลวกสุกแล้วนำมายำสไตล์น้ำตกอีสานรสเปรี้ยว/หวาน/เผ็ดหอมข้าวกลิ่นคั่วแล้วก็ทำการเปลี่ยนเครื่องสมุนไพรจากเครื่องลาบเป็นต้นหอมหั่นท่อนกับใบกระเพราสดแทน จึงได้ความเผ็ดฉุนจี๊ดจ๊าดเพิ่มขึ้นมาเข้ากับหมูคุโรบูตะนุ่มมากๆจนเหมือนผ่านการหมักแบบหมูเด้งราดหน้า หากเบื่ออาหารอีสานแบบเดิมๆแล้วจานนี้ถือเป็นตัวเลือกที่ดีครับ

เมนูต่อไปเป็นอาหารเพื่อสุขภาพรสแซ่บๆอย่าง "ยำเนื้อแองกัสมะเขือเผา" ราคา 275 บาท เป็นมะเขือยาวเผาลอกเปลือกออกท๊อบปิ้งด้วยเนื้อวัวแองกัสย่างสุกมันน้อยสไลด์บางราดด้วยน้ำยำรสเปรี้ยวหวานเผ็ด หนักสมุนไพรทั้งหอมแดงซอยและพริกขี้หนูจินดาสดอย่างจุใจ (ใครทานเผ็ดไม่เก่งแนะนำว่าให้บอกพนักงานก่อนสั่งหรือเขี่ยออก) มะเขือยาวเผาหอมนุ่มเนื้อวัวเคี้ยวหนึบๆถึงรสน้ำยำลงตัวดีครับสำหรับจานนี้ เมนูต่อไปเป็นอาหารปักษ์ใต้คือ "แกงคั่วเห็ดแครง-สะตอปักษ์ใต้ใส่กระดูกหมู" ราคา 170 บาท เป็นกระดูกหมูตุ๋นนำไปผัดกับเห็ดแครง+สะตอและพริกแกงเผ็ดใต้รสเค็มเผ็ดทานคู่กับผักสดสไตล์แดนด้ามขวานรสชาติดีแต่อ่อนเผ็ดไปนิดสำหรับบ้านเราที่เป็นคนใต้ เมนูต่อไปเป็นจานคลาสลิกสำหรับร้านนั่งดื่มคือ "กระหล่ำปลีผัดน้ำปลา-หมูสับปลาเค็ม" ราคา 170 บาท ผักกระหล่ำปลีสุกกำลังดีกรุบกรอบหอมกลิ่นควันกระทะได้รสหวานอ่อนๆตามธรรมชาติของผัก เพิ่มสัมผัสในการเคี้ยวด้วยหมูสับผสมเนื้อปลาเค็มหั่นชิ้นเล็กๆให้ความเค็มอ่อนพอกล่อมกล่อมตักทานกันได้อร่อยเพลินๆกันทั้งครอบครัวครับผม

เมนูต่อไปยกออกมาใหญ่โตอลังการแต่อร่อย/ทานง่ายกว่าที่คิดคือ "หมูคุโรบูตะย่างซอสบาร์บีคิว" เสิร์ฟมาบนเขียง 2 ไม้ใหญ่ๆราคา 290 บาท เป็นหมูคุโรบูตะชิ้นหนาหั่นเต๋าเสียบเหล็กทาซอสบาร์บีคิวจนฉ่ำสลับกับสับปะรด/พริกหวาน/หอมใหญ่และข้าวโพดย่าง ปกติหลายๆร้านถ้าให้หมูมาชิ้นหนาขนาดนี้มักจะเหนียวและจืดตรงกลางแต่ที่ร้านเขาหมักจนเข้าถึงเนื้อในแถมใช้หมูคุโรบูตะทำให้นุ่มนวลทานง่ายจานนี้ชอบกันทั้งครอบครัวครับผม เมนูต่อไปคืออาหารอีสานยุคใหม่อย่าง " หมูคลุกฝุ่น" ราคา 150 บาท เป็นหมูหั่นแนวยาวแบบหมูแดดเดียวนำไปคลุกกับข้าวคั่วให้สัมผัสหอม-กรุบกรอบพร้อมเครื่องสมุนไพรอย่างพริกแห้ง-ใบมะกรูดทอดกรอบเหมาะกับเป็นกับแกล้ม ถ้าอยากได้ความจี๊ดจ๊าดหน่อยแนะนำว่าสั่งแจ่วอีสานมาจิ้มอีกหน่อย ช่วยเพิ่มรสชาติและลดความเลี่ยนของทอดได้ดีเลยครับ นอกจากเนื้อแองกัส/เนื้อนิวซีแลนด์แล้วที่นี่เขามีโคขุนไทยวากิวด้วยเลยสั่งมาเป็นเมนู "ลิ้นวัวย่างถ่าน" เสิร์ฟมากับน้ำจิ้มแจ่วอีสานสไตล์ไทยราคา 180 บาท ความพิเศษของจานนี้คือเขาใช้ลิ้นวัวโคราชวากิวหั่นบางๆย่างด้วยถ่านให้มีสีสวยทานคู่กับจิ้มแจ่วมะขามเปียกหนักเครื่องสมุนไพรสูตรของที่ร้าน บอกเลยว่าลิ้นย่างมาด้านนอกแห้งกรอบแต่เนื้อตรงกลางเด้งกรุบ-สู้ฟันมีกลิ่นไขมันของเนื้อไหลเต็มปากตัดเลี่ยนด้วยน้ำจิ้มสูตรเด็ดได้ลงตัวดีมากๆเลยครับผม

เมนูต่อมาแนะนำว่าถ้าสั่งให้เตรียมข้าวสวยไว้ทานคู่กันอีก 1 หม้อคือ "ปลาทูซาเตี๊ย" ราคา 185 บาท สรุปจานนี้มันก็คือปลาทูที่ถูกนำหัวออกแล้วไปต้มในซอสรสหวานเค็มแบบเดียวกับปลาตะเพียนไร้ก้างแต่น้ำซอสเข้มข้นสุดๆ สามารถตักเนื้อและก้างทานกับข้าวสวยร้อนๆได้ทันทีแบบไม่ต้องมาคอยเขี่ยออกหรือพะวงว่าจะติดคอ ถ้าทานแบบไม่คลุกข้าวส่วนตัวว่าเข้มข้นเกินเบอร์ไปหน่อยแต่ก็อร่อยดีครับ เมนูต่อไปราคาถูกและให้เยอะเหมาะสำหรับสายนั่งดื่มชิลล์ๆอย่าง "คางกุ้งทอดกรอบ" ราคา 100 บาท เป็นคางกุ้งตัวใหญ่ติดเนื้อตรงหัวนิดๆชุบแป้งทอดเคี้ยวกรอบๆทานคู่กับซอสคล้ายน้ำจิ้มไก่รสเปรี้ยว/หวาน/เผ็ดจี๊ดจ๊าดสูตรของที่ร้านบอกได้ว่าเพลินสุดๆแนะนำให้สั่งเลยครับผม

ชุดท้ายนี้เราเน้นไปที่เมนูอาหารฝรั่งเริ่มจากจานแรก "หอยแมลงภู่สีฟ้าเสิร์ฟพร้อมซอสครีมเห็ดเฟรนซ์ฟรายส์" ราคา 380 บาท มันคือหอยแมลงภู่ชิลีตัวเล็กๆแต่เนื้อมันอร่อยกว่าหอยแมลงภู่นิวซีแลนด์ตัวใหญ่อบกับไวท์ซอสใส่เห็ดแชมปิญองรสเค็มมันหอมกลิ่นไวน์ขาวยกมาเป็นหม้อพร้อมฝาให้ปริมาณจุใจ ทานกับมันฝรั่งทอดกรอบแบบแท่งโรยเกลือร้อนๆและซอสมะเขือเทศตัดเลี่ยนจากหอยอบไวท์ซอสได้ดีมากครับ เมนูต่อไปเห็นอยู่ในทีวีที่ร้านเปิดดูแล้วน่าทานดีเลยสั่งมาลองเป็น "Moon Glass Salad" ราคา 250 บาท เป็นสลัดผักสดออแกนิกส์กรอบๆไร้รสขมใส่แอลมอนด์สไลด์อบกรุบกรอบเพิ่มความมันเค็มด้วยเฟต้าชีสหวานด้วยมะเขือเทศตากแห้ง รวมทุกอย่างให้เป็นหนึ่งเดียวกันด้วยน้ำสลัดบัสซามิกรสหวานอมเปรี้ยวไม่เหม็นฉุนขึ้นจมูกสูตรของทางร้าน จานนี้เหมาะกับสาวๆที่กำลังลดหุ่นแต่ยังอยากได้ความอร่อยเข้มข้นทานแล้วสดชื่นรู้สึกท้องไส้คลีนหรือนำมาแกล้มตัดเลี่ยนกับเมนูมันๆก็ดีงามครับ

จานต่อไปเป็นเมนูที่แพงสุดในมื้อนี้และคงไม่สั่งถ้าไม่มาทานกันหลายๆคนนั่นคือ "Surf & Turf" ราคา 1,400 บาท เป็นสเต็กรวมจานใหญ่พิเศษอัดแน่นวัตถุดิบมาแน่นทั้ง นิวซีแลนด์เซอร์ลอยด์สเต็กชิ้นใหญ่สั่งให้ย่างมาสุกแบบ Medium Well อมชมพูอ่อนๆเนื้อนุ่มติดไขมันหอมๆตรงขอบเกรียมนิดๆทานคู่กับน้ำจิ้มแจ่วสไตล์ไทย แซลมอนย่างมาสีสวยเนื้อในชุ่มฉ่ำ/หอยเชลล์ฮอกไกโดย่างตัวใหญ่เคี้ยวเต็มคำและกุ้งนางหรือกุ้งแม่น้ำย่างเนื้อแน่นๆอีกตัวเสิร์ฟพร้อมกับมันฝรั่งทอดทานคู่กับซอสมายองเนสงาผสมซีฟู๊ดเผ็ดเปรี้ยวหอมมันเพิ่มรสชาติให้อาหารทะเลอร่อยยิ่งขึ้น เมนูสุดท้ายเป็นอาหารฝรั่งที่ดูในรูปเหมือนจะจานเล็กแต่ของจริงเสิร์ฟมาอลังการสุดๆนั่นก็คือ "เฟตตูชินีสตูเนื้อแองกัส" ราคา 220 บาท เป็นเส้นพาสต้าเฟตตูชินี่เส้นแบนลวกมาสุกแบบ Al Derte ผัดกับน้ำมันมะกอก-พริกไทย-เกลือและมะเขือเทศทานคู่กับสตูเนื้อวัวรสเค็มนำเข้มข้นสไตล์ยุโรปแท้ๆ ส่วนตัวว่าเค็มกำลังดีสำหรับอาหารฝรั่งแท้แต่ลิ้นคนไทยอาจจะรู้สึกว่าเค็มเกินไปหน่อย ส่วนเนื้อตุ๋นที่ใช่เป็นน่องลายติดเอ็นคอลลาเจนนุ่มๆเคี้ยวเพลินมากครับ

มาร้านนี้ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่อิ่มเพราะเขามีข้าวสวยบุฟเฟ่ต์ทั้งข้าวหอมมะลิ 100% และข้าวกล้องงอกให้เติมได้ไม่อั้นเพียงคนละ 40 บาทเท่านั้น ถ้าอยากประหยัดหน่อยก็สั่งกับข้าวรสจัดๆมาแชร์กับเพื่อนหลายๆคนแล้วทานข้าวบุฟเฟ่ต์จนอิ่มจุกก็ประหยัดไปได้อีกหลายบาท นี่ก็เพิ่งรู้เหมือนกันว่าที่นี่มีบริการข้าวเติมได้ไม่อั้นดีงามมากๆครับผม

เครื่องดื่มนอกจากน้ำเปล่าแล้วก็สั่งน้ำปั่นชื่อน่ารักๆมาชิมอีกแก้วนั่นคือ "แอปเปิ้ล/มะละกอ/กล้วย/ส้ม" ราคา 110 บาท เป็นน้ำผลไม้รวมปั่นส่วนประกอบหลักเป็นกล้วยให้ความหวานนวลเนียนเพิ่มกลิ่นหอมของมะละกอเปรี้ยวด้วยแอปเปิ้ลเขียวและผสานทุกอย่างให้เข้ากันด้วยน้ำส้ม รสเปรี้ยวหวานคล้ายนมรสเปรี้ยวผลไม้รวมที่ทางร้านบอกมาว่าไม่ได้ใส่นมลงไปสักหยดแต่อร่อยเกินคาดมากครับ เมนูต่อไปไม่ใช่เครื่องดื่มแต่เป็นขนมหวานไว้ทานคู่กับกาแฟสดคือ "อัฟโฟกาโต้" ราคา 80 บาท เป็นไอศครีมวนิลาหวานน้อยแต่กลิ่นหอมทานคู่กับกาแฟสดเอสเปรสโซ่เข้มข้นให้ความขมหวานมันอย่างลงตัว เมล็ดกาแฟของที่ร้านนี้คั่วมาเข้มไม่ติดเปรี้ยวและไม่ขมบาดคอดื่มง่ายสบายๆดีครับ

ปิดท้ายด้วยขนมหวานจากร้าน The Missing Piece Cafe สั่งมาลองชิม 2 เมนูนั่นก็คือ "Thai Tea Black & White Jelly" ราคา 175 บาท มันคือบิงซูชาไทยหวานน้อยเนื้อเนียดละเอียดหอมกลิ่นนมเข้มด้วยรสชาติของชาไทยฝาดปลายลิ้นนิดๆ มาพร้อมกับท๊อบปิ้งทั้งเฉาก๊วย/วุ้นมะพร้าวแต่ที่เด็ดสุดก็คือขนมปังกรอบสูตรของที่ร้านนี้นำไปย่างเคลือบน้ำตาลกรุบกรอบไหม้นิดๆคล้ายคาราเมลหอมกลิ่นเนย เพิ่มความหวานมันด้วยซอสนมข้นที่ทางร้านใส่ในเหยือกขนาดเล็กเอาไว้ให้เติมตามใจแย่งกันทานอร่อยดีครับ ของหวานจานสุดท้ายมื้อนี้ก็คือ "Dark Chocolate Souffle เป็นเค้กช็อกโกแลตเข้มข้นอบร้อนท๊อบปิ้งด้วยวิปครีมสด/ไอศครีมวนิลาและปิดท้ายด้วยวิปครีมราดด้วยซอสช็อกโกแลตโรยแอลมอนด์ ก่อนจะมาถึงโต๊ะวิปครีมก็ละลายลงไปแทรกอยู่ในเนื้อเค้กลดอุณหภูมิให้อุ่นลง ทานกับไอศครีมรสวนิลาหวานน้อยหอมกลิ่นฝักวนิลาเย็นๆอร่อยได้สัมผัสแตกต่างทั้งร้อนและเย็นในคำเดียวกันครับผม

มื้อนี้เรามาทานกัน 6 คนก็สั่งอาหารไปมากมายหลากหลายรายการรวมกว่า 35 รายการรวมทั้งหมด 7,763.50 บาท รวม Vat. และ Service Charge แล้วเรียบร้อย โดยร้านอาหารบ้านขนิษฐากับ Moon Glass ราคาอาหารที่เห็นยังมีบวกอีก 7 กับ 10% มีแค่ร้าน The Missing Piece เท่านั้นที่เป็นราคาสุทธิ แล้ว โดยรวมอาหารอร่อยทุกอย่างมีทั้งเมนูราคาถูก/แพงปนๆสลับกันไปขึ้นอยู่กับว่าสั่งวัตถุดิบอะไร ส่วนตัวรับได้และรู้สึกประทับใจดี มื้อนี้ได้รับคะแนนความอร่อยและคุ้มค่าไป 5 ดาวครับผม🌟🌟🌟🌟🌟


พิกัด : เลขที่ 31 ซอยสุขุมวิท 53 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร 10110

เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 11.00-23.00 น. และ 06.00-22.00 น. (สำหรับ The Missing Piece)

โทร. 02-259-8530

Facebook : https://www.facebook.com/baankhanithabkk

https://www.facebook.com/moonglassbkk

https://www.facebook.com/themissingpiecebkk

อ่านรีวิวแล้วชอบรบกวนช่วยกด Share ให้เพื่อนๆอ่าน

แล้วตามไปกดถูกใจเพจของเราที่นี่ > https://www.facebook.com/FoodAddictsThai/ <

และอย่าลืมกด See First เพื่อที่จะได้ไม่พลาดรีวิวใหม่ๆของเรานะ 😘😘😘



ดู 226 ครั้ง0 ความคิดเห็น